เอาชนะ “ความอิจฉา” ทำได้ถ้าหมั่นฝึกฝน

“ความอิจฉา” บางครั้งก็เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากความไม่เท่าเทียมกันที่ตนเองได้รับเมื่อเทียบกับคนอื่น ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับมนุษย์อย่างเรา ๆ เท่านั้น แม้แต่ลิงก็ยังมีอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้เช่นกัน

เคยมีการทดลองหนึ่งในอดีตที่ให้ลิงคาปูชิน 2 ตัวทำภารกิจแบบเดียวกัน คือการนำหินมาให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำการทดลอง และเมื่อทำสำเร็จลิงทั้งสองจะได้รับรางวัลเป็นการตอบแทน แต่ปรากฏว่ารางวัลที่ได้รับกลับไม่เหมือนกัน

โดยลิงตัวหนึ่งได้เพียงแตงกวาที่ฝานชิ้นบาง ๆ ขณะที่อีกตัวซึ่งอยู่ในกรงทดลองติดกันได้องุ่นเป็นรางวัล ทั้งที่ลิงทั้งสองตัวทำภารกิจเหมือนกันทุกอย่าง

ลิงที่ได้แค่แตงกวาจึงเริ่มแสดงความไม่พอใจด้วยการขว้างแตงกวาที่ได้รับมาใส่เจ้าหน้าที่ และเขย่ากรง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบกลับที่เกิดจากความรู้สึกอิจฉาลิงอีกตัวที่ได้ของรางวัลดีกว่า

มนุษย์อย่างเรา ๆ ก็มีความรู้สึกที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เมื่อไม่ได้รับความชอบธรรม หรือความเท่าเทียมอย่างที่ควรจะเป็นไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องใหญ่ ความอิจฉาจึงเกิดขึ้นภายในจิตใจได้โดยง่าย เพราะอดเปรียบเทียบกับคนอื่นไม่ได้

หากไม่อยากให้ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นกับเรา ก็ต้องหมั่นฝึกฝนเพื่อขัดเกลาจิตใจตัวเองไม่ให้เกิดความอิจฉา เมื่อเห็นคนอื่นได้ดีกว่า หรือมีอะไรมากกว่า

สิ่งแรกที่ต้องพึงระลึกไว้คือ การปล่อยให้ความรู้สึกอิจฉาเข้ามาครอบงำ คนที่จะเจ็บปวดก็มีเพียงแค่เราเท่านั้น การนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นรังแต่จะทำให้ทุกข์ใจ เสียทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกายโดยไม่รู้ตัว ขณะที่คนที่เราอิจฉายังคงใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจไปกับเราด้วย

การเยียวยาความอิจฉาที่ทำได้ไม่ยากและเห็นผล คือ การแสดงความรู้สึกขอบคุณต่อสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่เราอยู่ ข้าวที่มีให้กินประทังความหิว เงินเดือนที่นำไปหล่อเลี้ยงชีวิตสมาชิกในครอบครัวได้ ซึ่งการขอบคุณในสิ่งที่เรามีจะช่วยละลายความรู้สึกลบ ๆ ที่อยู่ภายในจิตใจได้ แม้จะมีไม่มากเท่าคนอื่นก็ตาม

เปลี่ยนความอิจฉาให้เป็นแรงจูงใจ แทนที่จะตีอกชกตัวว่าทำไมมีไม่เท่าคนอื่น ทำไมคนอื่นได้ดีกว่าเรา ลองเปลี่ยนความรู้สึกเหล่านี้ให้เป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาตนเองให้มีชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่ต้องไปโฟกัสว่าจะแข่งขันกับใคร

และถ้าไม่อยากให้ความอิจฉาลุกโชนอยู่ตลอดเวลา การแสดงความยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุข จะช่วยปรับความรู้สึกภายในจิตใจของเราให้เบาสบายมากขึ้น เมื่อใดก็ตามที่เห็นคนอื่นมีความสุข ก็ร่วมแสดงความยินดีกับเขา เฉกเช่นที่แสดงความยินดีกับตนเอง

…ดังเช่นคำสอนของสมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 ที่ว่า “ตนเองมีความยินดีเมื่อตนได้สมบัติที่ชอบใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ไฉนเมื่อคนอื่นเขาได้จึงไปริษยาเขา ควรจะพลอยยินดีกับเขา”