Mad for Each Other ตกลงแล้ว “ใครบ้าสุด” ในย่านนี้

ภาพจาก Facebook : 카카오TV

สัปดาห์ที่แล้ว ได้ประทับใจกับ Move to Heaven ซีรีส์น้ำดีที่ทำน้ำตาไหลเหมียนหมาได้ทุกตอน สัปดาห์นี้มาฮีลหัวใจจากความเจ็บปวดลึก ๆ กันบ้างดีกว่า ปกติซีรีส์แนวฮีลหัวใจ ถ้าไม่เป็นแนวฟีลกู๊ด ก็จะเป็นแนวดราม่าหน่วงจิตหน่วงใจ แต่สุดท้ายก็จบด้วยดี ซึ่ง Mad for Each Other ก็เป็นแนวหน่วง ๆ เหมือนกัน ต่างกันตรงที่มันอาจจะไม่ได้ดราม่ามากเท่าไร และออกแนวขายขำโบ๊ะบ๊ะไม่แคร์ภาพลักษณ์ซะมากกว่า

Mad for Each Other มีชื่อไทยที่ตั้งโดย Netflix ว่า “พบรักไว้พักใจ” (สุดจะเลี่ยน) เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งที่แบกบทละครไว้ทั้งเรื่อง ความบ้าบอสติแตกก็อยู่ที่ 2 คนพระ-นางนี่แหละ ที่ชอบขิงความบ้าใส่กัน ต่างคนต่างใส่ร้ายอีกฝ่ายว่าเป็นคนบ้า แต่ก็ไม่ยอมให้อีกฝ่ายบ้ากว่าตัวเองอยู่ดี พอมาเจอกันเข้า ความวายป่วงเลยคูณสอง

สถานการณ์ยิ่งกระอักกระอ่วนเข้าไปใหญ่ เพราะ 2 คนนี้ เป็นคนจิต ๆ ทั้งคู่ มีแผลในใจเหมือนกัน หาหมอคลินิกเดียวกัน มีจิตแพทย์คนเดียวกัน อยู่อะพาร์ตเมนต์เดียวกัน ชั้นเดียวกัน และที่แย่หนักกว่าเดิมคือ ห้องติดกัน! บรรยากาศรอบตัวของ 2 คนนี้เลยอุดมไปด้วยความบ้าดีเดือดของทั้งคู่ที่ไม่มีใครต่างยอมใคร

ภาพจาก Facebook : 카카오TV

พระเอก เป็นสายสืบที่ถูกพักงาน ต้องไปหาหมอเพราะทุกคนเรียกเขาว่าคนคลั่ง เขามีปัญหาในการจัดการอารมณ์ หัวร้อน หงุดหงิด โมโหได้กับทุกเรื่องรอบตัว แม้แต่รองเท้าแตะก็ไม่เว้น ส่วนนางเอกก็มีอาการหลงผิด ย้ำคิดย้ำทำ ไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ และหวาดระแวงขั้นสุดกับทุกเรื่อง สับสนในจิตใจว่าคนที่เดินอยู่ข้างหน้ากับแอบติดตามตัวเอง (หืม!) ถึงขั้นที่ต้องทัดดอกไม้ไว้ที่หูเวลาไปไหนมาไหน ด้วยเหตุผลที่ว่าคนอื่นจะได้ออกห่างและไปพ้น ๆ ตัวนาง

แต่เบื้องหลังความบ้าสติแตกของคนชายหนุ่มหัวร้อนและหญิงสาวทัดดอกไม้ มีเหตุการณ์เจ็บปวดซ่อนอยู่ และนั่นคือต้นเหตุที่ทำให้ 2 คนนี้ต้องไปพบจิตแพทย์เพื่อรักษาโรคทางใจ ความบ้า ๆ บวม ๆ ของทั้งคู่จึงเป็นเหมือนเกราะที่สร้างขึ้นมาปกป้องความอ่อนแอในใจของตัวเอง จนในที่สุดก็ดันผีผลักให้รักกัน แต่ประเด็นคือ 2 คนนี้จิตใจไม่ปกติไง ต่างฝ่ายต่างกลัวกันเอง คิดว่าอีกคนน่าจะบ้ากว่าตัวเอง (แต่ที่แน่ ๆ คนดูได้บ้าตามไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว)

