ใครที่พอจะได้ตามข่าวเรื่อง การผลิตวัคซีนต้าน COVID-19 ทั่วโลกล่าสุด ที่ Tonkit360 อัปเดตไปแล้วก่อนหน้านี้ คงจะสังเกตเห็นว่า “วัคซีน Sputnik V (สปุตนิก 5)” ที่พัฒนาขึ้นโดยประเทศรัสเซียนั้น ยังมีข้อกังขาอยู่มากในเรื่องของความปลอดภัยและความสามารถในการป้องกันโรคเมื่อนำมาใช้งานจริง เนื่องจากวัคซีนตัวนี้ยังไม่ผ่านการทดลองในเฟส 3 ซึ่งเป็นการทดสอบกับกลุ่มคนจำนวนหลักพันถึงหลักหมื่นเสียด้วยซ้ำ
ในการผลิตวัคซีน หลังจากที่ผ่านเฟส 1 และเฟส 2 มาแล้ว จำเป็นต้องมีการทดสอบในเฟสที่ 3 ด้วย เพื่อทดสอบว่าวัคซีนนั้นสามารถป้องกันโรคได้จริงหรือไม่ และปลอดภัยที่จะใช้กับคนทั่วโลกหรือไม่นั่นเอง ใครที่ยังสงสัยอยู่ สามารถหาคำตอบเพิ่มเติมได้จาก “วัคซีนรัสเซีย” กับข้อกังขาต้าน COVID-19 ได้จริงหรือไม่?
ในขณะเดียวกัน หลายคนอาจไม่ได้ข้องใจกับเรื่องราวที่แพทย์หรือนักวิจัยต่างกังวลกันอยู่ เพราะเรื่องของการทดลองวัคซีนอาจไกลตัวเกินไป แต่สิ่งที่ข้องใจกลับเป็นชื่อของวัคซีนมากกว่า ว่า “Sputnik V มีที่มาที่ไปอย่างไร?” หรือ “Sputnik ชื่อนี้ฟังดูคุ้น ๆ” หรือ “อยู่ดี ๆ ก็ Sputnik V (สปุตนิก 5) แล้ว 1, 2, 3, 4 ล่ะอยู่ที่ไหน” Tonkit360 จะพาทุกคนไปหาคำตอบของข้อข้องใจนั้นเอง
ชื่อ Sputnik (สปุตนิก) อยู่ในหนังสือเรียน!
นี่คือคำตอบว่า ทำไมหลายคนถึงได้คุ้นกับชื่อวัคซีน Sputnik ของรัสเซียนัก เพราะว่าเราเคยเห็นชื่อนี้กันมาแล้วในหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์โลก
Sputnik เป็นชื่อของโครงการการส่งยานอวกาศ ที่จัดขึ้นโดยสหภาพโซเวียตในขณะนั้น ถือเป็นวัตถุที่มนุษย์สร้างเครื่องแรกของโลกที่พยายามเอาชนะแรงโน้มถ่วงของโลกขึ้นไปโคจรรอบโลกในฐานะ “ดาวเทียม”
สิ่งที่ทำให้ชื่อ Sputnik เข้าไปอยู่ในหนังสือเรียนประวัติศาสตร์แทนที่จะอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์นั้น เป็นเพราะมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์โลกเหตุการณ์หนึ่งที่เรียกว่า “สงครามเย็น”
แล้วอะไรคือ “สงครามเย็น”
สงครามเย็น เป็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างมหาอำนาจ 2 ประเทศของโลกในขณะนั้น คือ สหรัฐอเมริกา ที่มีอุดมการทางการเมืองแบบประชาธิปไตย และสหภาพโซเวียต (ชื่อในขณะนั้น) ที่มีอุดมการทางการเมืองแบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ดังนั้น สงครามเย็น จึงเป็นภาวะการทำสงครามด้วยการช่วงชิงด้านการเมือง เศรษฐกิจ และแสนยานุภาพของประเทศมหาอำนาจทั้ง 2 ประเทศ ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามที่จะข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามโดยที่ไม่ได้ทำสงครามกันโดยตรง แต่ใช้วิธีสนับสนุนให้ประเทศพันธมิตรของตนทำสงครามแทนในลักษณะของ “สงครามตัวแทน” หรือให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ การทำสงครามเย็น เป็นการทำสงครามในเชิงจิตวิทยาระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต โดยที่ทั้ง 2 ประเทศไม่ได้ออกมารบราฆ่าฟันกัน โดยสงครามเย็นเกิดในช่วงปี 1945 เรื่อยมาถึงประมาณปี 1991 ซึ่งสิ้นสุดอย่างเป็นทางการจากเหตุการณ์การล่มสลายของสหภาพโซเวียต
