เห็นดรามาเรื่อง TH-AI Passport แล้วอยากบอกคุณผู้อ่านว่า เรื่องนี้น่าติดตามชนิดห้ามกะพริบตาเลยทีเดียว
โครงการนี้เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้การกำกับดูแลของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีวัย 36 ปี ซึ่งได้รับการจับตามองในฐานะคนรุ่นใหม่ไฟแรง ก่อนก้าวเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีในปี 2568 เขามีประสบการณ์ทำงานในองค์กรและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดบุรีรัมย์มาโดยตลอด
เมื่อเข้ามารับตำแหน่ง หนึ่งในโครงการที่ถูกผลักดันอย่างจริงจังคือ TH-AI Passport โดยข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า โครงการนี้มีเป้าหมายแจกสิทธิการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับพรีเมียมจากหลากหลายผู้ให้บริการแก่คนไทยจำนวน 5 ล้านคน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้งบประมาณรวม 1,600 ล้านบาท ซึ่งภาครัฐให้เหตุผลว่ามีต้นทุนเฉลี่ยต่อคนต่ำกว่าการที่ประชาชนสมัครใช้งานเองเป็นรายเดือน
วัตถุประสงค์ของโครงการคือการยกระดับทักษะดิจิทัล เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึง Generative AI ขั้นสูง เพิ่มขีดความสามารถของแรงงานไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และผลักดันให้อัตราการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของประเทศไทยทัดเทียมประเทศชั้นนำในอาเซียน ซึ่งจากการติดตามข่าวสารที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าหนึ่งในความกังวลสำคัญของรัฐมนตรี คือการที่ประเทศไทยอาจพัฒนาตามหลังสิงคโปร์ในด้านนี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวโครงการ คือที่มาของงบประมาณ 1,600 ล้านบาท ซึ่งมาจาก “กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” หรือ DE Fund กองทุนภายใต้กระทรวงดิจิทัลฯ ที่สะสมเงินเหลือจ่ายจากการดำเนินงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
หากเข้าไปดูวิสัยทัศน์ของกองทุน จะพบว่ามีเป้าหมายในการเป็นกลไกสำคัญเพื่อผลักดันและเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ขณะที่ข้อมูลจากการดำเนินงานระบุว่า ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา กองทุนได้สนับสนุนโครงการต่าง ๆ แล้วกว่า 291 โครงการ วงเงินรวมมากกว่า 10,800 ล้านบาท ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาดิจิทัลระดับชาติ
ผู้บริหารกองทุนเคยให้สัมภาษณ์ไว้อย่างน่าสนใจว่า ทุกโครงการจะต้องดำเนินงานภายใต้หลักความโปร่งใส ชัดเจน และคุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะ
คำถามจึงไม่ใช่ว่า TH-AI Passport มีประโยชน์หรือไม่ เพราะหากคนไทย 5 ล้านคนที่ได้รับสิทธิสามารถนำ AI ไปต่อยอดการทำงาน การเรียน หรือการสร้างรายได้ได้จริง ย่อมถือเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างแน่นอน
โดยเงื่อนไขเบื้องต้นของโครงการระบุว่า ผู้มีสิทธิต้องมีสัญชาติไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป ลงทะเบียนผ่านระบบของกระทรวงดิจิทัลฯ และต้องเรียนหลักสูตรออนไลน์ภายในระบบให้จบก่อน จึงจะได้รับโทเคนสำหรับปลดล็อกสิทธิการใช้งาน AI ระดับพรีเมียม
แต่เหตุผลที่โครงการนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในเวลานี้ เพราะมีคำถามหลายข้อที่ยังไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจน
“เอ๊ะ” แรก คือข้อสังเกตจากฝ่ายค้าน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญในวงการ AI จำนวนมาก ที่ออกมาตั้งคำถามในทิศทางเดียวกันว่า เหตุใดภาครัฐจึงเลือกใช้วิธีจัดซื้อสิทธิผ่านบริษัทตัวแทน (ซึ่งท่านรัฐมนตรีอธิบายว่า เป็นข้อจำกัดในการจัดซื้อจัดจ้างที่ทำโดยตรงไม่ได้)
“เอ๊ะ” ที่สอง คือความพร้อมของผู้ใช้งานจริง แม้ปัจจุบันคนไทยจำนวนมากจะใช้ AI อยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร ระบบสตรีมมิงง การค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต หรือการสร้างภาพและวิดีโอผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ แต่คำถามคือ ในวันนี้มีคนไทยมากถึง 5 ล้านคนหรือไม่ ที่พร้อมจะใช้ AI ระดับพรีเมียมได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด
ส่วน “เอ๊ะ” ที่สาม คือระยะเวลาใช้งานเพียง 1 ปี จะเพียงพอหรือไม่สำหรับการสร้างทักษะใหม่ เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน หรือสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
แน่นอนว่าของฟรีนั้นใคร ๆ ก็ชอบ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนเราว่า สิ่งที่ได้มาโดยไม่ต้องจ่าย มักถูกมองข้ามคุณค่าได้ง่าย และหลายโครงการที่สร้างเสียง “ว้าว” ได้ในช่วงเปิดตัว ก็มักไม่ได้จบลงอย่างสวยงามเสมอไป
ที่สำคัญ งบประมาณ 1,600 ล้านบาทก้อนนี้ หากนำไปใช้สนับสนุนการพัฒนาบุคลากร งานวิจัย สตาร์ตอัป หรือโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของประเทศ อาจสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้และยั่งยืนมากกว่าการซื้อสิทธิใช้งานมาแจกฟรีก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังเชื่อมั่นในแนวทางนี้และเดินหน้าโครงการต่อ ก็เป็นสิทธิที่จะพิสูจน์ผลลัพธ์ให้สังคมได้เห็น
อีกหนึ่งปีจากนี้ เมื่อโครงการสิ้นสุดลง คำตอบที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนที่ลงทะเบียน หรือจำนวนสิทธิที่ถูกแจกออกไป แต่อยู่ที่ว่าใครคือผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากงบประมาณ 1,600 ล้านบาทก้อนนี้ ระหว่างประชาชนผู้ใช้งาน AI หรือผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่การจัดสรรโครงการทั้งหมด… ไว้เรามาดูคำตอบกันค่ะ เวลา 365 วันนั้นไม่นานเกินรอ
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า





























