
ห่างหายจากซีรีส์แนวลึกลับเหนือธรรมชาติไปนานพอสมควร เอาจริง ๆ คือไม่ค่อยมีแนวนี้ออกมาให้ดูแหละ ช่วงกลางปีถึงปลายปีที่แล้วส่วนมากเป็นแนวโรแมนติกดราม่า แต่วงการบันเทิงเกาหลีก็ไม่ปล่อยให้เราคิดถึงอะไรนาน ๆ ในที่สุด tvN ก็ปล่อยซีรีส์แนวลึกลับเหนือธรรมชาติ แต่อ้างอิงวิทยาศาสตร์ (เอ๊ะ! งง) ออกมา ใครที่รออยู่คือห้ามพลาด
L.U.C.A. : The Beginning เป็นซีรีส์แนวลึกลับเหนือธรรมชาติ แต่อ้างอิงจากทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ เลยยังแอบงง ๆ นิดหน่อยว่าเรื่องเหนือธรรมชาติกับวิทยาศาสตร์เนี่ยนะ มันฟังดูเข้าท่าเหรอ? แต่ก็นะ เขาทำมาให้ดูก็ดูไปก่อน ตั้งคำถามไว้ เดี๋ยวสุดท้ายเรื่องจะคลายปมเอง
ซีรีส์เรื่องนี้ใช้พื้นฐานแนวคิดมาจากทฤษฎีของสิ่งมีชีวิต ตามหนังสือ Origin of Species ของนักวิทยาศาสตร์ผู้โด่งดัง “ชาร์ลส์ ดาร์วิน” ชื่อของเขาปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ชั้นประถม (ถ้าจำไม่ผิด) เขาคือคนที่ค้นพบทฤษฎีอันยิ่งใหญ่มาให้มนุษยชาติยกย่องชื่นชม
L.U.C.A. ย่อมาจาก Last Universal Common Ancestor เล่าถึงนักวิทยาศาสตร์ที่สร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ขึ้นมา จากความเชื่อที่ว่ามนุษย์ถือกำเนิดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน เป็นบรรพบุรุษร่วมที่ใกล้กันที่สุดของสิ่งมีชีวิตบนโลก จากการแกะรอยบรรพบุรุษของสิ่งมีชีวิต ซึ่ง L.U.C.A เนี่ยได้เก็บความลับบางอย่างเอาไว้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะเปิดเผยความลับนั้น แล้วนำเอาสารพันธุกรรมที่ได้มาสร้างเป็นสิ่งมีชีวิต เพื่อเร่งกระบวนการวิวัฒนาการในมนุษย์
ผลการทดลองเกือบสำเร็จ หลาย ๆ เซลล์กลายเป็นปีศาจ แต่มีเพียงเซลล์เดียวเท่านั้นที่กลายเป็นมนุษย์ ดูกลาย ๆ เหมือนว่าเขาเป็นคน แต่ด้วยความสามารถ และร่างกายมันบ่งบอกว่าเขาไม่ใช่คน ถ้าอย่างนั้นแล้ว เซลล์ที่ถูกสร้างขึ้นมาแล้วกลายเป็นมนุษย์นั้น จะเป็นมนุษย์ได้จริง ๆ น่ะเหรอ

สำหรับคนที่มารับบทพระเอกที่เหมือนคนแต่ไม่ใช่คนก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ “คิมแรวอน” หนึ่งในนักแสดงที่มีมากไปด้วยประสบการณ์และความสามารถคนหนึ่งของวงการบันเทิงเกาหลี ซีรีส์เรื่องนี้เป็นผลงาน comeback ในรอบ 2 ปี หลาย ๆ คนก็รอดูผลงานเขาอยู่ ถึงจะเก๋าด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิ แต่ก็ยังหล่อเหมือนเดิม เพียงแต่…วอนผู้กำกับ รบกวนอย่า close up หน้าพี่แกเยอะ มันเห็นชัดเกินไป
เอาจริง ๆ นั่งดูซีรีส์เรื่องนี้เหมือนนั่งดู เมย์ไหน…ไฟแรงเฟร่อ อะ คือพี่แกมีพลังพิเศษอะไรสักอย่างเกี่ยวกับไฟฟ้า โดยพี่แกก็พยายามเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ (แน่นอนสิ ก็มันดูเป็นตัวประหลาดนี่นา) แต่สิ่งที่น่ารำคาญสำหรับเขาคือ เขาไม่รู้ว่าที่แท้จริงแล้วตัวเองเป็นใคร แล้วทำไมจะต้องมาหนีสุดชีวิตจากการถูกตามล่าโดยบุคคลลึกลับ ที่ดู ๆ แล้วเหมือนจะมีพลังพิเศษแบบเขา
