
เป็นประเด็นที่เป็นกระแสต่อเนื่องมาซักพักแล้วกับเรื่องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่เปิดก่อนฉายภาพยนตร์ทุกรอบ และยิ่งเป็นที่พูดถึงขึ้นมาเพราะมีการจัดการกับคนที่ไม่สมัครใจจะยืนเคารพในโรงภาพยนตร์หลายรายด้วยเหตุการณ์ที่ต่างกันไป
ทำให้สังคมหันกลับมาตั้งคำถามกันอีกครั้งว่า การเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ทำต่อกันมาจนกลายเป็นประเพณีนี้มันมาจากไหนกันแน่? เกิดขึ้นเพราะอะไร ตั้งแต่เมื่อไร?
ธรรมเนียมที่รับมาจากอังกฤษ
หากใครพอจะคุ้นหูกันอยู่บ้าง นั่นคือเพลง God Save The King ของประเทศอังกฤษที่ไม่สามารถระบุอย่างแน่ชัดได้ว่าถูกแต่งขึ้นตอนไหนกันแน่ (บ้างว่ากลางศตวรรษที่ 16 จนถึงศตวรรษที่ 17) แต่เพลง God Save The King ถูกพูดถึงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในปีค.ศ. 1745 เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับการก่อกบฏในยุคของพระเจ้าจอร์จที่ 2 ทำให้เกิดการปลุกใจชาวอังกฤษให้ลุกขึ้นมาปกป้องราชบัลลังก์ของพระเจ้าจอร์จที่ 2 จึงนำเพลง God Save The King ไปบรรเลงในโรงละครหลาย ๆ แห่ง และยังมีการโฆษณาให้คนสมัครเป็นทหารเพื่อปกป้องราชบัลลังก์ จนกลายเป็นธรรมเนียมที่ทำต่อกัน และแพร่ไปยังประเทศอื่นด้วยในทำนองเพลงเดียวกัน
และการ ยืน เคารพในเพลงสรรเสริญก็มาจากการที่พระเจ้าจอร์ชที่ 2 ยืนขึ้นในระหว่างที่เพลงบรรเลง (ซึ่งหลายคนก็วิเคราะห์กันไปในมุมของการเคารพเนื้อหาของเพลงที่อ้างอิงถึงศาสนา) เมื่อพระมหากษัตริย์ยืนขึ้น เลยส่งผลให้คนทั่วไปต้องยืนระหว่างเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วย และก็ปฏิบัติต่อกันมา
ซึ่งในเวอร์ชั่นของอังกฤษจะมีทั้ง God Save The King และ God Save The Queen เพราะอังกฤษมีทั้ง King และ Queen ขึ้นครองราชย์ และยังใช้เป็นเพลงชาติมาจนถึงปัจจุบัน
ทำนองเพลง God Save The King เข้ามาในประเทศไทยในรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2395 โดยครูฝึกทหารชาวอังกฤษ และเพลงนี้ก็ได้ถูกนำไปเป็นเพลงเคารพพระมหากษัตริย์ต่อไป แต่งเนื้อเพลงภาษาไทยทีหลังโดย น้อย อาจารยางกูร โดยตั้งชื่อเพลงว่า จอมราชจงเจริญ
แต่ในสมัยของรัชกาลที่ 5 เมื่อทรงเสด็จเยือนเมืองปัตตาเวีย (เมืองจาการ์ตา ประเทศอินโดนิเซียในปัจจุบัน) ซึ่งชาวฮอลันดาครองอาณานิคมอยู่ในขณะนั้นได้ถามถึงเพลงประจำชาติหรือเพลงรับเสด็จที่เป็นของไทยเพื่อเตรียมบรรเลงรับเสด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 จึงมีพระราชดำริแค่ครูจนตรีไทยให้แต่งเพลงรับเสด็จมาแทน God Save The King (บ้างว่าเป็นความไม่สะดวกใจของชาวฮอลันดาที่ไม่อยากบรรเลงเพลงชาติของอังกฤษ ในฐานะที่เป็นประเทศคู่แข่งทางการล่าอาณานิคม)
ซึ่งในไทยเองก็ใช้เพลงสรรเสริญพระบารมีนี้เป็นเพลงชาติเหมือนกัน แต่เพิ่งมาเปลี่ยนเมื่อหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ให้ใช้ในฐานะของเพลงเพื่อถวายความเคารพต่อพระมหากษัตริย์เท่านั้น
ในประเทศอังกฤษ การเปิดเพลง God Save The King / God Save The Queen ในโรงละครถูกยกเลิกไปเกือบ 50 ปีแล้ว
