Home Trending Story Trend ในประเทศ 4 แบรนด์เด่นจากอดีต ที่รีแบรนด์แล้วปัง!

4 แบรนด์เด่นจากอดีต ที่รีแบรนด์แล้วปัง!

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ผู้คนเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน แล้วถ้าเจ้าของผลิตภัณฑ์ทั้งหลาย ยังไม่ยอมเปลี่ยนมุมมอง หรือปรับตัวให้เข้ากับกระแสความนิยมในปัจจุบันก็คงอยู่รอดได้ยาก ที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นสินค้าในยุค 70 ที่ปรับตัวได้อย่างทันสมัยในยุคดิจิทัลหลายแบรนด์ และที่จะขอหยิบยกมาในวันนี้ เป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงในอดีต และครองใจคนอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ก็สามารถทำรีแบรนด์ตัวเองให้ทันสมัย จนกระทั่งกลายเป็นที่นิยมของคนที่มีอายุ 30 ปีลงมา เท่ากับได้ตลาดเพิ่มขึ้น และทำให้คำว่า “เชย” ใช้ไม่ได้ กับสินค้าเหล่านี้อีกต่อไป

แบรนด์ศรีจันทร์

คนที่อายุ 35 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันต้องผ่านประสบการณ์การใช้ “ผงหอมศรีจันทร์” กันมาแล้วทั้งนั้น เพียงแต่ไม่มีใครเปิดเผยออกมาให้คนอื่นรู้ แต่เรารู้กันอยู่ว่าสรรพคุณของผงหอมศรีจันทร์นั้น ถ้ามีสิวผุดขึ้นที่หน้าวัยรุ่นยุค 80 จะกระมิดกระเมี้ยนเดินเข้าร้านขายยาซื้อผงหอมศรีจันทร์มาผอกหน้า เพื่อที่เช้าวันใหม่หน้าจะได้ใสกิ๊ก

สรรพคุณของศรีจ้นทร์นั้น เรียกได้ว่า ทำให้ผู้หญิงสวยมาแล้วรุ่นต่อรุ่น แต่ด้วยความที่เป็นแบรนด์ที่หลายคนรู้สึกว่า “เชย” ถ้าจะเอาใส่กระเป๋าไปอวดเพื่อนก็คงไม่ได้ เมื่อมีจุดแข็ง คือ องค์ความรู้เกี่ยวกับเวชภัณฑ์ และเครื่องสำอางที่เหมาะกับผิวหน้าคนไทย หากแต่มีจุดอ่อนที่รูปแบบ และการทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นโดดใจตลาดในปัจจุบัน การรีแบรนด์ดิ้งจึงเกิดขึ้น และเป็นการรีแบรนด์ ที่ทำให้คนซึ่งเติบโตมาในยุค 80 รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะสรรพคุณของศรีจันทร์นั้นดีอยู่แล้ว ผนวกกับการเปลี่ยนรูปแบบของบรรจุภัณฑ์ปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นไปกว่าเดิม ทำให้ “ศรีจันทร์” ทำตลาดได้กว้างขึ้น และทำให้ของที่ดีนั้น ยังคงอยู่กับผู้บริโภคต่อไป

แบรนด์อุทัยทิพย์

“อุทัยทิพย์” ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 2445 ภายใต้ชื่อ “ยาอุทัย” เป็นผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรแผนโบราณที่อยู่ในท้องตลาดมากว่า 70 ปี ทั้งนี้ ผลิตและจัดจำหน่ายโดย บริษัท โอสถสภา จำกัด หนังโฆษณายุคแรกของอุทัยทิพย์นั้นจะอยู่ในช่วงของการแข่งขันมวยไทย ซึ่งเนื้อหาของหนังโฆษณาก็จะแสดงวิธีการใช้ “ยาอุทัย” หยดลงในน้ำดื่ม เพื่อเพิ่มความหอมดื่มแล้วชื่นใจ ยุคสมัยหนึ่งการดื่มน้ำ แล้วหยดน้ำยาอุทัยนั้นแพร่หลายมาก ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาเจ้าของบ้าน ในการต้อนรับแขกเลยทีเดียว

เวลาผ่านไปน้ำยาอุทัย ก็ยังจำหน่ายได้เรื่อย ๆ กับบรรจุภัณฑ์แบบเดิม แต่คนที่ดัดแปลงการใช้งาน คือ “ผู้บริโภควัยรุ่น” ที่เอายาอุทัยมาแต้มปากให้เป็นชมพู และการใช้ผิดประเภทนี้ ก็เกิดการบอกต่อ จนทำให้ “น้ำยาอุทัย” ไม่ได้มีไว้เฉพาะหยดลงในน้ำดื่มแล้ว แต่ยังมีสรรพคุณข้างเคียงในการเอาไปแต่งหน้าด้วย

เมื่อผู้บริโภค เปิดทางให้ขนาดนี้ “น้ำยาอุท้ย” จึงแปลงร่างเป็น “ยูทิป” เครื่องสำอางค์ประเภท Tint ที่มีไว้สำหรับแต้มสี ขณะที่น้ำยาอุทัยนั้น ก็ปรับรูปแบบของผลิตภัณฑ์ให้ถูกใจผู้บริโภคมากกว่าเดิม