ภาพจาก Facebook : 카카오TV

จริง ๆ มันอาจจะดูเป็นซีรีส์แบบสูตรสำเร็จทั่วไป เริ่มจากเกลียดขี้หน้ากัน ทะเลาะกันได้ทุกครั้งที่เจอหน้า แต่พอต่างฝ่ายต่างรู้จักกัน และเห็นแผลในใจของกันและกัน ถึงจะมาฮีลหัวใจกันในที่สุด ซีรีส์แนวนี้ ยิ่งช่วงแรกสติแตกมากเท่าไร ช่วงหลัง ๆ ก็จะยิ่งซึ้ง เมื่อได้ทำความรู้จักกันไปเรื่อย ๆ 2 คนที่วายป่วงใส่กันได้ทุกวัน ต่างเติมเต็มกันโดยไม่รู้ตัว ต่างฝ่ายต่างมีในสิ่งที่อีกคนขาด (อย่างแรง) จนแทบอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ก็ค่อย ๆ รักษาบาดแผลในอดีตของตัวเองได้ทีละนิด ๆ เยียวยาจิตใจของอีกฝ่าย จนเข้าใจกันในที่สุด

เพราะฉะนั้น ลองไปดูกันเอาเองว่า คน 2 คนที่ขิงข่าความบ้าใส่กัน ใครบ้าสติแตกสุดในย่านนี้

นิยามของ “คนปกติ”

ประเด็นนี้เห็นได้ชัดเจน เดิมที 2 คนนี้ไม่รู้จักกันมาก่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านอยู่ติดกัน (แต่นางเอกเพิ่งย้ายเข้ามา) ถ้าไม่บังเอิญมาพัวพันกัน 2 คนนี้ก็เป็นคนแปลกหน้า 2 คนที่เดินสวนกันบนถนน เหมือนกับที่เราเดินสวนคนนับสิบนับร้อย แต่เราไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าคนที่เดินสวนเราไปตะกี๊ คือ “คนปกติ” หรือไม่ ในโลกที่กว้างใหญ่แบบนี้ จะมีสักกี่คนที่เป็น “คนปกติ” จริง ๆ หรือจริง ๆ แล้ว “คนปกติ” อาจไม่มีอยู่จริง

ภาพจาก Facebook : 카카오TV

นั่นเป็นเพราะแต่ละคนต่างก็มีเหตุการณ์ฝังใจที่ทำให้ใจเป็นแผลด้วยกันทั้งนั้น เจ็บมากเจ็บน้อย “ปกติ” ตัดสินกันที่ตรงนี้ ส่วนคนที่เราเห็นว่าเขาปกติ เขาก็อาจจะเจ็บน้อย หรือจะเจ็บหนักแต่ไม่แสดงออกก็ได้ แค่เดินสวนทางไม่มีทางรู้ได้ว่าในใจเขาเป็นอย่างไร ฉะนั้น แล้วเรายังกล้าบอกตัวเองได้เต็มปากไหมว่าตัวเองปกติดี มีความสุขทุกอย่าง ไม่มีเรื่องอะไรต้องคิดเยอะแม้แต่เรื่องเดียว ถามตัวเองดี ๆ

แผลในใจ รักษาได้ด้วยใจ

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แผลเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากรักษาให้หาย ถ้าไม่ใช่คนที่ไร้สามัญสำนึกหรือไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแบบไซโคพาธ เราต่างมีมุมที่อ่อนไหวด้วยกันทั้งนั้น ทุกคนต้องการความรัก เพียงแต่จะเป็นความรักในรูปแบบไหน ต้องการคนเข้าใจ ต้องการคนอยู่เคียงข้าง ต้องการคนที่สามารถร้องไห้ด้วยได้โดยไม่รู้สึกอายและปลอดภัย

แม้ว่า 2 คนนี้จะแสดงความรักกันแบบแปลก ๆ ออกจะสติแตก แต่ 2 คนนี้ก็เยียวยากันเองด้วยความบ้าบอคอแตกนี่แหละ คนหนึ่งมีสิ่งที่อีกคนขาด พอมาเจอกันก็เลยเหมือนจิ๊กซอว์ที่ประกบเข้ากันได้และเป็นรูปเดียวกัน แต่กว่าจะประกอบจิ๊กซอว์ได้เสร็จสมบูรณ์นั้นมันก็ต้องใช้เวลา ต้องพยายามที่จะต่อมััน ต้องลองผิดลองถูก หยิบชิ้นนั้นมาต่อ หยิบชิ้นนี้มาวางทาบ ซึ่งต้องใช้ศรัทธาจากใจล้วน ๆ ไม่งั้นใครจะมามีความอดทนต่ออยู่ได้ล่ะ

ภาพจาก Facebook : 카카오TV

ก็เหมือนกับการรักษาแผลในใจคนเรานั่นเอง ยิ่งแผลใหญ่ สาหัสมากเท่าไร มันก็คงไม่ได้รักษาหายกันได้ง่าย ๆ และต้องรักษากันด้วยใจ ใช้ความเข้าใจ ใช้ใจฟัง ใช้ใจมอง และใช้ใจพูด เหมือนจิตแพทย์ รักษาโรคทางจิตใจ ไม่ว่าจะเรื่องการแสดงความรู้สึก ความคิด อารมณ์ หรือพฤติกรรมที่ผิดปกติ สิ่งเหล่านี้ จิตแพทย์ใช้ใจมอง

