คิดว่าน่าจะเป็นครั้งแรกที่หยิบเอาซีรีส์ที่ฉายจบแล้วมาพูดมาคุย ด้วยความที่ Move to Heaven เป็น Original Series ของ Netflix ก็เลยลงฉายทีเดียวครบ 10 ตอน ดูยาว ๆ ไม่ต้องมาขยักขย่อนให้รู้สึกเหมือนจะลงแดงตายในการรอตอนต่อไป ปกติจะชอบเอาซีรีส์ที่กำลังออนแอร์อยู่มาคุยมากกว่า จะได้รู้ ๆ กันไปว่าต้องไปตามเก็บหรือลบออกจากลิสต์ไปถ้าไม่อยากเสียเวลาชีวิต
แต่กับซีรีส์เรื่องนี้ถึงมันจะลงรวดเดียว 10 ตอน ซึ่งก็เท่ากับว่าฉายจบแล้ว ก็ยังอยากนำมาแบ่งปันอยู่ดี อยากให้หลาย ๆ คนที่ยังไม่รู้จักได้รู้จัก ยังลังเลอยู่ก็ให้เลิกลังเล แล้วก็ไปหาดูซะ มันเป็นซีรีส์ที่ดีมากจริง ๆ นอกจากจะทิ้งข้อคิดอะไรไว้ให้เยอะแยะมากมาย มันยังทำให้รู้สึกอบอุ่นใจไปพร้อม ๆ กันด้วย ทว่ามันก็เป็นซีรีส์ที่ดูแล้วปวดหัวไม่น้อย ร้องไห้จนปวดหัว!
Move to Heaven เป็นชื่อของบริษัทรับ “เก็บกวาดที่เกิดเหตุ” ฟังแล้วน่าจะเป็นการทำความสะอาดที่เกิดเหตุการณ์อะไรซักอย่างเทือก ๆ นั้น แต่ความลึกมันอยู่ที่ที่เกิดเหตุนั้นเป็นที่ที่มี “คนตาย” ใช่แล้ว คนตายไปแล้วลุกขึ้นมาจัดการกับข้าวของตัวเองไม่ได้ เพราะฉะนั้น งานของ Move to Heaven ก็คือทำความสะอาดและขนย้ายครั้งสุดท้ายให้กับเจ้าของทรัพย์สินที่ไม่ได้จ้างพวกเขา และไม่สามารถกลับมาใช้ข้าวของพวกนี้ได้อีกแล้ว
แต่การทำงานของ Move to Heaven ก็แตกต่างจากงานเก็บกวาดของบริษัททั่ว ๆ ไป พวกเขาไม่ได้จัดการทำความสะอาด ทิ้งข้าวของพวกนั้นไปเฉย ๆ ทว่ายังไขปริศนา ส่งต่อสาร ข้าวของชิ้นสำคัญ และความตั้งใจสุดท้ายให้กับครอบครัวและคนที่รักของผู้วายชนม์ เพราะพวกเขาไม่มีโอกาสได้ทำเอง
การฟังเรื่องราวของคนตายทั้งที่คนตายไม่ได้พูด สามารถรู้ได้จากข้าวของของพวกเขา ปกติเรามักจะเก็บอะไรก็ตามที่มันมีความหมาย มีเรื่องราวกับชีวิตไว้อยู่แล้ว (ถ้ามันไม่มีความหมายหรือไม่มีคุณค่า มันจะกลายเป็นขยะ) แต่พอเจ้าของตาย คนที่เห็นว่าข้าวของพวกนี้มีคุณค่าไม่อยู่แล้ว เกือบทุกอย่างก็ย่อมเป็นขยะ แต่ความคิดทุกอย่างในข้าวของยังหลงเหลือ สิ่งที่ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้นั่นเอง เป็นเสียงที่เงียบ ที่ถ้าไม่ตั้งใจฟังก็จะไม่ได้ยิน ข้าวของที่มีความหมายเหล่านั้น จะถูกนำมาใส่ในกล่องสีเหลืองที่เขียนชื่อของคนตาย และอวยพรให้พวกเขาไปสู่สุคติ
เดิมพนักงานบริษัทก็มีแค่ 2 คน คือพ่อกับลูก ลูกชายป่วยเป็นโรคแอสเพอร์เกอร์ เป็นอาการผิดปกติทางพฤติกรรมและพัฒนาการตั้งแต่เด็ก จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับออทิสติก ทำให้ลูกชายมีปัญหาในการทำความเข้าใจอารมณ์ของคนอื่น ๆ รวมถึงปฏิสัมพันธ์ทางสังคม แต่อีกด้านเขากลับเป็นคนที่มีความจำเป็นเลิศเข้าขั้นอัจฉริยะ จู่ ๆ เขาก็สูญเสียพ่อและเพื่อนร่วมงานไปอย่างกะทันหัน แล้วชายหนุ่มที่ป่วย ไม่ปกติแบบคนอื่น ๆ จะอยู่อย่างไรในโลกแบบนี้
