กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ หลังเกิดเหตุการณ์รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ดังมีเคสไฟไหม้ แน่นอนว่าในยุคที่โซเชียลมีเดียขับเคลื่อนด้วยความสะใจ ก็มีความเห็นจากคนที่ชอบ EV กับคนที่ชอบรถสันดาปใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ห้ำหั่นก็อย่างสนุก ผมเองในฐานะผู้ติดตามข่าวก็สนุกตามไปด้วยครับ
ฝั่งต่อต้าน EV ต่างพากันดาหน้าออกมาสับเละ ราวกับว่านี่คือหลักฐานชิ้นเอกที่พิสูจน์ว่ารถยนต์ไฟฟ้าคือระเบิดเวลาบนท้องถนน ยิ่งทำให้สงครามความคิดระหว่างทีมเซฟ EV และทีมสันดาปกลับมาเดือดพล่าน ทำให้ผมนึกถึงประโยคหนึ่งที่เคยเขียนเอาไว้นานมาแล้วว่า “คนใช้จริงไม่ค่อยบ่น แต่คนบ่นส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้จริง”
ในฐานะที่รอบตัวเต็มไปด้วยคนที่ไม่ค่อยปลื้มรถ EV และตัวผมเองก็พูดได้เต็มปากว่า “ไม่ได้เป็นสาวกยานยนต์ไฟฟ้า” เพราะในแง่ของวิถีชีวิตจริง รถ EV ยังมีข้อจำกัดที่ชวนหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะสถานการณ์เร่งรีบ การขับรถ EV ออกต่างจังหวัดระยะทางไกลเกิน 300 กิโลเมตรขึ้นไป เราต้องลุ้นว่าไฟจะพอในรวดเดียวไหม
เพราะหากเป็นรถเติมน้ำมัน แวะปั๊มเติม 3-5 นาทีพร้อมไปต่อ แต่รถ EV จะต้องสละเวลาอย่างน้อย 30-40 นาทีเพื่อนั่งรอชาร์จไฟ ยิ่งถ้าเป็นสายเหยียบที่ชอบความเร้าใจ ยิ่งรู้ดีว่าถ้าลงน้ำหนักเท้าเมื่อไร ไฟในแบตเตอรี่จะลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย ต้องขับไปลุ้นไป ซึ่งสำหรับผมมองว่าจะกลายเป็นความกังวลเพิ่มขึ้นมากกว่า
อย่างไรก็ดี ในมุมเจ้าของรถ EV ที่เขาซื้อมาขับใช้งานในชีวิตประจำวันแล้ว ฟิลลิ่งตอนแรกจะดีไม่ดีไม่รู้ แต่เมื่อเราต้องใช้งานในชีวิตประจำวัน เป็นรถคันเดียวที่ต้องใช้ ก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ และพอเวลาผ่านไปเขาก็จะชินและรักในรถคันนั้น ๆ ไปเอง ยิ่งถ้าไม่มีปัญหาอะไรให้กวนใจ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่รักรถที่มาจากน้ำพักน้ำแรงตัวเอง
ผมเคยเขียนไว้ในคอลัมน์นานมาแล้ว ว่าการใช้รถ EV ขึ้นอยู่กับวิถีการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคน เพราะหากทำงานในกทม. อยู่บ้านมีที่ชาร์จ รู้ระยะทางแต่ละวันที่แน่นอน ไม่ขับออกนอกเส้นทางไกล ๆ รถ EV ตอบโจทย์มาก รวมถึงยุคนี้มีรถ PHEV ที่วิ่งไฟฟ้าล้วนได้เป็น 100 กิโลเมตร บางทีใน 1 วีค คุณอาจไม่ต้องใช้น้ำมันเลยก็ได้
หากมองจากตรงกลาง การที่รถยี่ห้อหนึ่งไฟไหม้และถูกเรียกคืนทั่วโลก แล้วตัดสินว่าเทคโนโลยี EV คือสิ่งอันตราย ก็ดูจะเป็นการด่วนสรุปเกินไปครับ เพราะรายงานของ Energy Saving Trust (องค์กรอิสระที่มุ่งเน้นเรื่องการอนุรักษ์พลังงานและความยั่งยืนในสหราชอาณาจักร) ระบุว่า โอกาสที่รถน้ำมันจะเกิดไฟไหม้ มีเปอร์เซ็นต์สูงกว่ารถ EV หลายเท่า
เรื่องนี้จึงไม่มีใครถูกหรือผิดรถ EV มีข้อดีเรื่องความเงียบ อัตราเร่งที่สั่งได้ทันทีไม่ต้องรอรอบ และลดค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันได้ถึง 4-5 เท่า ส่วนรถน้ำมันและไฮบริดก็ยังคงยืนหนึ่งเรื่องความยืดหยุ่น ความพร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง และความอิสระในการเดินทางที่ไม่ต้องแพลนชีวิตตามตู้ชาร์จให้เสียเวลา
ฉะนั้น ตราบใดที่คนขับ EV ยังมีความสุขกับการประหยัดเงินในกระเป๋า และคนขับรถเติมน้ำมันยังรักในฟิลลิ่งในการขับขี่และยินดีจ่ายเงินเติมน้ำมัน ก็เลือกแนวทางที่ชอบกันไปดีกว่า เพราะผมเองเคยทดสอบขับ EV มาหลายรุ่น ก็มีจุดที่ชอบและไม่ชอบ บอกได้ว่าแม้จะยังไม่เข้าร่วม แต่ก็ไม่ต่อต้านครับ