
ในอดีตอุตสาหกรรมบันเทิงไทยยังไม่ค่อยเติบโตเท่าปัจจุบันมากนัก จนมาถึงยุคที่ใกล้เข้าสู่อาเซียน ซึ่งหากมีการมีทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมชาติอาเซียน จะถือว่าเป็นการยกระดับสู่สากล หลังจากเปิดประตูอาเซียนเมื่อปี 2015 อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยก็ต้องเตรียมรับมือด้านธุรกิจบันเทิงมากขึ้น เพราะทุกวันนี้ไทยยังซื้อขายภาพยนตร์กับต่างชาติ อย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย
ด้านอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลี Korea Wave เป็นคำศัพท์ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อใช้สื่อในวัฒนธรรมเกาหลีที่เพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่ช่วงปลายปี 1990 ต่อมามีการเรียกปรากฏการณ์ใหม่นี้ว่า “Hallyu” ซึ่งแปลว่า “Flow of Korea” หรือกระแสเกาหลีฟีเว่อร์ โดยต่อมาในปี 1998 เกาหลีได้ทำการปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศใหม่
ทางรัฐบาลเกาหลีจึงได้สร้างระบบโควต้า เพื่อพัฒนาคุณภาพของภาพยนตร์เกาหลีขึ้น ทำให้คนเกาหลีได้รับชมและนำเข้าหนังฮอลลีวูดน้อยลง ซึ่งในช่วงแรกแผนนี้ถูกขับเคลื่อนโดยการเผยแพร่ละครทีวีเกาหลี หรือ K-Dramas สู่เอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งระหว่างนี้เองที่ Korean Wave ค่อยๆ พัฒนาเป็นความมหัศจรรย์ระดับโลก
ข้อดีของอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลี คือ มีรัฐบาลคอยให้การสนับสนุนเรื่องงบประมาณ ในการผลิตรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้วงการบันเทิงเกาหลีเติบโตอย่างก้าวกระโดด ขณะที่ประเทศไทยของบประมาณในการผลิตไม่ได้ (เพิ่งจะมีการจัดสรรทุนสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมด้านภาพยนตร์และวีดีทัศน์ จากกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อปี 2016 และ 2017 ที่ผ่านมา) และเทคโนโลยีในการผลิตก็ยังด้อยกว่ามาก
ไม่เพียงเท่านั้นภาพยนตร์ไทย ยังมีจุดอ่อนในเรื่องของเนื้อหาและบทที่ไม่แข็งแรงเหมือนต่างชาติ จึงผลิตออกมาเป็นเรื่องผีเรื่องความรักซะส่วนใหญ่ ขณะที่ภาพยนตร์เกาหลีจะเน้นนำเสนอความสมจริง นอกจากนี้รายการโทรทัศน์ในไทย ก็ยังซื้อลิขสิทธิ์มาจากเกาหลีอีกด้วย เช่น The Mask Singer, I can see your voice ฯลฯ และมาเน้นขายเนื้อหารายการมากกว่าศิลปินดารารับเชิญ
เหนืออื่นใดถ้าจะให้พูดถึงข้อแตกต่าง ระหว่างอุตสาหกรรมบันเทิงไทย-เกาหลี ก็คงต้องไล่เรียงมาตั้งแต่ภาพยนตร์ ละคร รายการโทรทัศน์ และเพลง ซึ่งแน่นอนว่ามีความแตกต่างกันอยู่มาก ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ประเทศเกาหลีมีจุดแข็งในด้านอุตสาหกรรมละครและเพลง เนื่องจากมีการเทรนศิลปินนักแสดงอย่างจริงจังก่อนเดบิวต์ ศิลปินนักแสดงจึงมีความสามารถทำผลงานออกมาได้อย่างมีคุณภาพ
กลับกันกับประเทศไทยที่เส้นทางการเป็นศิลปินนักแสดงนั่นง่ายกว่าเกาหลี แต่ประเทศไทยก็ยังมีจุดแข็งในเรื่องของความมีลูกเล่นที่หลากหลายและไม่ซ้ำซากอยู่ ยกตัวอย่างเช่นวงการเพลงไทยที่มีทั้งแนวเพลงสตริง ลูกทุ่งอีสาน ร็อค ลูกกรุงและอื่นๆ แถมเพลงไทยยังเน้นขายเนื้อร้องมากกว่า และมีศิลปินส่วนใหญ่ก็เป็นนักร้องเดี่ยว ขณะที่เกาหลีเน้นขายศิลปินมากกว่าเนื้อร้อง เน้นการเดบิวต์แบบศิลปินกลุ่มนั่นเอง
และสุดท้ายนี้ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้นั่นก็คือฐานแฟนคลับ ซึ่งเมื่อเทียบสัดส่วนระหว่างแฟนคลับที่ชื่นชอบศิลปินนักแสดงเกาหลี กับแฟนคลับชาวไทยที่ชื่นชอบศิลปินนักแสดงไทยด้วยกันเองถือว่าหาได้น้อยมาก (แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี) อย่างไรก็ดีก็ทำให้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ศิลปินนักแสดงเกาหลีนั้นมีแฟนคลับอยู่ทั่วโลก จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีประสบความสำเร็จอย่างเท่าทุกวันนี้ และนำรายได้เข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล ซึ่งเราก็คงได้แต่หวังว่าในอนาคต…อุตสาหกรรมบันเทิงไทยจะเป็นแบบเกาหลีบ้างสักวัน






























