Home Inspiration ชีวิตติดลูกหนัง “งานคือเงิน เงินคืองาน”

“งานคือเงิน เงินคืองาน”

“งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” ประโยคนี้เก่ามาก แต่ผมจำขึ้นใจและใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต เพราะชอบแนวความคิดของคนเยอรมันและญี่ปุ่น ที่สอนให้คนก้มหน้าทำงาน มีสมาธิ อย่าไปสนใจเรื่องรอบข้างให้มากนัก แล้วชีวิตจะประสบความสำเร็จ

สมัยผมหนุ่มๆ อายุยังเลข 3 นำหน้าอยู่นั้น ลุยทำงานหัวหกก้นขวิด เป็นเพราะว่าโชคดีได้ทำในด้านที่ตัวเองรักด้วย ก็เลยทุ่มเทมันจนสุดลิ่มทิ่มประตู ห่างจากประโยค “Work Life Balance” ในปัจจุบันมากยิ่งนัก ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง งานกระทรวง ทบวง กรม

มีทั้งงานหลักเป็นหัวหน้าข่าวกีฬา ตอนเย็นเขียนหนังสือ จัดรายการวิทยุ พอดึกหน่อยก็ไปพากย์บอล วันว่างยังไปรับงานแปลหนังสือหรือเป็นพิธีกรรายการเข้าให้เสียอีก หาได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด เพราะความอยากทำและคิดว่าทำมากก็ได้มาก เป็นประสบการณ์ทำให้เราเก่งขึ้นทั้งนั้น แถมยังหนุ่มแน่นสภาพร่างกายมันยังฟิตเปรี๊ยะ ยังกับติดเทอร์โบปานนั้น

อาจจะด้วยช่วงวัย แต่พูดแล้วก็แปลก มุมมองในชีวิตของคน ทุกสิบปีความฝันความอยากมันจะเปลี่ยนไปตามปฏิทินที่ผันผ่าน ไม่ทราบว่าคุณผู้อ่านเป็นเหมือนกันรึเปล่านะครับ

ตอนวัย 20 กว่าๆ ชีวิตมันเต็มไปด้วยความฝัน ความท้าทาย อยากค้นหา อยากไปเจอกับโลกกว้าง พอ 30 โฟกัสทุ่มเทให้กับเรื่องงาน รวมทั้งการหาคู่ครองสร้างครอบครัว

ถึงหลักสี่อยากปักหลักอยากมีบ้านในฝัน อยากมีรถหรู เป็นเรื่องวัตถุและการหาความสะดวกสบายให้ชีวิต พอจะแตะเลข 5 กลับมีความรู้สึกอยากสุขสงบภายในใจ และหันกลับมาดูแลสุขภาพเสียอย่างนั้น

ชี้ให้เห็นว่าวิธีคิดของคนเราแตกต่างกัน แม้คนๆ เดียวกันในแต่ละช่วงวัยก็คิดไม่เหมือนเดิมแล้ว

เพราะฉะนั้นการคาดหวังให้คนในวัยอื่นๆ คิดเหมือนเรา ก็เป็นความคิดที่ผิดตั้งแต่ต้น เพราะเรายังคิดไม่เหมือนตัวเองตอนหนุ่มๆ เลยครับ

กลับมาที่เรื่องของการใช้ “งาน” เป็นสรณะ ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญในสังคม หากคนมีวัฒนธรรมขยันทำงาน ไม่ว่างงาน ไม่ตกงาน หารายได้กันเก่งๆ ประเทศจะยิ่งเจริญก้าวหน้า

ถ้าสังคมไหนสร้างงานเสริมให้คนสูงอายุได้จะยิ่งดีเข้าไปอีก อย่างบางประเทศที่ให้ไปช่วยตรวจเอกสารเบื้องต้นในสนามบิน ช่วยขายของในห้าง หรือต่ออายุงานให้คนเกษียณในรายที่ยังทำงานได้ดีอยู่ คนเหล่านั้นได้ทำงานก็ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เหงา ไม่รู้สึกว่าตัวเองว่างเปล่าไม่มีอะไรทำ ด้อยค่า เดี๋ยวปัญหาอื่นจะตามมาเสียอีก

คนหนึ่งคนทำงานตามหลักจะมีรายได้ไปช่วยเหลือคนในครอบครัวต่ออีกอย่างน้อยๆ 1-2 คน  เป็นหลักยึดเกาะจุนเจือกันไป หลายๆ ครอบครัวเข้าก็พยุงส่วนใหญ่ในสังคมได้ครับ