ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับคนไทยสายเที่ยวทั้งหลาย เพราะตั้งแต่นี้ไป “หนังสือเดินทาง หรือ พาสปอร์ต (Passport)” ที่เราใช้ยืนยันตัวตนกันเวลาเดินทางไปต่างประเทศ จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นกว่าเดิม โดยสามารถใช้ได้ยาวถึง 10 ปี! ซึ่งเป็นผลดีต่อคนเดินทางบ่อย ๆ หรือคนที่ไม่ค่อยได้เดินทาง เพราะไม่ต้องเสียเงินทำใหม่บ่อย ๆ
นอกจากจะเพิ่มเรื่องอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นแล้ว หนังสือเดินทางรุ่นใหม่นี้ยังอัปเกรดรายละเอียดในเล่มมากขึ้นกว่ารุ่นเก่าด้วย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัย มีการเก็บข้อมูลที่ทันสมัย และยากต่อการปลอมแปลง รายละเอียดที่จะเพิ่มเติมในหนังสือเดินทางรุ่นใหม่ ที่กรมการกงสุลเปิดเผยรายละเอียด คือ
- บริการให้ถือหนังสือเดินทางได้ 10 ปี ให้บริการตั้งแต่เดือน ส.ค. 63 แต่อนุญาตให้เฉพาะผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วเท่านั้น เนื่องจากเด็กและเยาวชนหน้าตาจะยังไม่คงที่ ทั้งนี้ไม่ได้ยกเลิกหนังสือเดินทางอายุ 5 ปี ผู้ทำสามารถเลือกได้
- จำนวนหน้าที่เพิ่มขึ้น
- มีการเก็บรูปหน้าจริงไว้ในหนังสือเดินทาง
- ลายเซ็นเป็นแบบนูน สามารถสัมผัสได้
- มีภาพช้างยกงวงในหน้าหนังสือเดินทาง ซึ่งหากกรีดเล่มหนังสือเดินทางจะเห็นเป็นภาพช้างยกงวงขึ้นลง
- หน้าหนังสือเดินทางทุกหน้
าจะพิมพ์ภาพสถานที่สำคัญทางป ระวัติศาสตร์ไทยพร้อมคำบรรยายสถานที่ เพื่อให้ความรู้แก่คนไทยได้ศึก ษาระหว่างเดินทาง อีกทั้งยังเป็นเอกลักษณ์เกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรมไทย - มีการเก็บข้อมูลทางชีวภาพตัวบุคคลเพิ่มเติม เช่น ม่านตา และอื่น ๆ ซึ่งเปลี่ยนจากเดิมที่ใช้แค่การสแกนใบหน้าและลายนิ้วมือเท่านั้น โดยเป็นการเก็บข้อมูลความลับในทางราชการที่ไม่เปิดเผย
ความรู้เกี่ยวกับหนังสือเดินทาง
หนังสือเดินทาง เป็นเอกสารสำคัญที่แสดงรายละเอียดของบุคคลที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศ สิ่งที่จะระบุในหนังสือเดินทาง จะมีชื่อผู้เดินทาง ลายมือชื่อ รูปถ่าย อายุ สัญชาติ ศาสนา อาชีพ และเลขที่หนังสือเดินทาง เป็นต้น ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางไปต่างประเทศ และเป็นเอกสารสำคัญที่จะใช้เป็นหลักฐานที่จะขอหนังสือตรวจลงตรา (Visa) เข้าประเทศต่าง ๆ อีกด้วย
ความรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของหนังสือเดินทางไทย
หนังสือเดินทางมีประวัติการใช้งานมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งโดยปกติจะเป็นการเดินทางของชนชั้นปกครอง ขุนนาง พ่อค้า และนักสอนศาสนา การเดินทางของกลุ่มบุคคลดังกล่าวส่วนใหญ่จะใช้หนังสือหรือสาส์นของกษัตริย์ หรือผู้ปกครองของรัฐตนไปถึงกษัตริย์ หรือผู้ปกครองของอีกรัฐหนึ่ง โดยจะระบุวัตถุประสงค์ของการเดินทางของคณะบุคคลของรัฐผู้ส่ง และขอให้รัฐผู้รับให้ความคุ้มครอง และอำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น พระราชสาส์นของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ทรงแต่งตั้งคณะราชทูตอัญเชิญพระราชสาส์นไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส ในสมัยอยุธยา