แบรนด์ชาตรามือ

ในยุคสมัย ที่ร้านกาแฟยังไม่ได้ทุกหัวมุมถนนเหมือนปัจจุบัน การขายชา กาแฟ โอเลี้ยง โอยั๊วะ ไข่ลวก ฯลฯ จะอยู่ในรูปแบบร้านกาแฟแบบชาวจีน หรือไม่ก็เป็นร้านรถเข็น และในทุกร้านหรือทุกรถเข็น หรือร้านขายอาหารตามสั่งที่ขายเครื่องดื่ม ประเภทโอเลี้ยง หรือ ชาดำเย็น ชาเย็นอยู่ด้วยนั้น เราต้องได้เห็นกระป๋องชาตรามือ วางไว้อยู่ในมุมเครื่องดื่มของร้าน รสชาติของชาตรามือ เมื่อนำมาชงเป็นชาดำเย็น หรือชาเย็นนั้น เรียกได้ว่า เป็นรสชาติที่ติดลิ้นคนไทยมานาน

เวลาผ่านไป ชาตรามือยังคงยืนอยู่ได้ในท้องตลาด แต่ก็ต้องสู้กับชาจากญี่ปุ่น และจีน ที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย เพราะการต่อสู้ในตลาดน้ำนั้นรุนแรงยิ่ง การทำให้แบรนด์ของตนเองคงอยู่ต่อไป คือ การตัดสินใจครั้งสำคัญที่ชาตรามือ ต้องออกมามีหน้าร้านเป็นของตัวเอง พร้อมกับเครื่องดื่มที่เป็นสูตรของตนเอง เพื่อรองรับตลาดผู้บริโภคที่สามารถเปลี่ยนไปตามกระแสได้ตลอดเวลา

เราจึงได้เห็นร้านคีออสเล็ก ๆ ของชาตรามือ ไปจนถึงร้านชาตรามือที่ให้บริการเครื่องดื่มและขนมเหมือนกับแบรนด์ร้านกาแฟดัง เหนืออื่นใด การนำเสนอสูตรเครื่องดื่มที่มีการส่งความแปลกใหม่แทบทุกเดือน ทำให้ผู้บริโภครู้สึกสนุกที่จะทดลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำเร็จกับ “ชากุหลาบ” ที่นอกจากจะมีกลิ่นหอมแล้ว การบอกต่อว่า มีผลเหมือนเป็นยาระบายอ่อน ๆ ของชากุหลาบน้ำผึ้ง ถึงกับทำให้ชากุหลาบของชาตรามือนั้น ขาดตลาดไประยะหนึ่งเลยทีเดียว และด้วยความเก๋าในเรื่องของการเลือกใบชา เพื่อให้เกิดรสชาติที่ดีที่สุด การรีแบรนด์ตัวเองจากผู้ผลิต มามีหน้าร้านเอง ทำให้ชาตรามือได้โชว์ความเก๋าที่ทำเอาร้านกาแฟ ทั้งแบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่ หนาว ๆ ร้อน ๆ กันเลยทีเดียว

แบรนด์สปริงเคิล

“ตลาดน้ำดื่ม” นั้น เป็นตลาดที่ต้องสู้กันชนิดเลือดสาด เพราะเจ้าตลาดเดิมที่คนจำชื่อได้นั้นมีอยู่แล้ว เจ้าใหม่ที่จะก้าวเข้ามา จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีจุดขาย หรือเรียกความสนใจได้อย่างชัดเจน น้ำดื่มสปริงเคิลที่เริ่มผลิตน้ำดื่มขวดแรกในปี 2528 เริ่มต้นด้วยการส่งน้ำดื่มตามบ้านและสำนักงาน ก่อนจะพัฒนามาเป็นน้ำดื่มบรรจุขวด ตลาดของสปริงเคิล อาจจะยึดพื้นที่มากเหมือนกับเจ้าใหญ่ แต่น้ำดื่มสปริงเคิล ก็สามารถสร้างฐานลูกค้าประจำได้ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำดื่มขนาด 6 ลิตร ที่มีการจัดส่งตามบ้าน และการผลิตน้ำดื่มให้กับเจ้าของร้านอาหารที่ต้องการติดแบรนด์ของตนเอง

แต่การตั้งเกมรับไปเรื่อย ๆ ไม่เปิดเกมบุก ก็ทำให้โอกาสของการขยายแบรนด์ตนเองลดลง และอาจหมายถึง การถูกแย่งพื้นที่จากเจ้าใหม่ที่มาเร็วและแรงกว่า จึงไม่น่าแปลกใจที่เราในฐานะผู้บริโภคได้ตื่นตากับบรรจุแบบใหม่ของสปริงเคิล ที่ฉีกกฎน้ำดื่มทั่วไปที่ต้องใช้ขวดใส เพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ของน้ำดื่ม กับการใช้แนวความคิด “สปริงเคิล Unlimited Inspiration แรงบันดาลใจมีได้ไม่มีวันหมด” ที่มาพร้อมกับขวดน้ำดื่มที่มีเฉดสีต่างกัน จนทำให้เกิดกระแสสะสมขวดสปริงเคิล และทำให้ผู้บริโภครู้สึกสนุกและจดจำแบรนด์น้ำดื่มยี่ห้อนี้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงบางส่วนของการรีแบรนด์ หรือการปรับภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับยุคสมัยและถูกใจผู้บริโภค ของทั้ง 4 ผลิตภัณฑ์ด้านบน ถือได้ว่า เป็นตัวอย่างที่ดีในการปรับตัว เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย เพราะโลกนั้นเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ของดี มีคุณภาพ มิใช่ปัจจัยความสำเร็จอย่างเดียว แต่ภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น คือ การเปิดประตูให้แบรนด์ดังกล่าว ได้เข้าไปนั่งอยู่ในความนิยมของผู้บริโภค