และอีกอย่างที่มั่นใจได้ว่าคนดูทุกคนคงรู้สึกเหมือนกันคือ เหนื่อย! ซีรีส์บ้าอะไรวิ่งกันทั้งเรื่อง ต่อสู้กันไม่หยุด เปิดตัวมาได้แค่ 2 EP ยังไม่เลิกวิ่งเลย ทำเอาพระเอกนางเอกน่วมเละเทะ โดยเฉพาะนางเอก ดูเป็นคนที่พร้อมตายได้ตลอดเวลา ถ้าไม่ใช่นางเอกนี่คงตายตั้งแต่ดอกแรกแล้ว แต่ถามว่าดูไหม ตอบเลยว่าดู
กลับไปรู้จักทฤษฎีของดาร์วินกันสักนิด
ถ้าจำกันได้ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่รื้อความเชื่อเดิม ๆ เกี่ยวกับที่มาของสิ่งมีชีวิต เขานำเสนอทฤษฎีวิวัฒนาการ ที่เป็นทั้งรากฐานของวิวัฒนาการสมัยใหม่ รวมถึงกลไกพื้นฐานของการคัดเลือกโดยธรรมชาติ เขาคือคนที่อธิบายว่าทำไมยีราฟถึงคอยาว ด้วยการเฝ้าดูลูกยีราฟในหลายช่วงอายุ ว่ามันวิวัฒนาการอย่างไร ซึ่วเขาพบว่ามันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ลักษณะทางชีววิทยาเหล่านี้จะพบมากขึ้นหรือน้อยลง เป็นหน้าที่ของการสืบพันธุ์ที่แตกต่างกันของผู้ให้กำเนิด

ดาร์วิน เสนอแนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต โดยมีหลักฐานสนับสนุน ว่าสิ่งมีชีวิตหลาย ๆ สปีชีส์ที่ดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้ มีความเปลี่ยนแปลงมาจากสิ่งมีชีวิตรุ่นบรรพบุรุษ โดยถ่ายทอดลักษณะที่ปรับเปลี่ยนไปแบบทีละเล็กทีละน้อย
และเขายังอธิบายว่าวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นโดยธรรมชาติเป็นผู้คัดเลือก สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ดีจะมีโอกาสรอดได้มากกว่าสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถปรับตัวได้ และจะถ่ายทอดลักษณะที่ปรับเปลี่ยนไปยังทายาทรุ่นถัดไป เมื่อเวลาผ่านไป ลักษณะที่ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมจึงเพิ่มมากขึ้นในแต่ละชั่วรุ่น ลักษณะที่ไม่เหมาะสมก็จะลดน้อยหรืออาจหมดไป ท้ายที่สุดเกิด โลกจะเหลือแต่สิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากเดิม กลายเป็นสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่
ในโลกที่ธรรมชาติทำให้เราต้องวิวัฒนาการตัวเอง
ก้าวข้ามทฤษฎีวิทยาศาสตร์น่าปวดหัว แล้วกลับมาสู่เรื่องชีวิตจริงที่สัมผัสได้กันดีกว่า ซีรีส์อ้างเอาทฤษฎีของการคัดเลือกตามธรรมชาติ และทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินมาใช้ ถ้าเปรียบกับชีวิตจริง ๆ มันใกล้เคียงกับคำพูดที่ว่า “อ่อนแอก็แพ้ไป” และ “โลกนี้ไม่มีที่ยืนสำหรับคนแพ้”
ด้วยทฤษฎีของดาร์วินเสนอว่า สิ่งมีชีวิตล้วนต้องปรับตัวตามที่ธรรมชาติคัดสรร ในกรอบทฤษฎีของดาร์วิน เขาอธิบายชัดเจนว่า “ธรรมชาติ” คือผู้ที่เลือกผู้ที่จะอยู่รอด ตามทฤษฎีกล่าวว่า สิ่งมีชีวิตในรุ่นลูกจะมีลักษณะทางพันธุกรรมที่แตกต่างออกไปจากรุ่นพ่อแม่ เป็นเหมือนพันธุกรรมที่เฉพาะของสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ เรียกว่า สื่งมีชีวิตมีความแปรผันทางพันธุกรรม และความแปรผันเหล่านี้ก็สามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อ ๆ ไปได้ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน สิ่งมีชีวิตต้อง “แข่งขันกัน” เพื่อให้อยู่รอด

