
ท่ามกลางการก่อสร้างทั่วทั้งกรุงเทพฯ รวมไปถึงโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง สนามบินนานาชาติอู่ตะเภาที่ถูกปรับปรุงใหม่เพื่อรองรับผู้โดยสารจาก สนามบินสุวรรณภูมิ และ ดอนเมือง รถไฟฟ้าความเร็วสูงที่จะเชื่อมต่อสามสนามบิน และ เชื่อมต่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งหมดนี้กำลังจะทำให้ เมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปจากที่เราคุ้นเคยในเวลา 5 ปีข้างหน้า อันหมายถึงปี พุทธศักราช 2567
เมื่อถึงเวลานั้นการเดินทางระหว่างสนามบิน การเดินทางในกรุงเทพมหานครที่มีประชากรมากกว่า 10 ล้านคนอาศัยอยู่ การเดินทางไปยังประตูของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างนครราชสีมา ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปจากที่เราเคยคุ้นเคย แล้วอีก 5 ปีข้างหน้าคุณจะได้เจอกับเมกกะโปรเจค หรือ ระบบขนส่งใดบ้าง Tonkit360 จะมาไล่เรียงให้คุณผู้อ่านได้เก็บข้อมูลกัน
รถไฟฟ้าวิ่งได้ทั่วกรุงเทพฯ
ช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปลายปี 2562 ไปจนถึงปี พ.ศ. 2566 รถไฟฟ้าสีลูกกวาดทั้งหลายในกรุงเทพมหานคร จะทยอยเปิดให้ใช้บริการ เริ่มตั้งแต่ (1)รถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง–สมุทรปราการ (2) รถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต (3) รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง–หลักสอง (4) รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ–ท่าพระ (5) รถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย–มีนบุรี (6) รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว–สำโรง (7) รถไฟสายสีแดง ช่วงบางซื่อ–รังสิต (8) รถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ–มีนบุรี (9)รถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์–ศูนย์วัฒนธรรมฯ (10)รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ
รถไฟฟ้าความเร็วสูง
รถไฟฟ้าความเร็วสูงที่คนไทยจะได้ใช้ในช่วงปี 2566 นั้นจะเป็นรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเฉียงเหนือ กรุงเทพฯ – นครราชสีมา จากนั้นจะมีการสร้างต่อจาก นครราชสีมา ไปยัง หนองคาย โดยรถไฟฟ้าจะมีความความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง
ขณะเดียวกันรถไฟฟ้าความเร็วสูงสายตะวันออก (เชื่อม 3 สนามบิน) ก็เป็นการพัฒนาเต็มรูปแบบของการขนส่งระบบราง โดย รถไฟฟ้าความเร็วสูงสายตะวันออกจะวิ่งระหว่าง สถานีท่าอากาศยานดอนเมือง -สถานีกลางบางซื่อ – สถานีท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ – สถานีท่าอากาศยานอู่ตะเภา ระยะทาง: ประมาณ 220 กิโลเมตร (ใช้โครงสร้างร่วมกับรถไฟฟ้าเชื่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 27.5 กิโลเมตร ช่วง ดอนเมือง-บางซื่อ-สุวรรณภูมิ) โดยมีการคาดหมายว่าจะเปิดใช้งานภายใน พ.ศ. 2567
สถานีกลางรถไฟบางซื่อ
เมื่อระบบขนส่งทางราง แล้วเสร็จเกือบร้อยเปอร์เซนต์ ก็ต้องมีสถานีรองรับและ “สถานีกลางบางซื่อ” ซึ่งมีพื้นที่กว่า 400 ไร่ เป็นสถานีระบบรางที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในอาเซียนก็จะกลายเป็นชุมทางรถไฟแห่งใหม่ ขณะที่สถานีรถไฟหัวลำโพงเดิมจะถูกปรับให้เป็นพิพิธภัณฑ์
โดยรูปแบบการใช้งานของสถานีบางซื่อนั้น ชั้นที่ 1 เป็นชั้นจำหน่ายตั๋ว มีพื้นที่รวม 86,700 ตร.ม. มีโถงพักคอยและรับผู้โดยสาร รวมถึงพื้นที่พาณิชยกรรมและร้านค้า สามารถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดิน
ชั้นที่ 2 เป็นชานชาลารองรับรถไฟชานเมืองสายสีแดง มี 4 ชานชาลา และรถไฟทางไกล มี 8 ชานชาลา มีพื้นที่รวม 42,000 ตร.ม. จะสามารถเปิดใช้ปี 2564 โดยที่ชั้น 1 และชั้น 2 มีชั้นลอยซึ่งเป็นร้านค้าและห้องควบคุมมีพื้นที่รวม 12,020 ตร.ม.
ชั้นที่ 3 มีพื้นที่รวม 42,300 ตร.ม. เป็นชานชาลารองรับรถไฟขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร เชื่อมภูมิภาค มีทั้งหมด 10 ชานชาลา แบ่งเป็นรถไฟสายใต้ 4 ชานชาลา รถไฟสายเหนือ และสายอีสานรวม 6 ชานชาลา ยังสามารถรองรับรถไฟความเร็วสูงในอนาคตและรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบินได้อีก 2 ชานชาลา จะมีทางเดินเชื่อมต่อกับสถานีบางซื่อของสายสีน้ำเงิน
สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา
นอกเหนือจากการขนส่ง ระบบรางที่จะถูกพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบในอีกห้าปีข้างหน้าแล้ว โครงการเมืองการบิน และ พัฒนาสนามบินนานาชาติ อู่ตะเภา อันเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC จะทำให้จังหวัดทางภาคตะวันออกของไทยเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
โดยโครงการพัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออกจะมีการก่อสร้างทางวิ่ง หรือ รันเวย์ใหม่ อาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา ระยะที่หนึ่ง บนพื้นที่ 570 ไร่ ศูนย์ขนส่งสินค้าทางอากาศ ระยะที่หนึ่ง และศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรการบินระยะที่สองโดยในระยะแรกคาดว่า ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 30 ล้านคนต่อปี และจะเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจหลายแสนล้านบาท






