เป็นทำเนียมต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ประมาณ ค.ศ. 1910 ที่อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงจำเป็นจะต้องใช้วิธีเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์เมื่อฉายหนังจบ เพื่อเป็นการตอกย้ำอุดมการณ์ “พระเจ้า กษัตริย์ และประเทศ” เหมือนเป็นการปลุกความรักชาติอยู่กลาย ๆ ในสมัยนั้น
แต่เมื่อสงครามสงบลง ก็เกิดการแสดงออกทางสัญลักษณ์ของกลุ่มนักศึกษาด้วยการลุกออกจากภาพยนตร์หลังฉายจบโดยที่ไม่รอยืนตรงเคารพเพลง God Save The Queen โรงภาพยนตร์จึงได้เปลี่ยนมาเป็นการเปิดเพลงก่อนฉายหนัง แต่ก็ยังคงมีกระแสต่อต้านเรื่อย ๆ จนต้องยกเลิกในที่สุด ในช่วงปีค.ศ. 1970
ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี มีความผิดจริงหรือ
หากเป็นในยุคสมัยก่อน ย้อนไปถึงสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2482 ได้มีการออกข้อกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับการขอความร่วมมือในการเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี โดยยกเป็นสิ่งสำคัญประจำชาติ และหากเห็นใครไม่ทำความเคารพก็ให้ตักเตือนและชี้แจงให้เห็นความสำคัญของการเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งในยุคของจอมพล ป. พิบูลสงครามถือเป็นช่วงที่ปลุกกระแสความเป็นชาตินิยมอย่างเข้มข้น เพราะอยู่ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศไทยก็มีส่วนเข้าไปเกี่ยวด้วย และจะเห็นเพียงคำว่า ตักเตือน และ ชี้แจง ซึ่งก็ไม่ใช่ข้อบังคับที่มีโทษอื่นอย่างจริงจัง และไม่ถือว่าเป็นความผิด
ถัดมาใน พ.ร.บ. วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2485 มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าทุกคนต้องเคารพเพลงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมีที่บรรเลงในงานราชการ งานสังคม หรือในโรงมหรสพ และแก้ไขเพิ่มเติมฉบับ พ.ศ. 2486 กำหนดบทลงโทษหากผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แต่ในปัจจุบัน พ.ร.บ. ฉบับนั้นยกเลิกไปแล้ว และไม่มีบทลงโทษใด ๆ หากแต่เป็นประเพณีที่ทำต่อกันมา
ในฐานะผู้บริโภคเรามีสิทธิเลือกได้
สิ่งทีเกิดขึ้นและกลายเป็นกระแสในสังคมตอนนี้ถือเป็นการใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ซึ่งแต่ละคนมีสิทธิที่จะมีความรู้สึกที่แตกต่างกันไป เพียงแต่การแสดงออกนั้นอาจต้องพิจารณาด้วยว่าสังคมส่วนใหญ่ให้ความยอมรับมากน้อยแค่ไหน และหากโรงภาพยนตร์หรือโรงมหรสพใดมีการกระทำที่ทำให้เรารู้สึกว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมากเกินไป การแสดงออกอย่างเช่นกระแส #แบนเมเจอร์ ก็ถือเป็นการแสดงสิทธิของผู้บริโภคที่ย่อมไม่ผิด ซึ่งเราก็มีสิทธิที่จะเลือกใช้บริการในที่ที่ตอบโจทย์ และทางโรงภาพยนตร์เองก็คงต้องยอมรับผลที่ตามมาอันเนื่องมาจากนโยบายของตัวเองด้วยก็เท่านั้น
.
อ้างอิงข้อมูลจาก
https://www.museumthailand.com
https://www.matichon.co.th/education/news_366808
https://news.thaipbs.or.th/content/256950
https://www.matichon.co.th/euro-2016-news/news_331247
https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_952
https://www.bbc.com/thai/thailand-49470465






























