หลังจากที่พวกเราชาวโลกใช้เวลาอยู่กับ COVID-19 กันมาครบ 1 ปีแล้ว ความหวังเรื่องวัคซีนที่เคยเป็นเพียงแสงสว่างเล็ก ๆ ที่ปลายอุโมงค์เริ่มส่องสว่างขึ้นเรื่อย ๆ มีวัคซีนของหลายบริษัทประสบความสำเร็จ แล้วถูกนำมาใช้จริงกับประชากรในหลาย ๆ ประเทศแล้ว โดยเราอาจจะดีใจว่าการมีวัคซีนทำให้ความหวังว่าที่เราจะรอดพ้นวิกฤติ COVID-19 กันในเร็ววันนี้พอจะเห็นอนาคตอยู่บ้าง แต่ในแง่ของความเป็นจริงมันอาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้
สำนักข่าว Bloomberg ของสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่บทความวิเคราะห์ชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับการคำนวณระยะเวลาที่มนุษยชาติเราจะกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ หรือการประมาณการณ์ช่วงเวลาที่ COVID-19 ทั่วโลกจะสิ้นสุดการระบาด เราอาจจะต้องทนอยู่กับ COVID-19 กันไปอีกราว ๆ 6.7 ปี ง่าย ๆ ก็คือ เราต้องอยู่กับไวรัสนี้กันไปอีกประมาณ 7 ปี!
บทความดังกล่าว อ้างอิงจากฐานข้อมูลของ Bloomberg ที่ติดตามการฉีดวัคซีน COVID-19 ทั่วโลก ซึ่งฐานข้อมูลของ Bloomberg นี้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีการอัปเดตความคืบหน้าเรื่องวัคซีนเป็นประจำทุกวัน
จากการเก็บรวบรวมข้อมูลการฉีดวัคซีนในแต่ละวันในสหรัฐอเมริกา และอีก 67 ประเทศ ที่ได้ดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนไปแล้วระยะหนึ่ง ข้อมูลระบุว่าขณะนี้ทั่วโลกมีการฉีดวัคซีน COVID-19 ไปแล้วราว ๆ 119 ล้านโดส แต่เมื่อเทียบกับอัตราการฉีดวัคซีน COVID-19 ให้ประชากรโลกในแต่ละวัน มันเป็นไปไม่ได้เลยที่วัคซีนจะสร้างภูมิคุ้มกันแบบหมู่ให้เกิดขึ้นในเร็ววัน ที่จะพอเห็นผลว่าการระบาดของ COVID-19 นั้นลดลง
Anthony Fauci ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ได้ประเมินว่าการที่จะยุติการแพร่ระบาดและทำให้สถานการณ์โลกกลับสู่ภาวะปกตินั้น จำเป็นที่จะต้องให้ประชากรโลกมีภูมิคุ้มกันครอบคลุม 70-85 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งโลก แต่ภาพรวม ณ ขณะนี้ โลกเรามีคนที่ฉีดวัคซีน COVID-19 ไปแล้วกว่า 127.8 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 1.68 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นของประชากรโลกทั้งหมด (นับเฉพาะคนที่ได้รับเพียง 1 โดส) ซึ่งถือว่ายังน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับระดับ 75 เปอร์เซ็นต์ที่ Bloomberg คาดการณ์ว่าจะเป็นระดับที่ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่
แต่ทั้งนี้ยังไม่ได้นับรวมจำนวนประชากรที่ได้รับการฉีดวัคซีน 2 โดส หรือฉีดครบสองเข็มแล้ว ที่มีอยู่ประมาณ 2.02 ล้านคน จากประชากรทั้งหมดประมาณ 8.9 ล้านคน คิดเป็น 22 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด
ถึงกระนั้น อัตราการฉีดวัคซีนในหลายประเทศก็กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าเฉลี่ยต่อวันล่าสุดอยู่ที่ 4,688,918 โดส แต่ถ้าต้องการให้การฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม 75 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก ที่มีทั้งหมดประมาณ 7,600 ล้านคน ในการภูมิคุ้มกันหมู่ หากฉีดวัคซีนได้อัตราเท่านี้ ก็ต้องใช้เวลาเกือบ 7 ปี กว่าจะฉีดวัคซีนได้ครอบคลุมประชากรโลก 70-85 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่า เราอาจจะต้องเร่งอัตราการฉีดวัคซีนต่อวันให้มากขึ้น เพื่อร่นระยะเวลาการรอให้สั้นลงกว่า 7 ปี เพื่อยุติการแพร่ระบาดให้ได้เร็วที่สุด
ไม่เช่นนั้น โลกเราอาจจะต้องใช้เวลายาวนานถึง 6.7 ปี กว่าที่เราจะกลับมาใช้ชีวิตกันอย่างปกติ อย่างไรก็ดี ตัวเลขการคาดการณ์นี้ถูกคำนวณบนสมมติฐานที่ว่าอัตราการฉีดวัคซีนต่อวันได้เต็มที่คือ 4,688,918 โดส แต่ในความเป็นจริง ขณะนี้ยังมีผู้ผลิตวัคซีนอีกหลายบริษัทที่กำลังจะทยอยประกาศใช้อย่างเป็นทางการ อย่าง Johnson & Johnson ก็มีผลการทดลองอยู่ในเฟสสุดท้ายแล้ว ที่สำคัญ ยังโฆษณาว่าวัคซีนตัวนี้สามารถสร้างภูมิคุ้มกันไวรัส COVID-19 ได้ภายในโดสเดียว (เจ้าอื่นฉีด 2 โดส) ง่าย ๆ ก็คือฉีดเพียงเข็มเดียวก็รู้เรื่อง
