ย้อนกลับไปประมาณ 20 ปี ในยุคนั้นคนที่ “ครองตัวเป็นโสด” ไม่ได้ดูเป็นปกติธรรมดาอย่างทุกวันนี้ โดยเฉพาะคนที่มุ่งมั่นแน่วแน่วว่าจะไม่แต่งงาน คนที่อายุถึงเกณฑ์ควรจะแต่งงานแต่ยังไม่แต่งงาน จะเริ่มมีสายตาแห่งความสงสัยปรายมาอยู่บ่อยครั้ง ตัดภาพมาที่สังคมปัจจุบัน การ “ครองตัวเป็นโสด” กลายเป็นเทรนด์ไปแล้ว สังคมมีคนที่สนุกและมีความสุขกับการเดินคนเดียว เที่ยวคนเดียว กินข้าวคนเดียว และดูหนังคนเดียวมากขึ้น เผลอ ๆ อาจพบเห็นได้มากกว่าคนที่เดินเป็นคู่เสียอีก การแต่งงานมีลูกจึงไม่ใช่เป้าหมายชีวิตอีกต่อไป การทำงานเพื่อให้ชีวิตอยู่สบายต่างหากที่ตอบโจทย์
ที่มาของวันคนโสด (Singles Day)
วันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี (11/11) วัยรุ่นหลายคนรู้จักดีในนาม “วันคนโสด” แม้ว่าอาจจะฟังดูหดหู่และเหงา ๆ บ้าง แต่ทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยอมโสด “แก่ตายไปคนเดียว” เพื่อรักษาความเป็นตัวเอง และรักษาชีวิตที่สงบสุข ไม่วุ่นวาย (ไปมากกว่านี้) ของตัวเอง
จุดเริ่มต้นของ “วันคนโสด” เชื่อกันว่าเริ่มต้นมาจากประเทศจีน โดยเริ่มจากวันฉลองจบการศึกษาระดับปริญญาตรีของนักศึกษามหาวิทยาลัยหนานจิง แต่เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัยเท่านั้น อย่างไรก็ดี กิจกรรมนี้กลายเป็นวันคนโสดในปี 1993 เนื่องจากในวันจบการศึกษาของมหาวิทยาลัยในปีนั้น ตรงกับวันที่ 11 พฤศจิกายน พอดี (11/11) ซึ่งมีเลข 1 ถึงสี่ตัว หลังจากนั้น การฉลองความโสดก็เริ่มแพร่หลายไปยังมหาวิทยาลัยอื่น และสู่สังคมอื่น ๆ อย่างรวดเร็วด้วยอิทธิพลของอินเทอร์เน็ต
การฉลองความโสดที่ว่านี้ยังเล่ากันมาอีกว่า คนต้นคิดมาจากนักศึกษาชาย 4 คนของมหาวิทยาลัย ทั้งหมดยังเป็นโสดในขณะที่กำลังนั่งเล่นไพ่นกกระจอกด้วยกันในวันที่ 11 พฤศจิกายน พวกเขาพูดคุยกันถึงชีวิตที่ยังโสดและอยากมีแฟน จึงได้ตกลงกันว่าจะให้วันที่ 11 พฤศจิกายน เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองความเป็นโสดซะเลย
แต่เหตุผลที่พวกเขาจัดวันคนโสดขึ้น ก็เพื่อให้คนที่ยังโสดอยู่ได้ออกมาสังสรรค์ พบปะผู้คนใหม่ ๆ ซึ่งนั่นหมายความว่าอาจจะมีโอกาสได้เจอคนที่ถูกตาต้องใจ และได้สานสัมพันธ์กันต่อนั่นเอง
นัยยะสำคัญของวันคนโสด
ที่เลือกเอาวันที่ 11/11 เป็นวันคนโสด ก็มีทีมาจากตัวเลข โดยตัวเลข 1 (ในภาษาจีนเขียนขีดเดียว) เป็นตัวแทนของคนเดียว โดดเดี่ยว ไร้คู่ ดังนั้น ถ้าเป็นเลข 1 ตัวเดียว ก็สื่อถึงการอยู่โดดเดี่ยวตัวคนเดียว เลข 1 สองตัว จะมีนัยยะถึงคนโดดเดี่ยวสองคนที่มาเจอกัน เลข 1 สี่ตัว จึงมีนัยยะของคนโสดหลาย ๆ คนมาเจอกัน ทำความรู้จักกัน และอาจทำลายความโสดลงได้ในวันนี้
