ย้อนกลับไปยังต้นฤดูกาล 2019/20 นั้น เชลซีได้เจอมรสุมลูกใหญ่ที่ไม่สามารถซื้อตัวผู้เล่นได้ในช่วงเปิดฤดูกาล แถมต้องเดิมพันกับกุนซือใหม่ที่มีประสบการณ์การคุมทีมเพียง 1 ปี รวมทั้งที่ผ่านมานักเตะเยาวชนก็ยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ได้แต่ส่งยืมตัวให้ไปเล่นกับทีมอื่นและยังไม่สามารถทะลุขึ้นทีมชุดใหญ่ของเชลซีแบบถาวรได้
พอมีเหตุต่าง ๆ แบบนี้ เหล่าบัณฑิตและนักพยากรณ์ก็ให้คำทำนายกันว่า เชลซีฤดูกาลนี้แย่แน่ น่าจะหล่นไปอยู่กลางตาราง ถ้าเปรียบเป็นหุ้น ผู้ถือหุ้นก็คงรีบเทขาย เพราะในระยะสั้นไม่น่าจะมีผลกำไร
เหล่าสาวกก็ใจคอไม่ดี เขาว่าแบบนั้นแบบนี้มา จะเถียงก็เถียงไม่ขึ้น ตัวแบกทีมอย่างเอเด็น อาซาร์ก็ไม่อยู่แล้ว อะไร ๆ ก็ไม่เป็นใจ สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่เหลืออยู่เพียงสิ่งเดียวอย่างเจ้าของสโมสร หรือที่แฟน ๆ เรียกว่าเสี่ยหมี ก็ยังไม่สามารถเข้าประเทศอังกฤษไปนั่งชมเกมเพื่อให้กำลังใจทีมบนอัฒจันทร์ได้
แต่ก็อย่างที่เขาว่าแหละ คนเราเปลี่ยนอะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิตได้ แต่การเปลี่ยนทีมเชียร์ย่อมเป็นไปไม่ได้ แฟนสิงโตน้ำเงินครามก็เลยต้องอดทน สงบปากสงบคำ หลายคนก็คงคิดในใจว่าฤดูกาลนี้อะไรก็ได้นะ อย่าตกชั้นอย่างเดียวพอ
เมื่อมองกลับไปที่เชลซี ทีมซื้อนักเตะไม่ได้ก็ต้องดันทีมเยาวชนหรือดาวรุ่งขึ้นมาเสริมเป็นตัวหลัก นอกจากนั้นกุนซืออย่างแฟรงค์ แลมพาร์ดที่รู้ทุกซอกทุกมุมในสโมสร ไม่ใช่แค่ดันเด็กเยาวชนขึ้นมา แต่แลมพาร์ดยังดันโค้ชที่เคยฝึกสอนเด็กเยาวชนพวกนั้นขึ้นมาเป็นผู้ช่วยของเขาอีกด้วย อย่างน้อยสภาพจิตใจของเด็ก ๆ จะได้รู้สึกว่าเขามีคนคุ้นเคยอยู่ในทีมสตาฟฟ์
และก็อย่างที่เขาว่าอีกนั่นแหละ ลูกบอลกลม ๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ภาพตัดไปที่ช่วงจบฤดูกาล เชลซีจบที่อันดับ 4 ในลีก เข้ารอบชิงเอฟเอคัพ เข้ารอบ 16 ทีมถ้วยยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกส์ แล้วยังสามารถดันเด็กปั้นของสโมสรขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีม อย่างเมสัน เมาท์, แทมมี่ อับราฮัม, รีซ เจมส์, บิลลี่ กิลมอร์ เป็นต้น
ซึ่งเด็กปั้นเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวหลักของทีมเชลซีเท่านั้นเมสัน เมาท์ กับแทมมี่ อับราฮัม ยังโชว์ฟอร์มดีจนถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษไปแล้ว จากมรสุมที่คิดว่าจะพัดถล่มเข้ามาแสตมฟอร์ดบริดจ์ เลยกลายเป็นแค่ฝนปรอย ๆ เม็ดบาง ๆ ปลิวไปตามสนามหญ้าให้พอชุ่มใจ
