Home Work & Living Living โรคเก่าไม่ทันรักษา “กล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท” มาใหม่อีกแล้ว

โรคเก่าไม่ทันรักษา “กล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท” มาใหม่อีกแล้ว

พฤติกรรมต่าง ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของเรา ๆ ทุกวันนี้ ล้วนเอื้อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นชีวิตเร่งรีบ ทำให้ต้องกินอาหารประเภทฟาสต์ฟู๊ดเพื่อเอาเร็วไว้ก่อน การบ้างานเพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจนพักผ่อนไม่เพียงพอ การนั่งติดที่นาน ๆ ของมนุษย์ออฟฟิศ รวมถึงมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานที่บ้าน เพียงแค่ขนของกินมากองไว้บนโต๊ะทำงาน ก็สามารถนั่งอยู่ที่เดิมทั้งวันโดยไม่ต้องลุกไปไหนให้เสียเวลาทำงานเลย

แต่การเอาแต่นั่งติดที่นี่แหละที่เป็นปัญหา อย่างที่เราทราบกันดีว่ากลุ่มคนที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันนั้นเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่าง ๆ เช่น ออฟฟิศซินโดรม นิ้วล็อก คอมพิวเตอร์วิชันซินโดรม โรคอ้วน เป็นต้น และอีกโรคที่มีมานานแล้ว แต่คนไม่ค่อยรู้จักกัน คือ โรคกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท (Piriformis Syndrome)

กล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท (Piriformis Syndrome) เป็นอย่างไร

กล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท (Piriformis Syndrome) เป็นภาวะความผิดปกติของกล้ามเนื้อ Piriformis ที่อยู่ในอุ้งเชิงกราน เกิดการอักเสบ เกร็งตัวมากเกินไป หรือมีพังพืดหรือเส้นเลือดอยู่รอบกล้ามเนื้อเล็ก ๆ หลังข้อสะโพก แล้วไปเบียดกับเส้นประสาทใหญ่ Sciatic ทำให้เกิดอาการปวดรั้งลึก ๆ บริเวณรอบข้อสะโพก ร้าวลงขาด้านหลัง

ในบางรายที่มีอาการรุนแรง จะพบอาการชาและอ่อนแรงร่วมด้วย จะมีอาการมากขึ้นเวลาที่ท่านั่ง ยืน และเดินเป็นระยะเวลานาน จนอาจส่งผลกระทบต่อการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเวลาที่อยู่ในท่านั่ง เช่น นั่งทำงาน หรือขับรถ เป็นต้น

กล้ามเนื้อ Piriformis เป็นกล้ามเนื้อบริเวณก้นใกล้กับสะโพก ความผิดปกติของกล้ามเนื้อ Piriformis มักเกิดขึ้นจากการใช้งานที่ต่อเนื่องและสะสมเป็นเวลานาน จนมีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ แล้วไปหนีบเส้นประสาท Sciatic ที่อยู่ใกล้กันจนมีอาการปวดในลักษณะดังกล่าว

สาเหตุของกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท

ภาวะกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท มักเกิดจากการอักเสบ การบาดเจ็บ การเกิดแผลเป็น หรือภาวะเลือดออกที่กล้ามเนื้อ Piriformis อาจเกิดจากปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้

  • เคลื่อนไหวร่างกายส่วนล่างผิดท่า
  • เกิดอุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายส่วนล่าง
  • วิ่งหรือทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวขาอย่างต่อเนื่อง
  • นั่งเป็นเวลานาน
  • ยกของหนัก
  • ออกกำลังกายหนักเกินไป หรือออกกำลังกายไม่ถูกวิธี
  • การกระแทกแรง ๆ จนทำให้กล้ามเนื้อ Piriformis อักเสบ
  • คนที่ชอบเอากระเป๋าเงิน โทรศัพท์มือถือ หรือของแข็งอื่น ๆ ไว้ที่กระเป๋ากางเกงด้านหลังแล้วนั่งทับ

อาการที่แสดง

ภาวะกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท จะมีอาการแสดงออกเหมือนภาวะการกดทับเส้นประสาทที่เอวจากหมอนรองกระดูก หรือภาวะช่องโพรงสันหลังตีบตัน แต่อาการจากโรคนี้ต่างจาก โรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท ตรงที่ กล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาทเป็นผลจากท่าทางในชีวิตประจำวัน สามารถก้มเงยได้ปกติ แต่จะรู้สึกปวดเวลานั่ง ส่วนหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท จะมีสาเหตุที่ชัดเจน อย่างการก้มหลังยกของหนัก/เบ่งไอจามรุนแรง แล้วปวดหลังร้าวลงขา เวลาเดินหลังจะเกร็ง ก้มหรือเงยไม่ค่อยสะดวก

ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดลึก ๆ บริเวณก้นกบ ร้าวลงมาสะโพกถึงต้นขาด้านหลังและข้อพับเข่า ซึ่งมักจะมีอาการขณะนั่ง ยืน หรือเวลาที่นอนตะแคงทับข้างที่มีอาการ มักจะปวดเพียงข้างเดียว แต่ถ้าหากมีอาการทั้ง 2 ข้าง จะปวดสลับกัน อาการจะทุเลาลงเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถ ในรายที่มีอาการมาก จะพบอาการชาที่ขาร่วมกับกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ไม่เพียงเท่านี้ ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อน หากกล้ามเนื้อ Piriformis กดทับเส้นประสาท Sciatic จนสร้างความเสียหายแก่เส้นประสาทอย่างถาวร ดังนั้น หากมีอาการรุนแรง เช่น ขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้างสูญเสียความรู้สึกหรือไม่มีแรง หรือไม่สามารถควบคุมการถ่ายปัสสาวะของตัวเองได้ ควรรีบไปพบแพทย์

อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีภาวะโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทอยู่แล้วก็มีโอกาสจะมีภาวะกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาทได้เหมือนเช่นกัน รวมถึงยังส่งผลให้เกิดภาวะอาการอื่น ๆ เช่น ภาวะข้อสะโพกอักเสบ โรคทางกระดูกสันหลัง (โรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท โรคกระดูกสันหลังตีบแคบ) ด้วย

การวินิจฉัย

โดยทั่วไปแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดจะตรวจหาจุดกดเจ็บบริเวณก้นก่อน ด้วยการกดไปที่กล้ามเนื้อ Piriformis หากมีอาการ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดบริเวณที่กดร้าวลงไปที่ขาด้านหลัง แต่อาจมีการตรวจด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม ด้วยการทดสอบการกดทับของกล้ามเนื้อด้วยเทคนิคอื่น

แต่ถ้าอาการปวดไม่สามารถระบุสาเหตุจริง ๆ ได้ว่าเป็นภาวะกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาทหรือไม่ เนื่องจากอาการปวดอาจมาจากสาเหตุอื่น แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจด้วยเทคนิคการถ่ายภาพ เช่น การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การสร้างภาพด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรือการสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า

การรักษา

ส่วนใหญ่จะไม่ใช้วิธีผ่าตัด แต่แก้ที่สาเหตุ ด้วยการปรับท่านั่ง เปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ สิ่งสำคัญคือหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อาจกระตุ้นให้อาการปวดกำเริบ เมื่อมีอาการปวด สามารถกินยาแก้ปวดประเภท ไอบูโพรเฟน นาพรอกเซน ยาลดการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาลดอาการปวดปลายประสาท หรือแพทย์จะฉีดยาที่มีฤทธิ์ช่วยให้กล้ามเนื้อชา หรือยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ

ในผู้ป่วยบางรายต้องทำกายบำบัด โดยยืดกล้ามเนื้อก้น สะโพก หรือนวดกดจุดเพื่อคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง เพื่อลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และออกกำลังกายเพื่อคลายกล้ามเนื้อที่มีอาการปวด และเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ เพื่อป้องกันและลดอาการบาดเจ็บซ้ำ

รวมถึงวิธีประคบเย็นและประคบร้อนบริเวณก้นและขาทุก ๆ 2-3 ชั่วโมงในผู้ป่วยที่แสดงอาการปวดชนิดเฉียบพลันก็ช่วยได้ กระทำโดยวิธีห่อเจลเก็บความเย็นด้วยผ้าแล้วประคบบริเวณที่ปวด 15-20 นาที หลังจากนั้นใช้ถุงเก็บความร้อนประคบต่อ 15-20 นาที และประคบร้อนเพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อในผู้ที่มีอาการปวดแบบเรื้อรัง

การป้องกันกลุ่มอาการกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท

เนื่องจากสาเหตุหนึ่งของภาวะกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท มาจากการออกกำลังกายที่ผิดวิธี แต่ถ้าปรับเปลี่ยนมาออกกำลังกายด้วยท่าที่ถูกต้อง อบอุ่นร่างกายและยืดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการวิ่งบนทางลาดชันหรือพื้นผิวที่ขรุขระ และไม่ออกกำลังกายหนักจนเกินไป แต่ค่อย ๆ เพิ่มระดับทีละน้อย จะช่วยป้องกันกลุ่มอาการนี้ได้ และที่สำคัญที่สุด หลีกเลี่ยงการนั่งหรือนอนในท่าเดิมเป็นเวลานาน

ข้อมูลจาก โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์, POBPAD