แต่วัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ฐานข้อมูลที่ Bloomberg ระบุไว้ มีแต่ที่ต้องใช้ 2 โดส หรือ 2 เข็ม สำหรับการสร้างภูมิคุ้มกันเต็มรูปแบบ ดังนั้น หากวัคซีน Johnson & Johnson ทำได้อย่างที่โฆษณา Bloomberg อาจต้องคำนวณเวลากันใหม่

และที่สำคัญ เมื่อตัวเลขนี้ถูกนำมาคิดบนพื้นฐานว่าประชากรประเทศร่ำรวยจะได้ฉีดวัคซีนก่อนประเทศอื่น ๆ จากการที่ต่อคิวซื้อได้เป็นคิวแรก ๆ กว่าทุกประเทศทั่วโลกหรือประชากรโลก 75 เปอร์เซ็นต์จะได้รับวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันนั้นก็จะใช้เวลานานถึงเกือบ 7 ปี! ดังที่เสนอไปแล้วอยู่ดี
หากย้อนกลับมามองภาพรวมทั่วโลก อิสราเอล เป็นประเทศแรกที่มีความใกล้เคียงที่จะเกิดภาวะภูมิคุ้มกันหมู่มากที่สุดแล้ว เพราะขณะนี้ มีอัตราการฉีดวัคซีนต่อจำนวนประชากร 100 คนสูงถึง 62.87 เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว
ไปดูประเทศที่มีอัตราผู้ติดเชื้อสะสมมากเป็นอันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันมีการเร่งฉีดวัคซีนได้ค่อนข้างเร็วเป็นที่น่าพอใจ เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 1,339,525 โดส ถ้าหากยังรักษาอัตราการฉีดได้ในระดับนี้หรือเพิ่มขึ้นมากกว่านี้อีก ก็มีโอกาสที่วิกฤติ COVID-19 ที่สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญอยู่ จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ภายใน 11 เดือนข้างหน้านับจากนี้ หรือประมาณปีใหม่ปี 2022
สำหรับการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ คือการที่คนในชุมชนได้รับวัคซีนมากขึ้น ทำให้เริ่มมีภูมิคุ้มกันกันมากขึ้น จากนั้นจะสร้างภูมิต้านทานป้องกันการติดเชื้อได้ จนทำให้การติดเชื้อค่อย ๆ ลดลง แทนที่จะแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้น แต่การฉีดวัคซีนจะช่วยป้องกันการติด COVID-19 ได้ในระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ หลังได้รับการฉีด ถ้าในชุมชนมีคนได้รับการฉีดวัคซีนเพียงไม่กี่คน COVID-19 ก็จะยังแพร่ระบาดต่อไปได้ เพราะหลายคนยังไม่มีภูมิต้านทาน
ทั้งนี้ ภาพรวมการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ของวัคซีน ยังเป็นที่ถกเถียงกันในวงวิทยาศาสตร์ ว่าคำจำกัดความที่เรียกว่า “บรรลุภูมิคุ้มกันหมู่” นั้น จะต้องมีคนจำนวนเท่าไรที่ได้รับวัคซีนแล้ว และต้องเห็นผลที่วัดได้จากการแพร่ระบาดที่ลดลง ก็เป็นไปได้ที่จะเริ่มต้นได้ก่อนที่ประชาชนจะฉีดวัคซีนเกิน 75 เปอร์เซ็นต์ เพราะการคำนวณของ Bloomberg ยังไม่ได้นับภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ที่ได้จากการฟื้นตัวจาก COVID-19
แต่ถึงแม้ว่าอดีตผู้ป่วยจะสร้างภูมิคุ้มกันเชื้อขึ้นมาเองตามธรรมชาติได้แล้ว ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าภูมิคุ้มกันนั้นจะทำให้ร่างกายต้านทานได้ดีแค่ไหน และจะคุ้มกันไปได้นานเท่าไร ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าต้องฉีดวัคซีนให้แก่ผู้ที่หายป่วยจาก COVID-19 แล้วอยู่ดี
ระยะเวลา 7 ปี ไม่ใช่เวลาสั้น ๆ หากมีลูก ในวันนั้นลูกก็จะอยู่ในวัย 7 ขวบ ซึ่งเป็นวัยที่ต้องไปโรงเรียน และยังนั่นหมายถึงจะมีเด็กเกิดใหม่ขึ้นมาเป็นประชากรโลก ทำให้คนที่มีโอกาสจะติดเชื้อ COVID-19 ก็เพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่ง ณ ขณะนี้ วัคซีนก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในเด็กด้วย อยู่ระหว่างการศึกษา
ทำให้เวลา 7 ปีจึงอาจจะนานเกินไป แต่เราก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้
ข้อมูลจาก Bloomberg






























