ถ้าใครที่โตในยุค 90’s เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินเพลง “จะไม่ไปพันธ์ุทิพย์” ของพี่เสก โลโซ ชนิดที่ติดหู ติดใจว่าหมายถึงอะไร หรือบางคนได้ฟังเพลงลิขสิทธิ์ที่ใช้โปรแกรมอันมีชื่อว่า Napster ที่เป็นบริการแชร์ไฟล์ระหว่างบุคคลแบบออนไลน์ (P2P) ทำให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงไปทั่วโลก และสุดท้ายถูกสั่งให้เลิกกิจการ ขณะที่ผู้ก่อตั้งหนึ่งในสองอย่าง ฌอน ปาร์คเกอร์ กลายมาเป็นประธานคนแรกของเฟซบุ๊ก
การจัดการอย่างเป็นระบบและใช้กฎหมายบังคับทำให้ตลาดแผ่นผี ซีดีเถื่อน รวมไปถึงโปรแกรมอย่าง Napster ได้โบกมือลาจากโลกนี้ไป โลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล ฟังเพลงผ่านระบบสตรีมมิ่ง มีการจัดการลิขสิทธิ์อย่างถูกกฎหมาย เช่นเดียวกับการชมภาพยนตร์ ซีรีส์ รายการโทรทัศน์ ที่มีช่องทางถูกกฎหมายให้เลือกมากขึ้น และคนรุ่นใหม่ก็พร้อมที่จะเปย์
แต่ก็อีกนั่นแหละ คนที่มีพื้นฐานจากความไม่รู้สึกว่าลิขสิทธิ์ สิทธิทางปัญหา หรือความคิดสร้างสรรค์ของคนอื่นนั้นมีมูลค่า จากที่เขาต้องไปเรียน ต้องลงสนามเพื่อปฏิบัติ เป็นประสบการณ์จากการทำงาน ทำให้โลกออนไลน์กลายเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับคนเหล่านี้ในการนำมาทำซ้ำดัดแปลง หรือแม้กระทั่งก๊อปไอเดีย มาเป็นของตนเอง
เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวงการศิลปะหรือการผลิตงานสร้างสรรค์ แต่เกิดขึ้นในทุกวงการ อย่างผู้เขียนเองเร็ว ๆ นี้มีน้องมาถามว่า “พี่ไม่ดูรายการ…นี้เหรอ ทำเหมือนที่พี่เคยทำเลย” เราก็ได้แต่ตอบน้องเขาไปว่า “ไม่ได้ดู เพราะอย่างไรเสียของก๊อปปี้ ก็ต้องตามหลังเราหนึ่งก้าวอยู่ดี จะดูทำไมให้เสียเวลา” บอกน้องเขาไปก็เหมือนปลอบใจตัวเองแหละค่ะ เพราะในใจลึก ๆ แล้วก็รู้สึกไม่พอใจเช่นกัน แต่ทำอย่างไรได้ “เขาเป็นอย่างนี้ทั้งองค์กร”
เอาเป็นว่าในสังคมทุกวันนี้ พี่เสก โลโซ ไม่ต้องมาร้องเพลง “จะไม่ไปพันธ์ุทิพย์” แล้ว เพราะใน google มีทุกสิ่งให้เป็นต้นแบบความคิดให้ก๊อปปี้ หรือที่เรียกกันสวยหรูว่า Reference รวมไปถึง YouTube ที่มีรูปแบบรายการเดียวกันเต็มไปหมด แถมบางรายการยังได้ไอเดียมาจาก Youtuber ต่างประเทศหรือแม้แต่รายการดังในยุค 80’s – 90’s
หรือแม้แต่ในทวิตเตอร์ โซเชียลมีเดียที่ใช้ข้อความเพียงแค่ 280 ตัวอักษรก็กลายเป็นพื้นที่หาข่าวของเหล่า Influencer ขี้เกียจคิดประเด็นหรือถ่ายภาพเอง ที่กล้าพูดแบบนี้เพราะมีอย่างน้อยสองรายที่รู้จักกันและเห็นว่าถูกดึงประเด็น และภาพไปใช้ชนิดที่เจ้าตัวเองต้องออกมาปกป้องสิทธิ์ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ครั้งแรกและน่าจะเป็นครั้งที่ไม่สามารถนับได้ เพราะคนทำไม่ได้รู้สึกเดือดร้อน เพราะคนทำโตมาในสภาพแวดล้อมที่ทำให้พวกเขามีตรรกะว่า “ลอกงานมาดัดแปลงเป็นของตนเองไม่ผิดและไม่ได้ทำให้ใครตาย”
ใช่ค่ะ วิธีการ วิธีคิดแบบนั้นไม่ได้ทำใครตาย แต่ทำให้สมอง และความคิดสร้างสรรค์ตายไปทีละน้อย เพราะเท่ากับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ไม่ได้อะไรใหม่ สิ่งที่คุณหาได้จากในโลกออนไลน์ไม่ว่าจะแพลตฟอร์มไหน คือสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แค่คุณนำมาทำซ้ำดัดแปลง และมันก็วนลูปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ตามกระแสความนิยมในช่วงนั้น
ซึ่งหมายความว่า ความคิดสร้างสรรค์กำลังถูกทำลายลงไปเรื่อย ๆ เมื่อยิ่งลอก ความชัดเจนก็ยิ่งจางลงจากต้นฉบับ แล้วพอถึงวันนั้นคนรุ่นลูก รุ่นหลานของคุณจะอยู่กันอย่างไร ถามแบบปลายเปิดไว้นะคะ จะตอบหรือไม่ตอบก็ได้
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ






