งานนี้ต้องยกเครดิตให้กับแฟรงค์ แลมพาร์ด กับเหล่าสตาฟฟ์ และนักเตะที่สามารถฝ่าฟันจนทำให้เรื่องใหญ่ ๆ นั้นกลายเป็นเรื่องที่เล็กลงมาถนัดตา และที่ลืมไม่ได้คือทีมงานจากอคาเดมีของเชลซีที่อดทนฝ่าฟันจนมีวันนี้ได้
จากที่เล่ามาเบื้องต้นหลายคนก็คงคิดว่าจะจบแค่นั้น หรือแค่การแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ดูเหมือนแลมพาร์ดจะมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ไม่ได้ป่าวประกาศให้คนอื่นรับทราบ แต่สื่อต่าง ๆ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าโปรเจ็กต์นี้คือ “แผน 3 ปีสู่ความยิ่งใหญ่”
ปีที่ 1 คือปีที่ผ่านมา เป็นการวางรากฐานนักเตะด้วยเด็กปั้น เป้าหมายคือการเอาตัวรอดให้ได้โควต้ายูฟ่าแชมเปี้ยนลีกส์
ปีที่ 2 คือฤดูกาลที่กำลังจะเริ่มนี้ เป็นการเติมในสิ่งที่ขาด เสริมทีมด้วยนักเตะบิ๊กเนม และนักเตะที่เป็นวันเดอร์คิดเข้าสู้ทีม ลดช่องว่างของคะแนนจากแชมป์เก่า ซึ่งปีที่ผ่านมาห่างกันระดับ 30 แต้ม เป้าหมายปีนี้ก็น่าจะลดช่องว่างให้เหลือเลขตัวเดียว
ปีที่ 3 คือพร้อมจะลุ้นแชมป์ แบบไม่มีข้อแม้
ซึ่งจากสถานการณ์โรคระบาดในปีนี้ยิ่งทำให้แผนการในปีที่ 2 ของเชลซีสะดวกราบรื่นไปอีก เพราะทีมยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ กลับไปมีปัญหาเรื่องงบประมาณซื้อตัวผู้เล่น ผิดกลับเชลซีที่เตรียมเงินไว้ 200-300 ล้านปอนด์เพื่อช้อปตัวผู้เล่น
เราจึงได้เห็นฮาคีม ซีเย็ค, ติโม แวเนอร์, ติอาโก้ ซิลวา, เบน ชิลเวลล์ ตบเท้าเข้าสู่รั้วสนามฝึกค็อปแฮมของเชลซีอย่างไม่ขาดสาย และอีกไม่นานนี้ก็คงจะเปิดตัว ไค ฮาแวทซ์ เพื่อเติมความครีเอทในด้านเกมรุกให้เพิ่มขึ้นอีกระดับ
ก็คงจะพูดได้เต็มปากว่าเป็นฟ้าหลังฝนที่สดใสในแสตมฟอร์ดบริดจ์ ทุกอย่างกลับมาเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง ความกระหายในชัยชนะกลับมาอย่างเต็มเปี่ยม ไม่มีอีกแล้วสำหรับตัวละครลับที่เปิดตัวก่อนช่วงตลาดปิด ตอนนี้ผู้เล่นแต่ละคนที่เข้ามาเป็นตัวเลือกแรกของแลมพาร์ดทั้งหมด เป็นการแสดงว่าสโมสรหนุนหลังอย่างแลมพ์เต็มที่
สุดท้ายนี้ก็อย่างที่เขาว่าไว้อีกนั้นแหละ ลูกบอลกลม ๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ รายชื่อบนกระดาษวัดอะไรไม่ได้ นอกจากผลงานในสนามเท่านั้นที่จะวัดได้ แฟน ๆ ก็เตรียมให้กำลังใจเชลซีเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย
แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเรื่องหุ้น ปีนี้เชลซีน่าซื้อที่สุดแล้ว
ขอบคุณภาพจาก www.reddit.com





























