Home Inspiration ชีวิตติดลูกหนัง ภาวะผู้นำที่ขาดหาย

ภาวะผู้นำที่ขาดหาย

พาดหัวแบบนี้ไม่ได้จะเขียนเรื่องการเมืองนะครับ อย่าได้เข้าใจผิด 555 แต่กำลังเป็นห่วงเรื่องภาวะผู้นำในทีม “หงส์แดง” ซึ่งแม้จะกลับมาชนะเป็นแล้วเหนือ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด แต่ความเสถียรของฟอร์มก็เป็นเรื่องที่จะต้องติดตามกันต่อไป

ด้วยความที่ตอนนี้นักเตะในทีมมีอาการบาดเจ็บค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กัปตันเฮนโด้” ต้องพักยาวถึง 2 เดือน ทำให้ผู้นำหมายเลข 1 ในสนามไม่อยู่ ขณะที่ เจมส์ มิลเนอร์ “ท่านรอง” เพิ่งกลับมาแบบเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ เพราะซีซั่นนี้เดี้ยงบ่อยเหลือเกิน ในวัยปลายอาชีพค้าแข้ง

ส่วนผู้มีสิทธิ์สวมปลอกแขนอันดับ 3 ในทีมคือ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ก็ยังลงเล่นไม่ได้อีกอย่างน้อย ๆ จนถึงช่วงปลายซีซั่น ซึ่งนอกจากจะทำให้ ลิเวอร์พูล ขาดหัวใจในเกมรับต่อไปแล้ว ทำให้ไม่มีนายใหญ่คอยบัญชาการเกมในแดนหลังอีกด้วย

ไล่เรียงมาแบบนี้จะเห็นได้ว่า แต่ละตัวที่ทีมขาดไปนั้นเป็นทั้งกำลังสำคัญ และจุดยึดเหนี่ยวจิตใจของเพื่อนพ้องในทีม กระทบทีเดียวสองเด้ง ทั้งเรื่องการจัดตัวและสภาพสปิริตของเด็ก ๆ ในทีม ก็หวังแต่เพียงว่าตัวรอง ๆ ลงไปจะแสดงภาวะผู้นำขึ้นมาในยามที่ทีมยากลำบาก และต้องการฮีโร่แบบนี้นะครับ

ด้วยสถานการณ์เยี่ยงนี้ทำให้ล่าสุด คล็อปป์ โยนปลอกแขนกัปตันไปให้กับ จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม มิดฟิลด์คนโปรดที่แม้จะยังไม่ยอมต่อสัญญากับทีม แต่กุนซือเยอรมันไม่มีทางเลือกแล้ว ต้องใช้งานเขาเป็นตัวหลักในแดนกลางและผู้นำจำเป็นไปได้ตัวด้วย

หวังว่าจะไม่เจออาถรรพ์ปลอกแขนอะไรทำนองนี้เจ็บไปอีกคนนะ เพราะไม่รู้จะให้ใครเป็นกัปตันต่อไป ถ้าให้เดาต่อก็อาจจะต้องเป็น แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แล้ว

ในอดีตนั้นสโมสรเคยมีผู้นำที่ยิ่งใหญ่มาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคของ “ไอ้ม้าบ้า” เอ็มลีน ฮิวจ์, ฟิล ธอมป์สัน ที่เป็นอยู่พักแล้วต้องถ่ายโอนอำนาจให้กับ แกรม ซูเนสส์ จนมาถึงยุค “สตีวี่จี” สตีเว่น เจอร์ราร์ด ซึ่งเคยแสดงให้เห็นว่าผู้นำที่กล้าหาญนั้นมีส่วนต่อผลงานของทีมอย่างไร

ถึงเวลานี้ คล็อปป์ ต้องกระตุ้นลูกทีมทุกขุมกำลัง ที่พอจะเป็นแกนหลักได้ให้ยืดอกขึ้นมารับผิดชอบ ตั้งแต่แดนหลัง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ซึ่งสวมปลอกแขนทีมชาติสกอตแลนด์ แดนกลาง จินี่ ไวนัลดุม และติอาโก้ อัลคันทาร่า รวมทั้งแผงหน้าอย่างโรเบิร์ตโต้ ฟีร์มีโน่

สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ ทีมขาดผู้นำก็เหมือนเรือขาดหางเสือ แล่นไปได้แต่ไร้ทิศทาง เกมสำคัญกับ เชลซี กำลังรออยู่ในช่วงกลางสัปดาห์นี้ ฟอร์มของ “สิงโตน้ำเงินคราม” ยุค ทูเคิ่ล นั้นบอกได้คำเดียวว่ากำลังน่ากลัว

เรียกว่า ลิเวอร์พูล ต้องอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดเท่านั้นครับ จึงจะหวังอะไรได้จากนัดนี้.