จากการนำความหมายของตัวเลขมาเป็นนัยยะแสดงความโสด ทำให้กลุ่มวัยรุ่นจีนยังแบ่งวันคนโสดออกเป็นเทศกาลย่อย ๆ อีก คือ วันที่ 1 และ 11 มกราคม (1/1, 11/1) และวันที่ 1 พฤศจิกายน (1/11)
โลกนี้มีคนโสดอยู่ 2 ประเภท คือ โสดแบบตั้งใจกับโสดแบบไม่ตั้งใจ สำหรับคนที่ตั้งใจว่าจะครองตัวเป็นโสดไปตลอดชีวิต ย่อมมีเหตุผลส่วนตัวอยู่แล้วว่าทำไมถึงไม่อยากแต่งงานมีลูก แต่สำหรับคนที่โสดแบบไม่ได้ตั้งใจ สายตาที่มองคนกลุ่มนี้ประมาณ 20 ปีก่อน ค่อนข้างจะไปในเชิงลบ เพราะเหมือนกับว่าคนกลุ่มนี้โสดเพราะไม่มีใครเลือก อย่างไรก็ดี การมีวันคนโสด ทำให้นัยยะแฝงในเชิงลบน้อยลง เพราะมันทำให้เห็นว่าคนโสดแบบที่ตั้งใจก็มี และคนโสดก็มีไม่น้อยเลย นี่จึงเป็นการรวมตัวกันของคนโสด เพื่อพบปะพูดคุยกันอย่างอิสระ โดยไม่มีความรู้สึกด้อยค่ามาเกี่ยวข้อง
เป็นโสดทำไม อยู่ไปให้เศร้าเหงาทรวง
ก่อนอื่นอย่าเพิ่งตัดสินว่าคนที่อยากอยู่เป็นโสด หรือคนที่ไม่อยากมีลูกเป็นคนที่ไม่ยอมอุทิศชีวิตของตนเองเพื่อลูก เพราะการแต่งงานใช้ชีวิตคู่ มีลูก ไม่ใช่เรื่องง่าย ความรับผิดชอบเป็นสิ่งที่ต้องมี และอย่าลืมว่าการมีครอบครัวคือภาระอย่างหนึ่ง ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของใครของมันที่จะแต่งหรือไม่แต่งก็ได้
เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ทุกวันนี้การเป็นโสดแบบไม่ตั้งใจ ผู้คนก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า เพราะจำนวนคนโสดมีมากขึ้นเรื่อย ๆ และส่วนใหญ่พวกเขาก็ไม่ได้แคร์ด้วยว่าใครจะคิดยังไง คนจึงกลายเป็นโสดเพิ่มขึ้นด้วยเหตุผลหลายอย่างประกอบกัน เช่น คนช่วง Gen Y ซึ่งเป็นช่วงวัยเจริญพันธุ์ที่สามารถแต่งงานมีลูกได้ในช่วงเวลานี้ พวกเขาต้องแบกภาระและความรับผิดชอบอย่างหนัก ค่านิยมการทำงานที่แข่งขันกันสูงขึ้น ค่าครองชีพสูง คนต้องดิ้นรนเพื่อความมั่นคงในหน้าที่การงาน หมายความว่าพวกเขาก็ไม่มีเวลามาคิดเรื่องการสร้างครอบครัวเท่าไรนัก
ประเด็นต่อมา คือ คน Gen Y ให้ความสำคัญกับการทำงานและการเรียนต่อ เพราะพวกเขาเชื่อว่าวุฒิการศึกษาแค่ปริญญาตรีไม่เพียงพอที่จะแข่งขันในตลาดการทำงาน หลายคนเรียนต่อทันทีที่จบปริญญาตรีเพื่อนำความรู้ไปสนับสนุนความมั่นคงในหน้าที่การงาน เพื่อให้ตัวเองตั้งหลักได้ การสร้างครอบครัวจึงเป็นสิ่งหลังที่คน Gen Y จะคิดถึง
อีกประเด็นก็คือ การมีลูกไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยความไม่มั่นใจในอะไรหลาย ๆ อย่าง ทั้งสภาพสังคม สภาพเศรษฐกิจ ความปลอดภัยในชีวิต รวมถึงทัศนคติหญิงชายเท่าเทียมกัน ทำให้ผู้หญิงหลายคนไม่ยอมมีลูกแน่ ๆ หากไม่มั่นใจว่าสามีจะช่วยแบ่งเบาภาระได้ เนื่องจากตัวเองก็ต้องทำงานนอกบ้านเหมือนกัน เพราะการมีลูกต้องใช้เงินมาก ที่สำคัญคือความกังวลใจว่าจะไม่สามารถเลี้ยงดูลูกให้ดีได้ในสังคมที่น่ากลัวแบบทุกวันนี้ จากสิ่งยั่วยุต่าง ๆ และจากการที่พ่อแม่ต้องทำงานทั้งคู่ ทำให้ไม่มีเวลาให้เพียงพอ