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เริ่มปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการออกหนังสือเดินทางสำหรับคนไทย เพื่อเป็นเอกสารยืนยันตัวตนของคนไทย โดยกระทรวงมหาดไทยจะออกเป็นหนังสือราชการที่เขียนด้วยลายมือ สำหรับการเดินทางระหว่างเขต เมือง มณฑล หรือภายในพระราชอาณาเขต โดยระบุระยะเวลาในการใช้งาน วัตถุประสงค์ในการเดินทาง และมีความขอให้ข้าหลวงมณฑล ผู้ว่าราชการเมือง กรมการจังหวัด อำนวยความสะดวกในการเดินทาง
แต่ในสมัยนั้น ยังไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ว่าการเดินทางออกนอกพระราชอาณาเขตของคนสยามจำเป็นต้องมีหนังสือเดินทาง ประชาชนจึงไม่ได้ยึดถืออย่างเคร่งครัดว่าหนังสือเดินทางเป็นสิ่งจำเป็น เพราะยังไม่มีการตรวจตราการเดินทางเข้าออกประเทศอย่างเข้มงวด
ภายหลัง ได้เริ่มมีหนังสือเดินทางที่เป็นรูปเล่มตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 รัฐบาลประเทศต่าง ๆ เริ่มมีการตรวจลงตราหนังสือเดินทางของคนต่างชาติอย่างเข้มงวด ทำให้ผู้เดินทางออกจากพระราชอาณาเขตของไทย โดยไม่มีหนังสือเดินทางถูกกักไม่ให้เข้าประเทศ หรือถูกจับกุมในฐานะผู้หลบหนีเข้าเมือง หรือถูกส่งกลับประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่จึงได้กำหนดกฎเกณฑ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการออกหนังสือเดินทาง โดยการออก “ประกาศว่าด้วยผู้เดินทางออกไปนอกพระราชอาณาเขตให้มีหนังสือเดินทาง” และให้คนไทยที่จะเดินทางออกไปประเทศที่อยู่ห่างไกลต้องขอหนังสือเดินทางจากกระทรวงการต่างประเทศ และหากเดินทางไปประเทศใกล้เคียงติดต่อกับพระราชอาณาเขตต้องขอจากผู้ว่าราชการจังหวัด หรือสมุหเทศาภิบาลในมณฑลของตน
ในปี 2470 ประเทศไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฉบับแรก ตามการประชุมหารือเกี่ยวกับการกำหนดรูปแบบหนังสือเดินทางที่ประเทศฝรั่งเศสในปี 2463 ทำให้เกิดกฎเกณฑ์และการปรับเปลี่ยนรูปแบบของหนังสือเดินทาง เป็นลักษณะรูปเล่ม
ต่อมา เป็นยุคของหนังสือเดินทางแบบดิจิทัล เริ่มมีการนำมาใช้ในปี 2536 ตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ โดยนำระบบ Digital Passport System มาใช้พิมพ์รูปผู้ถือหนังสือเดินทางลงในหนังสือเดินทางด้วยระบบดิจิทัลแทนการติดรูปถ่าย และให้ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในแผ่นเดียว เพื่อให้สามารถอ่านได้ด้วยเครื่อง
ในปี 2543 กระทรวงการต่างประเทศได้พัฒนาการนำเทคโนโลยีการถ่ายรูป การบันทึกข้อมูล และการพิมพ์ข้อมูลลงในเล่มโดยตรง รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนราษฎร์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์กับฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้สามารถตรวจสอบสถานะของผู้ขอหนังสือเดินทางด้วยเลขประจำตัวประชาชน ซึ่งลดเวลาการรับคำร้องและสามารถผลิตหนังสือเดินทางได้ภายใน 3 วันทำการ
