Home Work & Living Living สารพัดประโยชน์ของมันฝรั่ง ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้!

สารพัดประโยชน์ของมันฝรั่ง ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้!

หากพูดถึงมันฝรั่ง เรามักจะคุ้นเคยกับมันฝรั่งทอดในรูปแบบของขนมกรุบกรอบ หรือเฟรนซ์ฟราย ที่ใครหลาย ๆ คนก็มองว่าเป็นตัวร้ายทำลายสุขภาพ แต่แท้จริงแล้วมันฝรั่งมีประโยชน์มากกว่าที่เรารู้ ๆ กัน และมันก็ไม่ใช่ตัวร้ายอย่างที่คิดด้วย

มันฝรั่ง ถือเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ ในปริมาณสูง ยิ่งโปรตีนที่ได้จากมันฝรั่งนั้นมีคุณภาพสูงกว่าโปรตีนที่ได้จากถั่วลิสงเสียอีก ทำให้ชาวตะวันตกนิยมกินมันฝรั่งกันเป็นอาหาร ผ่านกรรมวิธีปรุงสุกทั้งต้ม อบ ผัด ทอด

ซึ่งถ้าหากเป็นมันฝรั่งธรรมดา ที่ทำให้สุกด้วยการต้มหรืออบ มันฝรั่งจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก แต่วิธีการทำให้สุกและพฤติกรรมการกินต่างหากที่ทำให้มันฝรั่งดูอันตราย โดยเฉพาะคนที่โปรดปรานการกินมันฝรั่งทอดโรยเกลือ เฟรนซ์ฟรายชีส หรือเฟรนซ์ฟรายปรุงรสผงเครื่องปรุงรสชาติต่าง ๆ ที่สำคัญ เฟรนซ์ฟรายแช่แข็งสำเร็จรูปก็อาจมีสารกันบูดด้วย

ประโยชน์ของมันฝรั่ง

สรรพคุณทางยา

ช่วยบำรุงหลอดเลือดให้แข็งแรง ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิตสูง ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันและรักษาโรคโลหิตจาง ด้วยธาตุเหล็กและวิตามินซีที่มีอยู่ในหัวมันฝรั่ง ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ง่าย ธาตุเหล็กจะช่วยให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงได้ดีขึ้น (หัวมันฝรั่ง)

ใช้เป็นยาระงับประสาท บำรุงสมอง เพราะมีวิตามินบี 6 ที่ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ผลิตสารสื่อประสาทได้เป็นปกติ เช่น เซโรโทนิน กาบา และอะดรีนาลีน ช่วยให้ผ่อนคลาย หลับง่าย ลดความเครียด แต่ไม่ควรกินมากจนเกินไป เพราะวิตามินซีจะทำให้กระเพาะอาหารระคายเคือง ท้องอืดเฟ้อได้ (หัวมันฝรั่ง)

วิตามินซีช่วยป้องกันหวัด โรคเลือดออกตามไรฟัน บำรุงผิว แก้คางทูม ใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ เพราะมีกรดกาแล็กทูรอนิก ช่วยในการบีบตัวและการคลายตัวของลำไส้ ถอนพิษในตับ รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ขับน้ำนมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ให้นมบุตร มีแคลเซียม ที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน นอกจากนี้ชาวเปรูยังนำมันฝรั่งมาทาศีรษะเพื่อรักษาอาการปวดด้วย นอกจากนี้สารสำคัญในมันฝรั่งยังมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราและแบคทีเรีย (หัวมันฝรั่ง)

แก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อในผู้ที่มีอาการไอ ช่วยให้นอนหลับสบาย (ใบ)

ประโยชน์ด้านความสวยความงาม

นอกจากมันฝรั่งจะไม่ได้เป็นตัวการทำให้อ้วนอย่างที่เคยเข้าใจ มันฝรั่งยังเป็นหนึ่งในอาหารตัวช่วยในการลดน้ำหนัก เพราะมันฝรั่งเป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด แต่การกินมันฝรั่งจะช่วยให้อิ่มท้องได้นาน ไม่หิวง่าย ไม่กินจุบกินจิบ

การใช้ประโยชน์จากมันฝรั่ง นอกจากเรื่องรูปร่างแล้ว ยังช่วยเรื่องผิวพรรณ เช่น มันฝรั่งมาฝานบาง ๆ ช่วยลดรอยคล้ำใต้ตา เนื่องจากมันฝรั่งมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่ช่วยให้สีผิวอ่อนและจางลง ทำให้ผิวชุ่มชื้น โดยทำเป็นมาส์กหน้า ช่วย บำรุงผิวหน้า และทำให้ผิวเต่งตึง รูขุมขนกระชับ เลือดไหลเวียนได้ดี บ้างก็นำมันฝรั่งมาทำเป็นโลชั่นบำรุงผิว ลดความแห้งกร้าน ทั้งยังช่วยทำความสะอาดผิวได้อีกด้วย

การใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ

มันฝรั่งสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่างทั้งที่เป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร เช่น ทำแป้ง ทำขนมขบเคี้ยว ทำอาหารคาว ทำน้ำตาลกลูโคสและเดกซ์ทริน เป็นวัตถุเติมแต่งอาหาร หรือใช้ทำกาวและสารให้ความเหนียว ใช้ในอุตสาหกรรมการหมักเพื่อผลิตแอลกอฮอล์และกรดซิตริก การทำล้อยาง การทำพลาสติก ฟิล์ม สีน้ำมัน ใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมทอผ้า

แม้ว่ามันฝรั่งจะเป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำ และอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย แต่หากบริโภคมากเกินไปก็เป็นโทษได้ โดยเฉพาะหัวมันฝรั่งที่มีรอยแผลเน่าสีดำ เขียวหรือเนื้อนิ่ม จะยิ่งทำให้ปริมาณของสารพิษชนิดนี้มีเพิ่มมากขึ้น ไปอีก จึงควรหลีกเลี่ยงการกินมันฝรั่งที่เก็บไว้นานเกินไป กินเข้าไปอาจเกิดอาการเป็นพิษต่อร่างกาย เนื่องจากมีการวิจัยที่พบสารโซลานีนที่เป็นพิษต่อระบบประสาท หากร่างกายได้รับในปริมาณมาก ก็อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ทำให้ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ

คุณค่าทางโภชนาการของมันฝรั่ง

มันฝรั่งดิบ 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้ 

  • พลังงาน 77 กิโลแคลอรี่  (พลังงานจากไขมัน 0.9 กิโลแคลอรี่)
  • คาร์โบไฮเดรต 17.47 กรัม
  • แป้ง 15.44 กรัม
  • ใยอาหาร 2.2 กรัม
  • ไขมัน 0.1 กรัม
  • โปรตีน 2 กรัม
  • น้ำ 75 กรัม
  • วิตามินบี1 0.08 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี2 0.03 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี3 1.05 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี5 0.296 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี6 0.295 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี9 16 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 19.7 มิลลิกรัม
  • วิตามินอี 0.01 มิลลิกรัม
  • วิตามินเค 1.9 ไมโครกรัม
  • แคลเซียม 12 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 0.78 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 23 มิลลิกรัม
  • แมงกานีส 0.153 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 57 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 421 มิลลิกรัม
  • โซเดียม 6 มิลลิกรัม
  • สังกะสี (ซิงค์) 0.29 มิลลิกรัม

มันฝรั่ง (จริง ๆ) ไม่ใช่วายร้าย

ความที่เราคุ้นเคยกับมันฝรั่งทอดในรูปของขนมกรุบกรอบยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่ง หรือมันฝรั่งหั่นแท่งที่เรียกว่าเฟรนซ์ฟราย เป็นมั่นฝรั่งที่ปรุงสุกด้วยวิธีการทอด (หรืออบเนย) รวมถึงมีการปรุงแต่งด้วยเครื่องปรุงรสต่าง ๆ หากเราบริโภคในปริมาณมากโดยไม่มีการควบคุม ก็อาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพ เช่น โรคอ้วนจากไขมันทรานส์ ตับทำงานผิดปกติ หรือความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีต้นเหตุมาจากไขมัน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบ ไขมันอุดตันเส้นเลือด

ส่วนเครื่องปรุงรสต่าง ๆ ที่เราใช้เพิ่มรสชาติให้กับมันฝรั่งทอด อย่าง เกลือ ผงปรุงรสรสต่าง ๆ ล้วนมีรสเค็ม เช่น รสบาร์บีคิว รสชีส รสพิซซ่า รสปาปริกา หรือแม้แต่มายองเนสที่ใช้จิ้ม (ที่เราเรียกว่าชีสดิป) ก็หวานมันเค็ม ส่วนประกอบสำคัญอุดมไปด้วยไขมัน น้ำตาล และโซเดียม (เกลือ) หากบริโภคมาก ๆ ย่อมไม่ดีต่อร่างกาย เสี่ยงจะเป็นโรคอ้วน และโรคไตได้

ดังนั้น ที่ต้องควรระวังในการกินมันฝรั่ง ควรใส่ใจกับมันฝรั่งที่ปรุงสุกด้วยวิธีการทอดมากกว่า เพราะมีไขมัน และโซเดียมค่อนข้างสูง จึงควรกินแต่พอดี หรือใส่หม้อทอดไร้น้ำมันไปเลยหากอยากกินแบบทอด และคนที่มีโรคประจำตัวก็ควรระมัดระวังในการกิน

เพราะฉะนั้น ถ้าหากอยากได้รับประโยชน์จากมันฝรั่งจริง ๆ ก็ควรใส่ใจกับวิธีการปรุงสุก เลือกการต้ม การอบ หรือนำใส่หม้อทอดไร้น้ำมัน แทนการนำไปทอดหรืออบเนย และหลีกเลี่ยงเครื่องปรุงรสไขมันสูง เค็มจัด หากต้องการให้มีรสชาติ ก็พยายามใช้ให้น้อยที่สุด จะเป็นผลดีต่อสุขภาพมากกว่า

ข้อมูลบางส่วนจาก Medthai, USDA