หลายคนคงได้ทราบข่าวอาการป่วยของนักร้องนำวง Bodyslam ซึ่งก็คือ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน บอดี้สแลม) ที่ต้องแอดมิทเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยอาการปวดหลังตรงกลางด้านบน บริเวณคอด้านหลัง และร้าวมาที่แขนด้านซ้าย มีอาการชา และนิ้วมือทั้ง 5 มีอาการอ่อนแรง โดยแพทย์ได้แถลงผลวินิจฉัยแล้วว่าเป็นอาการของ “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”
เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตให้ห่างไกลจากอาการ “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” ไม่ปวดหลัง ปวดคอ ปวดแขน Tonkit360 จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ เพื่อที่เราจะได้ปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสม
โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คือ
หลายคนน่าจะเคยมีอาการปวดคอ ปวดหลัง แล้วร้าวมาจนถึงหัวไหล่ แขน มือกันมาบ้าง โดยส่วนใหญ่คงคิดว่ามันเป็นอาการปกติของคนที่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือที่รู้จักกันว่า “ออฟฟิศซินโดรม” แต่จริง ๆ แล้ว อาการปวดที่กำลังคุกคามชีวิตประจำวันของเราอยู่นี้ อาจไม่ใช่แค่อาการออฟฟิศซินโดรมก็ได้ เพราะมันสามารถเป็น “โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” ได้ ซึ่งมันรุนแรงกว่ากัน และควรรีบไปพบแพทย์ หากช้าจนอาการหนัก อาจทำให้พิการได้
โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เป็นโรคที่เกิดจากหมอนรองกระดูกที่อยู่บริเวณกระดูกสันหลังถูกทำลาย ได้รับบาดเจ็บ หรือเสื่อมสภาพ ทำให้หมอนรองกระดูกแตกและมีกระดูกอ่อนส่วนที่อยู่ภายในหมอนรองกระดูกโผล่ออกมา จนกดทับเส้นประสาทซึ่งอยู่ด้านหลังหมอนรองกระดูก จึงทำให้มีอาการปวดเฉพาะที่ เช่น อาการปวดหลังไม่หาย ปวดบริเวณเอวด้านล่างถึงสะโพกหรือต้นขาด้านหลัง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดขา รู้สึกชา อ่อนแรง หรือเจ็บบริเวณแนวเส้นประสาทที่ถูกกดทับ ยิ่งกดทับมากเท่าไร อาการปวดจะเพิ่มมากขึ้น อาจลุกลามจนปวดตลอดเวลาได้
หมอนรองกระดูกคือส่วนไหนของร่างกาย
หมอนรองกระดูก เป็นอวัยวะที่อยู่คั่นกลางระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละชั้น ส่วนประกอบหลัก คือน้ำและคอลลาเจน โดยทำหน้าที่คล้ายกับโช๊คของรถยนต์ เพื่อกระจายแรงที่กดลงมา ให้ผ่านกระดูกสันหลังอย่างสม่ำเสมอ หมอนรองกระดูกจะมีทั้งหมด 23 ชิ้น รูปร่างกลมรี ขนาดขึ้นอยู่กับรูปร่างของกระดูกสันหลังตามตำแหน่งของร่างกาย

6 พฤติกรรม “เสี่ยง” หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
พฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่อาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทนั้น หลัก ๆ แล้วมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของตัวเราเอง จนทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยก่อนวัยอันควร พบได้บ่อยในกลุ่มคนวัยทำงาน และกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากความเสื่อมสภาพของร่างกาย พฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่อาการที่ว่า มีดังนี้
- เป็นผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง และมีน้ำหนักตัวมากจนเกินไป น้ำหนักที่มากจะทำให้หลังต้องรับน้ำหนักมากเช่นกัน หลังแอ่น และกระดูกสันหลังช่วงล่างต้องรับน้ำหนักที่มากตลอดเวลา ทำให้หมอนรองกระดูกมีโอกาสเสื่อม แตก ปลิ้นได้ง่าย