ในปี 2545 กระทรวงการต่างประเทศเพิ่มคุณลักษณะที่สามารถป้องกันการปลอมแปลง (security features) เช่น การใช้สารเคมีที่ไม่มีในตลาดในการใส่เครื่องหมายที่ต้องใช้เครื่องเฉพาะในการตรวจสอบ การพิมพ์ลวดลายด้วยหมึกที่มองเห็นภายใต้แสงอัลตร้าไวโอเลตแบบ rainbow effect และใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ระดับเดียวกับการพิมพ์ธนบัตร
ต่อมาเป็นยุคหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มมาจากเหตุการณ์ก่อการร้ายที่สหรัฐอเมริกา ในปี 2545 ทำให้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศและประเทศต่าง ๆ พยายามหามาตราการสกัดกั้นการก่อการร้ายระหว่างประเทศโดยการนำระบบการบรรจุข้อมูลชีวมาตร (Biometric Technology Data อาทิ การจำหน้าตา ลายนิ้วมือ ม่ายตา) กำหนดเป็นมาตรฐานของหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทำให้ปลอมแปลงยากและตรวจสอบตัวบุคคลได้แม่นยำขึ้น
จากนั้น กระทรวงการต่างประเทศเริ่มให้บริการหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2548 เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ คือมีความกว้าง 88 มม. ความสูง 128 มม. โดยมีอายุการใช้งาน 5 ปี ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลในเล่ม และไม่สามารถต่ออายุการใช้งาน
วัสดุที่ใช้ประกอบด้วยกระดาษที่เป็น security paper พิเศษ เนื้อกระดาษมีเส้นใยที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และมีลวดลายที่มองไม่เห็นกระจายอยู่ทั่วแผ่น แผ่นข้อมูลเป็นพลาสติก polycarbonate เพื่อใช้การพิมพ์ด้วยเลเซอร์ และมีการพิมพ์ลวดลายแฝงบนหน้าข้อมูล สำหรับข้อมูลชีวมาตร มีการเก็บรูปใบหน้าและลายนิ้วมือลงใน microchip ซึ่งเป็นแบบ contactless IC
การนำหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางในการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง โดยทำให้สามารถใช้ระบบ automatic gate ในการเดินทางเข้า-ออกนอกประเทศไทย และใช้ยืนยันตัวบุคคลได้อย่างถูกต้อง
มาจนถึงล่าสุดในปี 2563 หนังสือเดินทางก็ถูกพัฒนามาให้ใช้งานได้ 10 ปี และได้เพิ่มความปลอดภัยในการยืนยันตัวบุคคล และยากต่อการปลอมแปลงมากขึ้น ดังที่ให้รายละเอียดไปแล้วข้างต้น
อัปเดตสำนักงานหนังสือเดินทาง
กรมการกงสุล ไม่ได้ออกหนังสือเดินทางรูปแบบใหม่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเปิดสำนักงานหนังสือเดินทางเพิ่มด้วยทั้งในส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑล เปิดเพิ่ม 4 แห่ง คือ
- ศูนย์การค้า MBK Center
- อาคาร CAT (แจ้งวัฒนะ)
- เซ็นทรัล เวสต์เกต นนทบุรี
- ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต
ต่างจังหวัด เปิดเพิ่ม 4 แห่ง
- เพชรบุรี
- บุรีรัมย์
- หนองคาย
- นครศรีธรรมราช
ซึ่งหนังสือเดินทางรุ่นใหม่ที่ว่านี้ ได้เปิดให้ทำพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา หากประสงค์ที่จะไปทำหนังสือเดินทาง สามารถจองคิวล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ และต้องตรวจสอบวันและเวลาทำการของสำนักงานหนังสือเดินทางในแต่ละที่ด้วย ดังนี้


ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับหนังสือเดินทางจาก กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ






























