
แม้ว่าประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่เปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศ และเริ่มให้การยอมรับเพศที่สามมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงมีข้อกังขากันอยู่ คือการออกกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรับรองสถานะในการใช้ชีวิตคู่ของกลุ่มคู่รักเพศเดียวกัน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีความพยายามในการผลักดันพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คู่ชีวิตมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมองว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่กลุ่มเพศทางเลือกซึ่งเรียกตัวเองว่า LGBTQ+ นั้น ควรได้รับอย่างชอบธรรมและเท่าเทียมไม่ต่างจากคู่รักชาย-หญิงที่มีกฎหมายรับรอง
จุดเริ่มต้นความเท่าเทียม
ร่างพ.ร.บ.คู่ชีวิต มีจุดเริ่มต้นมาจากคู่รักชายรักชายที่มีความประสงค์จะจดทะเบียนสมรส ที่อำเภอเมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อปี 2555 แต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากขัดต่อเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทางอำเภอจึงไม่สามารถรับจดทะเบียนสมรสได้
คู่รักดังกล่าวจึงทำหนังสือร้องเรียนไปยังกรรมาธิการของรัฐสภา ส่งผลให้มีการดำเนินการยกร่างกฎหมายเพื่อรองรับสิทธิของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศออกมาเป็นฉบับแรก ในปี 2556 และเรียกว่า “ร่างพ.ร.บ.คู่ชีวิต” เพื่อให้สิทธิในการจดทะเบียนคูู่ชีวิตซึ่งหมายถึง “บุคคลสองคนซึ่งเป็นเพศเดียวกันโดยกำเนิด”
จากร่างพ.ร.บ.ฯ ฉบับแรกที่มีความยาว 15 มาตรา ได้มีการปรับปรุงร่างพ.ร.บ.ฯ ตามมาอีกหลายครั้งก่อนจะเพิ่มเป็น 70 มาตรา และนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายตามขั้นตอน จนกระทั่งเข้าสู่ชั้นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงร่างฯ ดังกล่าวให้เหลือเพียง 50 มาตรา 4 หมวด ประกอบด้วย หมวด 1. การจดทะเบียนคู่ชีวิต หมวด 2. การเป็นคู่ชีวิต หมวด 3. บุตรบุญธรรม และหมวด 4. มรดก
สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ
- คู่ชีวิตตามพ.ร.บ.ดังกล่าว ให้ถือเสมือนอยู่ในฐานะคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย ทดแทนการจดทะเบียนสมรสระหว่างชาย-หญิง
- คู่ชีวิตมีสิทธิในการจัดการทรัพย์สินเหมือนกับคู่สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกัน
- คู่ชีวิตมีสิทธิรับมรดกเช่นเดียวกับคู่สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกัน
- คู่ชีวิตมีสิทธิต่าง ๆ ในฐานะคนในครอบครัว อาทิ เป็นผู้อนุบาลหรือเป็นผู้พิทักษ์หากคู่ชีวิตถูกสั่งให้เป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือผู้เสมือนไร้ความสามารถ
เมื่อไรจะได้เห็นพ.ร.บ.คู่ชีวิต
แม้ว่าปัจจุบัน ร่างฯ ดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว แต่ยังต้องรอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสียก่อน จึงจะนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฏรต่อไปได้ หลังจากนั้นจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สภาฯ จะพิจารณา ซึ่งคาดว่าระยะเวลาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 6 เดือน
ทั้งนี้ ปัจจุบัน มีกฎหมายรับรองการสมรสของบุคคลที่มีเพศสภาพเดียวกันอยู่ 20 ประเทศ ซึ่งในเอเชียนั้นถือว่าไต้หวันเป็นชาติแรกที่เพิ่งบังคับใช้กฎหมายคู่ชีวิตไปเมื่อเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว โดยมีวิวัฒนาการทางกฎหมายและบริบททางสังคมใกล้เคียงกับประเทศไทยอย่างมาก จึงอาจเป็นตัวอย่างที่ดีในการศึกษาตัวบทกฎหมายของประเทศไทยก่อนจะมีการบังคับใช้พ.ร.บ.คู่ชีวิตในบ้านเราอย่างเป็นรูปธรรม
ข้อมูล : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร / คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์






