แต่โลกไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้น (มั้ง) เขายังเหลือญาติอีกคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเป็นใคร ญาติคนนั้นคือน้องชายพ่อ หรืออาที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว เรื่องเกือบจะดี ถ้าอาเขาไม่ได้เพิ่งออกจากคุก และเป็นคนกักขฬะน่ารังเกียจสุด ๆ แต่การทำงานของ Move to Heaven ยังต้องดำเนินต่อไป ด้วยการร่วมงานกันระหว่าง 2 อาหลาน กับอีก 1 สาวเพื่อนบ้านผู้หวังดี ซึ่งสุดท้ายเรื่องราวต่าง ๆ จะเปลี่ยนทั้งมุมมองการมองโลก และความสัมพันธ์ของทั้งคู่
ความยาวซีรีส์ 10 ตอน กับตัวละครหลักแค่ 3-4 ตัว กลับมีพลังแรงมาก เรื่องราวที่พวกเขากำลังถ่ายทอดจะพาให้หัวใจคนดูอ่อนไหว อบอุ่น และเข้มแข็งขึ้นมาในคราวเดียวกัน ธรรมดาแค่ดูแบบแบบไม่คิดอะไรมากมันก็ให้อะไรมากมายอยู่แล้ว ยิ่งถ้าดูแบบลึกซึ้ง พยายามจะคิดวิเคราะห์แล้วล่ะก็ ย่อมได้อะไรมากกว่าการมองผิวเผินแน่ ๆ ซึ่งก็ต่างคนต่างคิด คงต้องไปดูแล้วตัดสินใจเอาเอง
เป็นคนยังไงก็จะเห็นโลกแบบนั้น
ประเด็นนี้ถูกสื่อออกมาเห็นชัดที่สุดในตัวละคร “อา” เปิดเรื่องมาคือคนหยาบคายน่ารังเกียจของแท้ สกปรก ซกมก เสียงดัง พูดจาหยาบคาย แถมยังเพิ่งออกมาจากคุก ก็จะเป็นพวกโลกแคบ ใจแคบ ง่าย ๆ ก็คือ มุมมองในการมองเห็นโลกมันแคบ เห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและเฉพาะข้างหน้าจริง ๆ ไม่แม้แต่จะเอี้ยวตัวไปมองดูว่ามีสิ่งอื่นที่ซ่อนอยู่ข้างหลังสิ่งที่ตัวเองเห็นหรือเปล่าด้วยซ้ำ
นั่นเป็นเพราะประสบการณ์อันเลวร้ายที่เขาได้เผชิญมาตั้งแต่เด็ก ชีวิตมันไม่ง่ายและออกจะโหดร้ายกับเขาในวัยแค่ 10 ขวบด้วยซ้ำ มันหล่อหลอมให้เขาเป็นคนแบบนั้น ในใจมีแต่ความโกรธแค้นพี่ชาย เลยทำให้เขาดูเหมือนคนเลวร้าย แต่เนื้อแท้เขาไม่ใช่คนเลว ทุกอย่างที่เราเห็น อาจไม่ใช่ทุกอย่างที่มันเป็น คนที่ภายนอกดูหยาบคายและแข็งกระด้าง ในใจเขาอาจจะซ่อนความรู้สึกผิดหรือความหวั่นไหวบางเอาอย่างไว้ คนที่ทำตัวใจร้ายน่ากลัว จริง ๆ แล้วก็มีน้ำใจและเอาใจใส่ เพราะคนเราต่างก็มีหัวใจและมีแผลในใจ
ดังนั้น ด้านขาว ด้านเทา ด้านดำ จากคนธรรมดา ๆ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ ถ้าเขามีจิตสำนึกและมีโอกาส เรื่องราวการทำงานของ Move to Heaven จึงเดินไปพร้อม ๆ กับการเติบโตของตัวละครทุกตัว ที่ชัดเจนที่สุดก็ตัวละครอานี่แหละ
คนตายไม่มีสิทธิ์ทำอะไรได้อีกแล้ว
ประเด็นการทำงานของ Move to Heaven คือการทำงานที่ไม่ใช่การเก็บกวาดหรือทำความสะอาดโดยทั่ว ๆ ไป แต่คือการพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่ในใจของคนตาย โดยอ่านและฟังจากข้าวของของพวกเขา ข้าวของทุกอย่างล้วนมีเรื่องราวของมัน อาจต้องสังเกต พยายาม และตั้งใจไขปริศนาซักหน่อย แต่มันก็ไม่ได้ยากเกินจะรับรู้ได้ เพราะมันเป็นความรู้สึกที่สะท้อนออกมาจากใจทั้งสิ้น
ความพยายามของ Move to Heaven และชายหนุ่มผู้มีอาการผิดปกตินี่แหละที่ทำเอาสะเทือนจนน้ำตาไหล ชายหนุ่มที่บกพร่องในการเข้าสังคม อยากทำอะไรก็ทำไม่เสียเวลาคิด เป็นปัญหาให้กับคนรอบข้าง แต่ถ้ามุ่งมั่นว่าจะทำแล้วก็ไม่มีอะไรมาขวางได้ จนในที่สุดเขาก็ได้ส่งต่อสิ่งของชิ้นสุดท้ายของความตายให้กับคนข้างหลังของผู้ตาย ข้อความสุดท้ายจากคนที่จากไป อาจทำให้คนข้างหลังค่อย ๆ เติบโต และเรียนรู้ชีวิตแบบที่ตัวเองไม่เคยรู้