ส่วนใครที่กำลังรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง รู้สึกว่าจิตใจเป็นทุกข์เหลือเกิน ก็ขอแค่ให้ยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วไปหาหมอซะจะได้หาย มันก็เหมือนการป่วยไข้หวัดใหญ่นั่นและที่ต้องไปหมอ ป่วยจิตก็แค่ต้องเข้าหาหมอจิตเท่านั้นเอง ไม่ต้องกลัวเลยว่าใครจะมองว่าเราเป็นบ้าหรือพูดจาแซะ ถากถาง ตราบใดที่พูดจารู้เรื่อง ไม่ได้ทำร้ายใคร แล้วพาตัวเองไปหาหมอได้ เราก็ไม่ใช่คนบ้าหรอกนะ

ความสำคัญของครอบครัวกับอาการป่วยทางจิตใจ

อยากให้ทุกคนลองตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าถ้าในบ้านมีใครสักคนที่ป่วยจนต้องไปพบจิตแพทย์ เราจะวางตัวกับคนคนนั้นอย่างไร แล้วถ้าเป็นตัวเราเองล่ะที่ต้องไปหาจิตแพทย์ เราคาดหวังให้คนในครอบครัวปฏิบัตต่อเราอย่างไร

ป่วยในที่นี้ไม่ได้มีความหมายในเชิงเหยียด แต่มันคือความรู้สึกที่ไม่สบายเพราะโรคหรือหรืออะไรก็ตามที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่ปกติ ซึ่งมันก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าแบบไหนป่วยมากแบบไหนป่วยน้อย ก็อย่างที่บอกว่าแค่รู้สึกไม่สบายตัวไม่สบายใจ จนคุกคามคุณภาพชีวิตทำให้อยู่แบบไม่ปกติสุข ก็ถือว่าป่วยแล้ว

ภาพจาก Facebook : 카카오TV

ครอบครัว คือผู้คนที่เราอยู่ใกล้ชิดมากที่สุด ถ้าบ้านไม่ได้น่าอยู่ ไม่ได้ช่วยให้อาการป่วยดีขึ้น มีแต่จะทำให้ทุกเรื่องมันยากลง เราคิดว่าบ้านยังน่าอยู่ไหม คิดว่าครอบครัวคือหมอคนแรกไหม ก็คงไม่ กลับมาที่คำถามเดิม หากรู้ว่าใครสักคนในบ้านป่วยทางจิตใจ คนในบ้าน ควรพยายามเข้าใจ หรือหยุดการแสดงท่าทีรังเกียจหรือเปล่า เขาไม่ได้บ้าแบบคลุ้มคลั่ง ยังพูดจารู้เรื่อง สติสตังมีครบร้อย ไม่ได้เลื่อนลอย และไม่ได้ทำร้ายใคร ลำพังสายตาจากคนนอกก็แย่พออยู่แล้ว ยังเจอคนในบ้านอีก ชีวิตมันจะโชคร้ายและน่าเศร้าเกินไปแล้ว

ในเมื่อครอบครัวอยู่ใกล้ตัว และส่วนใหญ่ก็คนสายเลือดเดียวกัน จะจงเกลียดจงชัง รังเกียจกันไปทำไม ควรจะให้กำลังใจ และเข้าใจสิถึงจะถูก คุยกับคนป่วยต้องใจเย็น (แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องตามใจ) ถ้าต่างฝ่ายต่างหัวร้อนขึ้นมาก็ต้องหยุดพูดจากัน พออารมณ์กลับมาเป็นปกติค่อยคุย ไม่อย่างนั้นก็มีแต่จะทะเลาะกันเปล่า ๆ คุยไปก็ไม่รู้เรื่อง เสียสุขภาพจิตด้วย

แผลในใจก็เหมือนกับแผลตามร่างกายภายนอกนั่นแหละ จริง ๆ มันรักษาให้หายได้ ตราบเท่าที่ไม่ใช้ความผิดปกติของอวัยวะ ถึงมันอาจจะมีร่องรอยของแผลเป็นหลงเหลืออยู่บ้าง แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บแล้ว เลือดไม่ไหลแล้ว เหลือเพียงความทรงจำที่ได้แผลนั้นมา ซึ่งมันก็อยู่ที่ตัวเราเองว่าจะให้ความทรงจำนั้นเป็นเพียงประสบการณ์ที่เลวร้ายที่ผ่านไปแล้ว หรือเป็นสิ่งที่ยังคงทำร้ายและติดตามเราไปตลอดกาลไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนแล้วก็ตาม 😤