อ่านดี ๆ นะคะสำหรับเรื่องที่จะคุยกันวันนี้ “ไวรัล” ไม่ใช่ “ไวรัส” ค่ะ แต่การแพร่กระจายนั้นไม่ได้ต่างกันสักเท่าไร ส่วนทำไมถึงบอกว่าเราอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วย “ไวรัล” มาค่ะ บรรทัดต่อจากนี้จะขอพาคุณผู้อ่านมาพิจารณากันว่าผลของไวรัล ทำให้เกิดอะไรบ้าง
เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจกันก่อนว่า “ไวรัล” ที่ภาษาอังกฤษสะกดว่า Viral นั้น คือกระแสในช่วงเวลาหนึ่งของสังคม เวลาเกิดไวรัลก็จะมีการแชร์ข้อมูลทั้งในรูปแบบภาพ เสียง หรือคลิปในโซเชียลมีเดีย และไวรัลจะอาศัยจุดอ่อนของคนยุคนี้ที่อาศัยกันอยู่ในห้องของเสียงสะท้อน หรือ Echo Chamber ตามแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไลน์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก อินสตาเแกรม หรือยูทูบ
เมื่อไวรัลถูกเผยแพร่ให้เห็นบ่อยครั้ง เกิดการแชร์มากขึ้น บอกต่อกันไปเรื่อย ๆ ผลที่ได้จากไวรัลนั้นก็ทำให้เกิดกระแส แห่ทำตามกัน ซึ่งกระแสนั้นก็อยู่ในสังคมช่วงระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นก็จะมีกระแสใหม่ก้าวเข้ามาแทนที่
นั่นคือคำอธิบายแบบสั้น ๆ ให้เราได้รู้จักกับอิทธิพลของไวรัลกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน เราจะเห็นว่าทุกวันนี้สื่อกระแสหลักอย่างโทรทัศน์ วิทยุ หรือเว็บไซต์ข่าว มักจะนำเอาคลิปไวรัล หรือ Content Online ที่กำลังอยู่ในกระแส เอามาทำเป็นข่าว เป็นการนำเสนอแบบทำซ้ำ โดยไม่ได้มีการตรวจสอบอย่างชัดเจนถึงที่มาที่ไป
หลายครั้งที่สื่อหลักพลาด นำเอาข่าวลวงหรือที่เรียกว่า Fake News มาออกในข่าวตนเองเพราะคิดถึงการเรียกความสนใจคนดู มากกว่าจะให้น้ำหนักว่าเรื่องนั้นมีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน สุดท้ายสื่อกระแสหลักที่เคยมีความน่าเชื่อถือก็หมดความน่าเชื่อถือไปเรื่อย ๆ กับข่าวด้อยคุณภาพที่พวกเขาผลิตออกมาเอง
ไวรัล ไม่ได้ส่งผลต่อโลกของการทำงานข่าวเพียงอย่างเดียว แต่ในยุคที่คนเกือบทั้งสังคมเชื่อเรื่องที่ส่งต่อกันทางไลน์หรือในโซเชียล มากกว่าจะพิจารณาว่าเรื่องที่ได้รับมาเป็นความจริงแค่ไหน แต่กลับคิดไปบนพื้นฐานที่ต้องการเป็นคนสำคัญ “แชร์เรื่องสำคัญได้เป็นคนแรก” และต้องการอยู่ในกระแส ยิ่งทำให้เกิดความบิดเบี้ยวของข้อมูลได้มากกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน “ไวรัล” ยังเป็นเครื่องมือชนิดดีมากในการสร้างกระแสให้กับผลิตภัณฑ์ หรือผู้ให้บริการที่ต้องการสร้างโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ด้วยการใช้ผู้คนในโซเชียลมีเดีย เป็นตัวแทนที่จะโพสต์ข้อความ ภาพ หรือคลิปในเวลาเดียวกัน พร้อม ๆ กัน หรือพูดถึงเรื่องเรื่องหนึ่งในเวลาเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย แต่แท้จริงแล้วมีจุดประสงค์เพื่อส่งข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการให้เข้าถึงผู้บริโภค และมีคำพูดแก้เกี้ยวเอาไว้ว่า การตลาดแบบ “บอกต่อ”
หลายครั้งที่ไวรัลทำให้เราเข้าใจผิดและผิดหวัง เพราะเรื่องบางเรื่องที่ถูกพูดถึงเป็นวงกว้างไม่ได้ให้อะไรกับผู้รับข้อมูลมากกว่าตัวเลขการกดไลก์ กดแชร์ หรือร้านอาหารบางร้าน โรงแรมบางแห่งที่อยู่ในกระแส ก็ไม่ได้ดีสมคำรีวิวที่ได้รับมากจากสื่อสังคมออนไลน์
เราอยู่ในยุคที่ต้องฝึกให้ตนเองรู้จัก “เอ๊ะ” ตลอดเวลา “เอ๊ะ” ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงถูกพูดถึงบ่อย หรือออกข่าวผ่านสื่อถี่ ๆ ในช่วงนี้ “เอ๊ะ” ว่าทำไมผู้คนในโซเชียลมีเดียถึงได้โพสต์รูปร้านอาหาร หรืออาหารจากร้านเดิม ๆ ทีละหลาย ๆคน หรือรู้สึก “เอ๊ะ” ว่าทำไมคนคนนี้ถึงถูกดราม่าเชื่อมโยงมาถึงได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็อยู่เงียบ ๆมาตลอด เป็นความ “เอ๊ะ” ที่เรียกว่าตั้งข้อสงสัยไม่ใช่หวาดระแวง เพื่อไม่ให้คุณถูกไวรัลกลืนความคิดเข้าไปได้โดยง่าย
เราอยู่ในยุคที่สังคมอุดมไปด้วย “ไวรัล” นะคะ วัคซีน ที่ป้องกัน “ไวรัล” ได้ดีที่สุดคือการใช้ปัญญาในการพิจารณาเรื่องราวที่ถาโถมเข้ามา ถ้าคุณปล่อยใจ ปล่อยความคิดให้วิ่งไปตามไวรัล หรือตามกระแสที่เกิดขึ้น พึงระวังไว้ว่า ชุดข้อมูลที่คุณได้รับนั้นเป็นชุดข้อมูลที่คนส่งต้องการให้คุณเชื่อเช่นนั้น
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ





