การเก็บข้าวของของคนตายทิ้งไม่ได้แปลว่าเราลืมเขา แต่แค่เป็นการมูฟออนไปข้างหน้ากับชีวิตเราเองที่เหลืออยู่ ประเด็นนี้ก็สื่อว่าเวลาที่มีชีวิตอยู่โลภไปก็เท่านั้นได้เหมือนกัน เพราะสุดท้ายเมื่อตายก็เอาอะไรไปไม่ได้ซักอย่าง กลายเป็นขยะที่คนข้างหลังก็เก็บทิ้ง มีแต่ของสำคัญและตัวตนในความทรงจำเท่านั้นที่ยังอยู่ ที่คือเรื่องน่าเศร้าของซีรีส์เรื่องนี้ ที่ตัวละครและตัวเราได้เรียนรู้ชีวิตจากความตายของคนอื่น แต่ก็เท่ากับว่าคนตายไม่ได้ตายแล้วตายเลยนั่นเอง
“ครั้งสุดท้าย” ได้ยินเมื่อไรก็ใจหวิว
นี่อาจไม่ใช่สิ่งที่ซีรีส์นำมาเป็นเมนหลักในการเล่าเรื่องราว แต่เป็นสิ่งที่คนดูอย่างเราอาจสัมผัสได้ ตลอด 10 ตอนมีคนตาย ทั้งอุบัติเหตุ ฆาตกรรม ฆ่าตัวตาย โรคประจำตัว แก่ตายไปเอง การตายบางคนไม่ได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัวด้วยซ้ำ ทั้งที่ครอบครัว คือเบื้องหลังที่คนตายโหยหามากที่สุด
เราไม่รู้หรอกว่าเราจะเสียคนที่เรารักไปเมื่อไร ทุก ๆ วัน มีครอบครัวที่ต้องเจอกับความสูญเสีย แต่ถึงอย่างนั้น ความตายก็ไม่ใช่เรื่องที่จะห้ามกันได้ สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการจากไปโดยไม่บอกลาของคนที่ตาย ที่ถึงจะตายไปแล้วก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้อยู่เคียงข้าง ตราบเท่าที่เราจดจำเขาได้เขาก็จะไม่มีวันหายไป ถึงตัวจะหายไปจากโลกนี้ แต่เรื่องราวและความทรงจำยังอยู่ให้ระลึกและจดจำตลอดไป
ฉะนั้น การเก็บกวาดข้าวของคนตาย จึงเป็นการขนย้ายครั้งสุดท้าย จากบริษัท Move to Heaven บริษัทที่ช่วยคนตาย ที่จู่ ๆ ก็กลายเป็นที่รังเกียจเพราะตาย จริง ๆ มันก็น่ากลัวแหละ เข้าใจได้ แต่การทำเหมือนพวกเขาไม่เคยมีชีวิตเลยนี่ไม่น่ารักเท่าไร อย่าลืมว่าท้ายที่สุดตัวเราเองก็ต้องตายเหมือนกัน ในเมื่อเขาไม่มีโอกาสได้ทำ Move to Heaven ก็จัดให้
สัญลักษณ์ต่าง ๆ ในเรื่องนี้มีเยอะมาก ต้องไปค่อย ๆ ลองดูเอง ถึงจะเรียกว่าเป็นซีรีส์ฟีลกู๊ดได้ไม่เต็มปาก แต่มันเรียลและสะเทือนใจให้ย้อนกลับมาคิดว่าชีวิตที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เราใช้มันดีหรือยัง แล้วถ้าเกิดจากไปอย่างกะทันหัน จะมีอะไรบ้างที่เราเสียโอกาสที่จะทำ ตายไปแล้วเราจะไปสู่สุคติไหมไม่รู้หรอก โลกหลังความตายเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ คือคนข้างหลัง เขาจะได้เรียนรู้อะไรจากคนที่ตายไป
Move to Heaven จึงเป็นซีรีส์ที่ขอป้ายยาแรง ๆ ดูแล้วประทับใจมาก ๆ จรรโลงใจ จรรโลงสังคม เล่าเรื่องราวของความตายที่น่าเศร้าแต่งดงาม แต่ขอเตือนว่าถ้าเป็นคนอ่อนไหวง่าย อาจต้องเตรียมทิชชู่ไว้เยอะ ๆ เพราะได้ร้องไห้หนักเหมียนหมาแน่ ๆ ตลอด 10 ตอน สุขก็ร้อง เศร้าก็ร้อง ซีรีส์บ้าอะไรเหมือนฉายมาเพื่อให้คนร้องไห้โดยเฉพาะ การแสดงของนักแสดงทุกคนก็ดีมาก สุดจะตราตรึง จะขอนับซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ขึ้นหิ้งประจำตัวอีกเรื่องหนึ่งเลย ?






