หากยังจำราง ๆ ได้ ทฤษฎีการคัดเลือกทางธรรมชาติของดาร์วินได้ยกกรณียีราฟคอยาว ว่าแต่เดิม ยีราฟมีบรรพบุรุษที่คอสั้น แต่รุ่นต่อ ๆ มามีการแปรผันทางพันธุกรรม ทำให้ยีราฟมีคอยาวขึ้น ทำให้สามารถหาอาหารพวกใบไม้ได้ดีกว่าพวกที่คอสั้น จากนั้นก็ถ่ายทอดลักษณะคอยาวไปให้ลูกหลาน
พวกคอสั้นไม่สามารถขึ้นไปแย่งใบไม้ที่อยู่สูง ๆ แข่งกับพวกคอยาวได้ เท่ากับอ่อนแอกว่า ในที่สุดก็จะตายไป ทําให้ในปัจจุบันโลกเราเหลือเฉพาะยีราฟคอยาวเท่านั้น เป็นการอธิบายว่าสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะบางอย่างเหมาะสมกับธรรมชาติเท่านั้นถึงจะมีชีวิตอยู่รอดได้ รอดไปถ่ายทอดลักษณะที่เหมาะสมนี้ไปยังสิ่งมีชีวิตรุ่นต่อ ๆ ไป
สรุปง่าย ๆ สั้น ๆ ถ้าเราอยากอยู่รอด ก็ต้องปากกัดตีนถีบ ดิ้นรนกันต่อไปนะจ๊ะ!!! โลกไม่กว้างพอจะให้ทุกคนยืนอยู่ด้วยกัน คนชนะเท่านั้นที่จะรอด
ยิ่งโต ยิ่งผุพัง
เป็นบทสนทนาของตัวละคร 2 ตัว ที่กำลังพูดคุยถึงปัญหาชีวิตของแต่ละฝ่าย จริง ๆ แล้วเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ประเด็นนี้เราเองก็เพิ่งสนทนากับเพื่อนไป แต่ทว่าไม่ได้จริงจังแบบปรึกษาปัญหาชีวิต เป็นแนวบ่น ๆ มากกว่า ประมาณว่าชีวิตคนเรายิ่งโตก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งโตก็ยิ่งมีภาระ ยิ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบถาโถมเข้ามา แล้วก็เลยนึกย้อนไปสมัยเด็ก (เป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่ประถม) ว่าตอนเป็นเด็ก เจ็บสุดก็แค่หกล้ม แย่งของเล่นกัน หรือเพื่อนยืมสีแล้วเก็บไม่ตรงช่องเดิม

ตัดภาพมาที่ตัวเราเองในวัยทำงาน จริงอยู่ที่อายุเรายังไม่มากกันขนาดนั้น (แค่เข้าใกล้เลข 3) แต่ต่างคนต่างมีปัญหาชีวิตต่างกันไป ในเมื่อยังหายใจอยู่ก็ต้องพยายามไล่แก้ปัญหา แก้ไม่ได้ก็ต้องทนอยู่กับมันให้ได้ นี่แหละนะ ยิ่งโตก็ไม่ใช่แค่ร่างกายที่ยิ่งผุพัง (จะว่าไปก็ปวดหลังเหลือเกิน) เพราะสภาพจิตใจก็ผุพังไม่ต่างกัน แต่ก็ต้องพยายามปรับตัวและยอมรับความจริง มันเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิต
โดยรวมแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้คงตั้งใจจะบอกแค่ว่า “มนุษย์ที่แท้จริง คือสิ่งมีชีวิตที่เจ็บได้ รู้สึกเป็น และมีความอ่อนแอบางอย่างซ่อนอยู่” นี่แหละคือความปกติธรรมดาของสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึกและยังหายใจ สิ่งที่ยืนยันว่าไม่ใช่ตัวประหลาด
สิ่งมีชีวิตล้วนต้องปรับตัวเองเพื่อความอยู่รอด มันเป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต ยิ่งเติบใหญ่ก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งอยากอยู่รอดยิ่งต้องดิ้นรน 😉






