- การยกของหนัก เพราะต้องใช้กล้ามเนื้อหลังแทนกล้ามเนื้อขาและต้นขา เป็นสาเหตุให้กระดูกบิดหรือเคลื่อนได้ หรือเกิดอุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระดูก
- ขาดการออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อลีบ ฝ่อ ไม่แข็งแรง
- การใช้ร่างกายผิดท่าเป็นประจำ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดอาการบาดเจ็บต่อหมอนรองกระดูกได้มากขึ้น เช่น การนั่งท่าเดิมนาน ๆ การนั่งไม่ถูกท่า การก้มยกของโดยไม่ระมัดระวัง การสะพายกระเป๋าหนัก ๆ ด้วยไหล่ข้างเดียว การนอนคว่ำอ่านหนังสือ เป็นต้น ดังนั้น ก่อนใช้ร่างกายควรจัดระเบียบท่าทางร่างกายให้เหมาะสมกับกิจกรรม
- การสูบบุหรี่จัด มีผลทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกหรือกระดูกสันหลังได้ไม่ดีเท่าที่ควร กระดูกสันหลังจึงสูญเสียความยืดหยุ่นและเสื่อมสภาพ
- ร่างกายเสื่อมสภาพไปตามวัย เป็นปกติที่ร่างกายจะสูญเสียความแข็งแรงเมื่อแก่ตัวลง นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมได้ด้วย
6 สัญญาณ “เตือน” หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
- รู้สึกปวดคล้ายไฟช็อตจากหัวไหล่ถึงคอ ร้าวลงแขนถึงปลายนิ้ว
- รู้สึกมือและแขนชา อ่อนแรง ขยับนิ้วหรือควบคุมการใช้งานมือได้ลำบาก
- มีอาการชาและเสียวบริเวณต้นคอ ทำให้คอเกร็ง หันได้ลำบาก
- ปวดคอ ปวดหลัง โดยจะรู้สึกเป็น ๆ หาย ๆ เป็นเวลานานกว่า 2-4 สัปดาห์
- รู้สึกปวดลึกไปถึงกระดูกไขสันหลังเวลาไอ จาม หรือเบ่ง
- รู้สึกปวดร้าวเวลาเปลี่ยนอิริยาบถ ปวดมากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
หากเป็นคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทั้ง 6 ข้อ และมีอาการที่เป็นสัญญาณเตือนแล้วนั้น ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้จนอาการรุนแรง อาจถึงขั้นพิการได้ เมื่อไปพบแพทย์แล้ว แพทย์จะทำการวินิจฉัยความรุนแรงและหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม โดยแพทย์จะตรวจด้วยวิธี MRI หรือ CT Scan ในรายที่มีอาการไม่มากแพทย์จะทำการรักษาด้วยยาร่วมกับการทำกายภาพบำบัด แต่ถ้าอาการรุนแรงอาจต้องผ่าตัด
การรักษาอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท รักษาได้อย่างไรบ้าง
- การรักษาด้วยยา ผู้ป่วยในรายที่มีอาการไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นผ่าตัด แพทย์จะให้ยาบรรเทาอาการปวดตามความรุนแรง โดยอาจมีการฉีดยาสเตียรอยด์หรือยาชาบริเวณใกล้รากประสาท หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อคอเพื่อบรรเทาอาการปวด
- การทำกายภาพบำบัด เพื่อให้ช่องว่างระหว่างกระดูกสันหลังบริเวณคอกว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการกดทับเส้นประสาทได้ ทั้งยังช่วยยืดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และการนวดที่ถูกวิธี ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดคอได้
- การผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรัง หรือแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าไม่สามารถใช้การรักษาด้วยยาหรือกายภาพบำบัดให้อาการดีขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อบรรเทาอาการรากประสาทหรือไขสันหลังที่ถูกกดทับ
ข้อมูลจาก โรงพยาบาลพญาไท






