อย่างไรก็ดี ทั้ง 2 ประเทศไม่ได้พยายามจะโจมตีกันเพียงเรื่องของกองกำลังทหาร และการต่อสู้เพื่อครองความเป็นใหญ่ผ่านสงครามตัวแทนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม การพยายามจารกรรมข้อมูลความมั่นคงของกันและกัน การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และการแข่งขันทางเทคโนโลยี ซึ่ง การแข่งขันทางอวกาศ ก็เป็นหนึ่งในการต่อสู้ช่วงสงครามเย็น
การแข่งขันทางอวกาศ ที่มาของ Sputnik I
การแข่งขันทางอวกาศนี้ เป็นการที่ทั้ง 2 ประเทศแข่งขันกันคิดค้นดาวเทียม การคิดค้นยานสำรวจอวกาศ การคิดค้นที่จะนำสิ่งมีชีวิตขึ้นไปโคจรอยู่ในอวกาศ โดยเฉพาะมนุษย์ โดยสงครามอวกาศนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อสหภาพโซเวียตตอบรับคำท้าทายของสหรัฐอเมริกาที่จะส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ เพื่อเอาชนะสหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียตจึงเร่งพัฒนาความสามารถทางอวกาศของตนอย่างเร่งด่วน จนในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ด้วยการส่งดาวเทียม Sputnik I (สปุตนิก 1) ขึ้นไปโคจรในอวกาศ แม้ว่าจะโคจรอยู่รอบโลกได้ไม่นานก็ตาม
สหภาพโซเวียตไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะต่อมาอีกไม่กี่ปี สหภาพโซเวียตได้ส่งมนุษย์คนแรกขึ้นไปยังอวกาศได้สำเร็จและเดินทางกลับสู่โลกได้อย่างปลอดภัย ซึ่งมนุษย์ผู้นั้นก็คือ ยูริ กาการิน ด้วยยานวอสตอค 1 (Vostok I) และอีกครั้งคือ นักบินอวกาศหญิงคนแรกของโลก วาเลนตีนา เตเรชโควา ด้วยยานวอสตอค 6 (Vostok VI)
เมื่อสหภาพโซเวียตทำสำเร็จแล้ว ก็ถึงเวลาของสหรัฐอเมริกา ที่ส่งนักบินอวกาศคนแรกขึ้นไปหลังจากยูริ กาการินไม่กี่วัน ซึ่งก็คือ อลัน เชปเพิร์ด ด้วยจรวดขับดันเรดสโตน ต่อมา สหรัฐอเมริกาก็ประสบความสำเร็จในการส่งมนุษย์กลุ่มแรกขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ (ไม่ใช่เพียงออกไปโคจรนอกโลก) ด้วยยานอะพอลโล 11 (Apollo XI) ประกอบด้วยนีล อาร์มสตรอง, เอดวิน อัลดริน และไมเคิล คอลินส์ โดยที่นีล อาร์มสตรองเป็นมนุษย์คนแรกที่เท้าเหยียบลงบนดวงจันทร์
Sputnik II, Sputnik III และ Sputnik IV (สปุตนิก 2, 3 และ 4)
เมื่อ Sputnik I ประสบความสำเร็จ สหภาพโซเวียตก็ได้ส่ง Sputnik II (สปุตนิก 2) โดยครั้งนี้ สิ่งมีชีวิตที่เอาขึ้นไปไม่ได้มีแค่มนุษย์ แต่มีสุนัขฮัสกีเพศเมียที่ชื่อว่า ไลก้า ขึ้นไปด้วย สุนัขจึงเป็นสิ่งมีชีวิตแรกที่ไม่ใช่มนุษย์ที่ได้ขึ้นไปท่องอวกาศ
ต่อมา สหภาพโซเวียตก็ได้ส่งดาวเทียม Sputnik III ขึ้นอวกาศ โดยดาวเทียมดวงนี้มีหน้าที่ในการสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ของชั้นบรรยากาศ ตามด้วย Sputnik IV หรือในอีกชื่อ คือ Korabl-Sputnik 1 ที่ส่งขึ้นไปตรวจสอบวิธีการบินอวกาศ และเพื่อศึกษาการทำงานของระบบช่วยชีวิตและความเครียดในขณะบินของนักบินอวกาศ
และนี่คือที่มาที่ไปของชื่อ Sputnik V ที่กลายเป็นชื่อของวัคซีนต้าน COVID-19 ของรัสเซีย
ข้อมูลจาก NASA, สมาคมดาราศาสตร์ไทย






























