คำเตือนสำหรับนายทุนที่อยากเป็นเจ้าของสื่อ

ในช่วงของวันหยุดยาวแบบนี้ แรกทีเดียวอยากจะชวนคุณผู้อ่านคุยเรื่องเบา ๆ แบบชวนหัว แต่พอได้หยิบหนังสือ “ต้องแพ้เสียก่อนจึงจะชนะได้” ที่เขียนโดย “คุณสนธิ ลิ้มทองกุล” เจ้านายเก่า ที่บัดนี้ผู้เขียนยังคงเรียกว่า “นาย” เอามานั่งคุยกัน และทุกครั้งที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ภาพที่ซ้อนทับกันในความทรงจำ คือการตัดสินใจลาออกจากสื่อออนไลน์ที่กำลังเป็นดาวเด่นในช่วงปี 2000 ไปสู่สื่อสิ่งพิมพ์ที่คุ้นเคยอีกครั้ง ด้วยประโยคบางประโยคในหนังสือที่ว่า

“หนังสือพิมพ์เป็นสินค้าประเภทหนึ่งแต่ก็ต่างกว่ายาสีฟัน ตรงที่ว่าหนังสือพิมพ์มีชีวิตจิตใจ ในขณะที่ยาสีฟัน องค์ประกอบของเนื้อยาสีฟันเป็นสารเคมี แต่หนังสือพิมพ์มีตัวหนังสือที่ถูกกลั่นกรองมาจากวิญญาณของคนทำ ถ้าวิญญาณของคนทำขาดความมั่นใจและความเชื่อมั่นแล้ว ตัวหนังสือบนหนังสือพิมพ์ก็ไม่ต่างอะไรจากหมึกเปื้อนกระดาษ”

อ่านจบปุ๊บ ตัดสินใจลาออกจากความน่าเบื่อหน่ายที่ต้องเผชิญกับนายทุนที่ไม่รู้เรื่องสื่อทันทีค่ะ เป็นการตัดสินใจหลังจากได้รับคำชักชวนจากผู้ใหญ่ที่รู้จักกันในแวดวงน้ำหมึก เพื่อไปบุกเบิกหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ทำให้ได้ประสบการณ์ชีวิต และแล่นเรือออกสู่มหาสมุทรของวรรณกรรมรายวัน จนกระทั่งมาจบการทำงานในฐานะนักหนังสือพิมพ์กับสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์

ที่หยิบเอาหนังสือเล่มนี้มาคุยกับคุณผู้อ่าน เพราะส่วนตัวรู้สึกว่ายุคนี้คือยุคที่นายทุนรุ่นใหม่อายุน้อยลงเรื่อย ๆ ขณะเดียวกัน แต่ละท่านต่างก็มีความต้องการในการเป็นเจ้าของสื่อ ทั้งสื่อออนไลน์ สื่อโทรทัศน์ และกำลังลามไปจนถึง สื่อรูปแบบใหม่ที่มาในรูปแบบสตรีมมิ่ง

มีคำกล่าวหนึ่งที่ผู้เขียนได้ยินมาตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เข้าวงการน้ำหมึกว่า “เป็นนักการเมืองอาจครองประเทศแค่สี่ปี แต่เป็นสื่อครองประเทศตลอดกาล” ดูเป็นประโยคที่อหังการมิใช่น้อยนะคะ แต่มันเป็นเรื่องจริง เพราะสื่อนั้นมีอิทธิพลต่อสังคม และคนในสังคม แม้ว่าในยุคนี้จะเป็นยุคของสื่อรูปแบบใหม่ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังต้องมีการตีข่าวเล่าเรื่องจากสื่อสารมวลชนมืออาชีพอยู่ดี

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราเห็นนายทุนที่รวยระดับพันล้าน ทั้งที่เปิดเผยตัวตนและไม่เปิดเผยตัวตน ต่างถือครองสื่อ คนละหัวสองหัว แต่ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จทุกรายไป เพราะการเป็นสื่อนั้น คือการสร้างความน่าเชื่อถือ ดังที่วรรคทองจากหนังสือคุณสนธิ ได้อธิบายเอาไว้ด้านบน

แต่นายทุนที่คิดแต่กำไร ขาดทุน ขาดความเข้าใจเรื่องสื่อ คิดแค่ว่า “ใครมีอะไรเราต้องมีด้วย” หรือ “ดึงเอาคนดัง ๆ มารวมกันเดี๋ยวก็ขายได้” หรือ “ทำเรื่องที่ชาวบ้านสนใจยังไงก็เรตติ้งพุ่ง” แล้วแพทเทิร์นแบบนี้จะอยู่ในหัวของนายทุนที่ไม่มีความเข้าใจในการทำสื่อเกือบทุกคน

ในความจริงของการผลิตสื่อ ใช่ว่านายทุนรายนั้นมีสายป่านยาวทุ่มได้ไม่อั้นแล้วจะสามารถสร้างสื่อนั้นให้เกิดได้ หากนายทุนรายนั้นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับทีมงานด้วย เพราะการผลิตสื่อหัวใจสำคัญอยู่ที่เนื้อหา ว่าใครจะสร้างความแตกต่างได้มากกว่ากัน และความแตกต่างนั้นต้องถูกใจคนส่วนใหญ่ ซึ่งทั้งหมดนั้นมาจากมันสมองของคน ที่เราเรียกว่าความคิดสร้างสรรค์ ถ้าทีมงานมีความเชื่อมั่นแบบเต็มร้อย ทุ่มให้กับงานที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่ ผลที่ได้รับจะคุ้มค่ายิ่งสำหรับการลงทุน

หากแต่นายทุนยุคใหม่บางส่วนเหยียบเท้าเข้าสู่วงการเพียงเพื่อให้มีสื่อประดับบารมี แต่ไม่ได้สนใจว่าการผลิตเนื้อหาผ่านสื่อของตนเองนั้นมีคุณภาพเพียงพอที่จะทำให้คนรับสื่อเชื่อมั่นได้หรือไม่ ให้ความสนใจแต่เรตติ้งที่พุ่งขึ้นหวือหวา หรือการใช้ประโยชน์ในการต่อยอดธุรกิจของตนเอง และเมื่อมีเจ้าหนึ่งทำ ก็ต้องมีเจ้าที่สอง ลักษณะแบบนี้เป็นโรคติดต่อของคนมีเงินที่เรียกว่า “อยากมีเกียรติ”

มาถึงบรรทัดนี้ ถ้ามีนายทุนที่กำลังคิดว่าจะเป็นเจ้าของสื่อสักประเภท บังเอิญได้อ่านคอลัมน์นี้เข้า อยากจะให้ถามตัวเองอีกครั้งว่าคุณพร้อมแค่ไหนในการเข้าสู่ธุรกิจเผาเงินทุน เพราะการลงทุนเพื่อสร้างสื่อให้เป็นที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ หนึ่งหรือสองปี แต่คุณต้องเผาเงินเล่นอย่างน้อยห้าปี และในระหว่างนั้นคุณต้องเจอกับกองบรรณาธิการที่ไม่ยอมตามใจฝ่ายขายหรือฝ่ายการตลาด หรือคนทำสื่อประเภทเช้าชามเย็นชาม

ถามตัวเองให้ได้ก่อนว่าทนได้ไหม ถ้าทนได้ก็ลองดู แต่ถ้าทนไม่ได้ ขอแนะนำในฐานะที่เห็นนายทุนบาดเจ็บล้มตายในวงการไปกันเยอะว่า เอาเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ยังเสี่ยงน้อยกว่า

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