ตอบข้อสงสัย! การเรียนแบบ Homeschool กับ ธนิดา ดิษยบุตร

การเรียนแบบ Homeschool ในบ้านเรา เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านยังไม่แน่ใจว่าควรสนับสนุนให้ลูกของตัวเองเปลี่ยนจากระบบการเรียนในโรงเรียนที่คุ้นเคยมาเป็น “เด็กบ้านเรียน” ดีหรือไม่ 

หากต้องการคำตอบที่กระจ่างชัดในเรื่องนี้ คุณธนิดา ดิษยบุตร ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานแรงงานสากล คือคนวงในที่มีประสบการณ์ตรง ในฐานะคุณแม่ลูกสามที่สนับสนุนลูก ๆ ให้เรียนในระบบ Homeschool มาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา จึงเชื่อว่าจะไขข้อสงสัยต่าง ๆ ให้กับผู้ปกครองท่านอื่นได้อย่างตรงประเด็นที่สุดในทุกคำถาม 

และนี่คือส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์จาก Podcast คนต้นคิด เรื่องใกล้ตัว EP.พิเศษ ที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าครอบครัวของตนเองเหมาะกับการเรียนการสอนแบบนี้หรือไม่

คิดเห็นอย่างไรที่คนอื่นมักมองว่าการเรียน Homeschool อาจส่งผลให้เด็กขาดพื้นฐานความรู้ด้านวิชาการ และทักษะการเข้าสังคม 

เรื่องนี้มี 2 ประเด็น ในเรื่องวิชาการนั้น เราไม่สามารถยกวิชาการทั้งหมดมาไว้ที่บ้านได้เหมือนระบบโรงเรียน ถ้าเปรียบเทียบในเชิงที่เรียนวิชาการได้น้อยกว่าก็เป็นเรื่องจริง เพราะไม่ได้มีความสามารถในการจัดคาบเรียนการสอนได้อย่างคุณครู แต่ถ้าลงลึกเฉพาะบางเรื่องที่เด็กสน ใจ วิชาการนั้น ๆ ก็ไปได้ลึก และไปได้ไกล มากกว่าระดับชั้นเรียนของเด็ก ๆ 

ส่วนเรื่องการเข้าสังคมนั้น ทางเลือกของเด็ก ๆ อาจจะมีน้อยลง ไม่เท่าระบบโรงเรียนที่มีเพื่อน ๆ ให้เลือกมากมาย ซึ่ง Homeschool จะมีเพื่อนเฉพาะกลุ่มที่มีความสนใจในการเรียนรู้แบบเดียวกัน ตัวเลือกของเพื่อนจึงจำกัด แต่ถามว่ามีผลต่อการเข้าสังคมของพวกเขาไหม หลังจากครอบครัวทำ Homeschool มาแล้ว 6 ปี คิดว่าไม่มีปัญหา

ที่สำคัญ จุดแข็งของเด็ก Homeschool คือพวกเขาสามารถมีปฏิสัมพันธ์ได้กับทุกเพศทุกวัยได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะพวกเขาไม่ได้เรียนรู้เฉพาะกับคนที่มีระดับอายุเดียวกับเขา แต่เรียนรู้กับคนที่มีระดับอายุ และพื้นฐานที่แตกต่างกันด้วย จึงมองว่าทักษะทางสังคมค่อนข้างแข็งแรงเสียด้วยซ้ำ 

เราจะทราบได้อย่างไรว่าลูกของเรา เหมาะกับการเรียน Homeschool หรือไม่?

แต่ละบ้านอาจมีตัวชี้วัดไม่เหมือนกัน สำหรับที่บ้าน สิ่งที่ชัดที่สุดคือเขาต้องมีทักษะในการเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนเอง ต้องมีความอยากที่จะเรียนรู้ มีความสามารถและรับผิดชอบในการจัดการชีวิตของตัวเองตามวัยได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถพัฒนาได้ตลอด 

การหมั่นพูดคุยกับลูกจะทำให้เราสามารถเช็กได้ว่า เขามีความสุขกับสิ่งที่ทำไหม มีความคิดริเริ่มอยากทำอะไรด้วยตัวเขาเองหรือเปล่า หรือเขาเป็นเด็กที่ชินกับการถูกบอกให้ทำอะไรทุกอย่าง ซึ่งหากเป็นแบบหลัง บางทีการทำ Homeschool ให้ลูกก็อาจเป็นเรื่องยาก

หรือบางครอบครัวที่ยกระบบของโรงเรียนมาไว้ที่บ้าน จัดกระบวนการเรียนรู้ในลักษณะเดียวกับระบบโรงเรียน เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่มาไว้ที่บ้าน ก็อาจประเมินได้ยาก เพราะแต่ละบ้านใช้วิธีการไม่เหมือนกัน

แต่ที่บ้านเราใช้หลักการเดียว คือลูกมีความรับผิดชอบและสามารถจัดการเวลาของตัวเองได้ไหม มีความคิดริเริ่มที่อยากจะทำอะไรได้หรือเปล่า และยินดีที่จะเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตัวเองหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่ลูก ๆ ได้ประโยชน์จากการเรียนระบบ Homeschool คือการลำดับความสำคัญของชีวิตและเวลา รวมถึงรู้จักการตั้งเป้าหมาย และมีทักษะในการบริหารความขัดแย้ง ความสัมพันธ์ การสื่อสารกับผู้อื่น  

หากคุณพ่อคุณแม่จะให้ลูก ๆ เข้าสู่การเรียนรู้แบบนี้ ก็จำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจ และทบทวนว่าให้ความสำคัญหรือให้คุณค่ากับเรื่องใด ถ้าให้คุณค่ากับเรื่องทักษะชีวิตพอ ๆ กับวิชาการความรู้ และการค้นหาตัวเอง Homeschool ก็อาจจะตอบโจทย์ แต่ถ้ามองว่าความรู้เชิงวิชาการ หรือปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนรุ่นเดียวกันในโรงเรียนเป็นเรื่องสำคัญ ระบบโรงเรียนก็ยังตอบโจทย์อยู่ จึงขึ้นอยู่กับความเชื่อและความคิดของครอบครัวเป็นสำคัญ