
รู้หรือไม่? ว่าบ้านเรากำลังจะมีรถไฟความเร็วสูงในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้านคมนาคมของไทย โดยโปรเจกต์นี้ถือว่าเป็น “สิ่งใหม่” และ “ความก้าวหน้า” ทั้งด้านคมนาคมและเศรษฐกิจสำหรับประเทศไทยเลยทีเดียว
เมกะโปรเจกต์รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
เปิดตัวลงนามเซ็นสัญญาไปอย่างยิ่งใหญ่เมื่อ 24 ต.ค. 2562 โดยโครงการนี้ คือโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่มีเส้นทางเชื่อมต่อ 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) รวมถึงการเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพมหานคร และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งโครงการนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership : PPP) คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่ม CPH)
จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) คาดว่าจะใช้เวลาเตรียมการก่อนการประมูลโครงการไม่ต่ำกว่า 2 ปี โดยมั่นใจว่า “รถไฟความเร็วสูง” สายแรกของไทย จะเริ่มก่อสร้างได้ภายใน 12 เดือน และจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 5 ปี คือภายในปี 2566 หรืออย่างช้าที่สุดคือปี 2567
แล้วรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนี้มีดีอย่างไร? ประโยชน์ที่เราจะได้จากรถไฟความเร็วสูงคือ ขบวนรถด่วนจากสถานีมักกะสัน ถึงสนามบินอู่ตะเภา ใช้เวลาเพียง 45 นาทีเท่านั้น โดยมีความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง มีสถานีทั้งหมด 9 สถานี เริ่มต้นที่สนามบินดอนเมือง วิ่งตรงสู่สถานีกลางบางซื่อ ผ่านสถานีมักกะสัน เลี้ยวเข้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ มุ่งหน้าต่อไปตามแนวทางรถไฟสายตะวันออก ผ่านแม่น้ำบางปะกงเข้าสู่สถานีฉะเชิงเทรา สถานีชลบุรี สถานีศรีราชา สถานีพัทยา และเข้าสู่สนามบินอู่ตะเภาเป็นสถานีสุดท้าย ระยะทางรวม 220 กิโลเมตร
นอกจากนี้ยังมีการเตรียมการส่วนต่อขยายอู่ตะเภา-ตราด ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดเส้นทาง เส้นทางนี้จะผ่านนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เข้าสู่สถานีรถไฟระยอง และสถานีรถไฟแกลง เขตเข้าจังหวัดจันทบุรี เข้าสู่สถานีรถไฟจันทบุรี และสิ้นสุดทั้งเส้นทางที่สถานีรถไฟตราด ในพื้นที่อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ระยะทาง 40 กิโลเมตร
ไม่หมดเพียงเท่านี้ รถไฟความเร็วสูงนี้ยังมีแผนโครงการในอนาคตที่อาจจะเป็นไปได้ คือ เชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ไปต่อที่นครโฮจิมินห์ และกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ก่อนจะแยกสายไปสู่คุณหมิงและหนานหนิง ประเทศจีนด้วย
รถไฟความเร็วสูงเชื่อมไทย-จีน

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมทั้งหมดของโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงในประเทศไทยนั้นไม่ใช่เพียงเส้นทางเชื่อมต่อกับ 3 สนามบินเท่านั้น แต่ยังมีเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังประเทศจีนด้วย
ความคืบหน้ารถไฟความเร็วสูงไทย-จีนนั้น เพิ่งมีการประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้เจรจาร่วมกันจนได้ข้อยุติในส่วนของร่างสัญญาการวางรางและระบบการเดินรถ ระบบอาณัติสัญญาณ พร้อมขบวนรถเป็นที่เรียบร้อย และกำลังจะร่วมลงนามในสัญญาในการประชุมครั้งหน้า ประมาณเดือน ต.ค. 63 นี้
รถไฟความเร็วสูงประตูสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ
จากข้อมูลของกรมขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม ได้วางแผนปฏิบัติงานด้านคมนาคมขนส่ง เมื่อปี 2562 ว่าประเทศไทยมีแผนจะเพิ่มเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเป็น 2,505 กิโลเมตร
นอกจากนี้ ไทยยังมีเส้นทางรถ

ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ช่วงชุมทางบ้านภาชี-นครราชสีมา ก็เพิ่งมีการขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รวมถึงการอนุรักษ์อาคารสถานีและโครงสร้างพื้นฐานระบบรางไปเมื่อ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา เปลี่ยนแปลงจากการก่อสร้างอุโมงค์คู่ทางเดี่ยวเป็นอุโมงค์เดี่ยวทางคู่ และการอนุรักษ์อาคารสถานีและโครงสร้างพื้นฐานระบบราง โดยสำรวจสถานีรถไฟที่ต้องอนุรักษ์ เพื่อกำหนดแนวทางในการอนุรักษ์ การบำรุงรักษาอย่างชัดเจน
สำหรับใครที่สงสัยว่า EIA นั้นคืออะไร? EIA คือ รายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment Report : EIA) เป็นการศึกษาเพื่อคาดการณ์ผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบจากการพัฒนาโครงการ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและนำมาใช้ในการประกอบการตัดสินใจพัฒนาโครงการ หรือคือการหาทางป้องกันผลกระทบในทางลบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นในโครงการนั้นให้มีน้อยที่สุด รวมถึงใช้ทรัพยากรธรรมชาติมีประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด
ดังนั้น เมื่อรถไฟความเร็วสูงในไทยดำเนินการก่อสร้างเสร็จและพร้อมใช้งาน ก็จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในอีกหลายด้าน ทั้งความสะดวกในการคมนาคมสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศ เกิดการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน นำความเจริญสู่ชุมชน กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีทางด้านเศรษฐกิจตามมาด้วย เกิดการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้มีโอกาสในการค้าขายเพิ่มขึ้น ผลดีทางด้านการท่องเที่ยว และยังเปิดโอกาสให้คนไทยได้เรียนรู้การทำงานในโครงการด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงที่มีความล้ำสมัยอย่างต่อเนื่องอีกด้วย






