ที่สำคัญก็คือ การมีลูกนั้นส่งผลทางลบต่อค่าจ้างงานของแรงงานหญิง จากการเก็บรวบรวมข้อมูลจะพบว่าแรงงานที่ไม่มีลูกมีระดับค่าจ้างเฉลี่ยสูงกว่าแรงงานที่มีลูก และยังส่งผลถึงโอกาสในหน้าที่การงานในบางตำแหน่งด้วย เพราะภาระหน้าที่การดูแลลูก ทำให้การทำงานอาจไม่ได้ทั้งคุณภาพและปริมาณเท่าที่ควร จึงทำให้ผู้หญิงที่มีลูกเสียโอกาสตรงนี้ไป
แค่อยากจะเป็นโสด ทำไมเป็นปัญหาระดับชาติ
แน่นอนว่าเหตุผลที่คนรุ่นใหม่หลาย ๆ คนไม่อยากจะแต่งงานมีลูกนั้นเริ่มมาจากเหตุผลส่วนตัว เริ่มมาจากความไม่มั่นคงและไม่มั่นใจว่าสังคมนี้จะทำให้ครอบครัวของเขามีคุณภาพ แต่หากภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ทำอะไรสักอย่าง การที่คนไม่แต่งงานมีลูกนี้จะเป็นปัญหาระดับชาติแน่นอน เพราะส่งผลต่อจำนวนประชากรของประเทศในอนาคตโดยตรง เมื่อสังคมมีอัตราการเกิดต่ำ จำนวนประชากรวัยทำงานในอนาคตจะลดลง ในขณะเดียวกันหลายสังคมก็กำลังเผชิญปัญหาสังคมผู้สูงอายุรุนแรง
เพราะคนวัยทำงานปัจจุบัน อีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็จะกลายไปเป็นผู้สูงอายุ ส่วนเด็กและเยาวชนในปัจจุบันก็จะขึ้นมาเป็นวัยแรงงานแทน แต่ทุกวันนี้กลับมีเด็กเกิดใหม่ ที่จะขึ้นมาแทนเด็กและเยาวชนปัจจุบันนั้นน้อยลง หรือที่มีอยู่ก็อาจไม่มีคุณภาพ เท่ากับว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่เกิน 20 ปี สังคมจะเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจแทน เพราะขาดแรงงานวัยทำงาน
จากข้อมูลงานวิจัย “Gold Miss” or “Earthy Mom”? Evidence from Thailand (Liao and Paweenawat, 2019a) ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง “การศึกษาที่เพิ่มขึ้นของผู้หญิงไทยกับการตัดสินใจแต่งงานและมีลูก” โดยอ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ช่วง 30 ปี (พ.ศ.2528-2560) พบข้อสรุปที่น่าสนใจ คือ
- ผู้หญิงไทยที่มีการศึกษาสูงมีแนวโน้มเป็นโสดมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาของผู้หญิงที่สูงขึ้น ทำให้ผู้หญิงเลือกที่จะอยู่เป็นโสดมากขึ้น และไม่มีลูกเลย
- ผู้หญิงที่มีการศึกษาสูงมีแนวโน้มที่จะมีจำนวนลูกน้อยลง กรณีสังคมไทย จำนวนลูกของผู้หญิงที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่กลุ่มการศึกษาอื่น ๆ มีแนวโน้มคงที่หรือ (ก็ยัง) ลดลงเพียงเล็กน้อย
- ระดับการศึกษา เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจแต่งงานและการมีลูกของผู้หญิงไทย เพราะการที่ผู้หญิงไทยมีระดับการศึกษาสูงขึ้น ทำให้มีโอกาสพบคู่ครองที่มีความเหมาะสมกันทั้งระดับรายได้และการศึกษาน้อยลง
นโยบายรัฐสนับสนุนให้คนแต่งงาน-มีลูก ปังหรือแป๊ก?
จากเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลข้างต้น สถานการณ์ที่คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะคน Gen Y ซึ่งเป็นวัยเจริญพันธุ์และวัยทำงาน (และเตรียมจะทำงาน) ขณะนี้ นิยมครองตัวเป็นโสด ไม่แต่งงาน ไม่มีลูก (หรือแต่งแต่ไม่มีลูก) เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ถ้าหากเขาเห็นว่า “การไม่มีครอบครัวจะดีกว่า” ย่อมให้ผลทางบวกกับเจ้าตัวจริง แต่ที่แย่จากการที่คนรุ่นใหม่ไม่ยอมแต่งงานมีลูก คือ ประเทศชาติต่างหาก ถึงแม้ว่าสังคมไทยจะมีเด็กเกิดใหม่ที่มาจากพ่อแม่ที่ยังไม่พร้อมจะมีลูกอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าเด็กเหล่านั้นจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ
ความคิดของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคนที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป พวกเขาจะแต่งงานมีลูก ก็ต่อเมื่อพร้อมเท่านั้น พร้อมในที่นี้ คือ คุณวุฒิ วัยวุฒิ การเงิน รวมถึงสภาพสังคม เพราะเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสังคมไทยปัจจุบันไม่เอื้อต่อการมีลูก ลำพังแค่ตัวเองยังมีภาระสารพัด การมีลูกจึงเป็นเรื่องที่หลายคนกลัว
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคน Gen Y เป็นช่วงวัยที่พบเจอกับการเปลี่ยนแปลงของหลายสิ่งหลายอย่างในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเขารู้ดีว่าพวกเขามีภาระอะไรต้องรับผิดชอบบ้าง และรู้ดีว่าการมีครอบครัวนั้นลำบากแค่ไหนหากไม่พร้อม เพราะบางคนแม้จะมีงานทำแล้วแต่ยังตั้งตัวไม่ได้ก็มี การแต่งงานมีลูกจึงไม่น่าจะให้ผลดีต่อสภาพความเป็นอยู่แน่นอน
เพราะฉะนั้น นโยบายภาครัฐที่กระตุ้นให้คนแต่งงาน มีลูก ด้วยการให้ค่าใช้จ่ายช่วยเหลือต่าง ๆ คงยังไม่พอ เพราะนอกจากเงินที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตแล้ว คนยังต้องการความเชื่อมั่น และความมั่นคงที่สังคมจะให้เขาต่างหาก หากเขาไม่ใช่ตัวคนเดียว นั่นหมายความว่า ภาครัฐต้องทำให้สังคมเอื้อต่อการแต่งงานมีลูก ทั้งความปลอดภัยจากสภาพสังคม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ บทบาทของสามี ภรรยา พ่อแม่ลูก ความยืดหยุ่นของเวลา ตลอดจนนโยบายต่าง ๆ จากทางภาครัฐที่ต้องทำให้ทุกครอบครัวมีคุณภาพ
ดังนั้น ต่อให้ภาครัฐมีนโยบายกระตุ้นให้ประชาชนอยากจะแต่งงานมีลูก ด้วยการสนับสนุนสิ่งต่าง ๆ แต่ถ้าไม่มองถึงคุณภาพชีวิต ก็อาจไม่มีใครกล้าเสี่ยงจะมีลูกเพื่อให้มาเป็นภาระตัวเอง และภาระของเด็กที่จะโตไปใช้ชีวิตในอนาคต แต่เขาก็ไม่มั่นใจว่าเด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาได้ดีในสภาพแวดล้อมเช่นนี้
ข้อมูลจาก Public Holidays Global, ธนาคารแห่งประเทศไทย






























