
เมื่อ “ปัญหาคุกคามทางเพศ” ไม่ได้มีแค่ที่ทำงานหรือสถานศึกษา แม้แต่บริการขนส่งสาธารณะ ซึ่งมีผู้คนพลุกพล่านกลับเป็นหนึ่งจุดที่เกิดปัญหาคุกคามทางเพศให้เห็นตามสื่ออยู่บ่อยครั้ง พอมาถึงตรงนี้ หลายคนคงอยากรู้ พฤติกรรมไหนเข้าข่ายคุกคามทางเพศบ้าง
ซึ่งหากดูตามคำสั่งข้อปฎิบัติของกระทรวงมหาดไทย ปี 2558 เรื่องมาตราการการป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศหรือคุกคามทางเพศในที่ทำงาน ได้กล่าวถึงพฤติกรรมที่เข้าข่ายเป็นการคุกคามทางเพศ ไว้ดังนี้
การกระทำทางสายตา
เป็นการจ้องมองที่ทำให้ผู้ถูกมองรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ และอาจส่งผลให้คนที่อยู่โดยรอบรู้สึกเช่นเดียวกัน อาทิ การจ้องมองบริเวณหน้าอก มองบริเวณใต้กระโปรง หรือจ้องมองส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย
การกระทำทางวาจา
คือ การวิพากษ์วิจารณ์รูปร่างที่ส่อไปในทางเพศ การพูดเรื่องตลกเกี่ยวกับทางเพศ การพูดจาแทะโลม พูดเรื่องลามกอนาจาร หรือเป็นการชักชวนให้กระทำการใด ๆ ในที่ลับตา โดยที่ผู้ถูกชักชวนไม่เต็มใจ
กระทำทางกาย
เป็นการฉวยโอกาสสัมผัสร่างกายผู้อื่น ขณะที่อยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและคับแคบ จนไม่สามารถหลีกหนีได้ อย่างขณะอยู่บนรถโดยสารประจำทาง เรือโดยสาร รถไฟฟ้า BTS หรือรถไฟใต้ดิน MRT เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังรวมถึงพฤติกรรมการตื๊อโดยที่อีกฝ่ายไม่เล่นด้วย การดึงมานั่งตัก การเลียริมฝีปาก การทำท่าน้ำลายหก หรือกระทั่งการใช้มือหรือการเคลื่อนไหวร่างกายที่สื่อไปในทางเพศ
การเปิด/ส่งภาพ หรือข้อความที่เกี่ยวกับทางเพศ
ไม่ว่าจะเป็นการเปิดภาพโป๊ คลิปโป๊ ในคอมพิวเตอร์ที่ทำงาน หรือในโทรศัพท์มือถือตนเอง แม้กระทั่งการส่งและเผยแพร่ข้อความหรือภาพที่เป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ทางเพศผ่านสื่อโซเชียล เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ ก็เข้าข่ายคุกคามทางเพศเช่นเดียวกัน
การกระทำทางเพศ เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
พฤติกรรมเช่นนี้ ผู้ก่อเหตุมักเป็นคนที่มีอำนาจในมือ และใช้อำนาจที่มีต่อรองหรือให้สัญญาว่า จะช่วยเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงาน เรื่องเรียน ทุนเรียนต่อ ทุนวิจัย หรือการเพิ่มเงินเดือน แลกกับการมีเพศสัมพันธ์ หรือขอให้ทำอย่างอื่นที่เกี่ยวกับทางเพศ อาทิ ขอให้ส่งภาพเปลือย หรือส่งคลิปช่วยตัวเองมาให้ เป็นต้น
วิธีเผชิญหน้า เมื่อถูกคุกคามทางเพศ
– แสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจ กับสถานการณ์คุกคามที่เกิดขึ้น ด้วยการบอกเขา (ผู้กระทำ) ให้หยุด และเขาไม่มีสิทธิมาทำกับคุณแบบนี้ ซึ่งหากตรงจุดที่คุณอยู่เป็นพื้นที่สาธารณะ ขอให้พูดเสียงดังให้คนอื่นได้ยินด้วย อย่ามัวอาย หรือเกรงใจใคร ยิ่งมีคนรับรู้เยอะ เขาอาจจะอายจนหยุดพฤติกรรมคุกคามได้เร็ว
– หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ถ้าไม่จำเป็น ไม่ควรไปอยู่ในที่ลับตากับเขา แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรชวนเพื่อนหรือคนรู้จักไปด้วย แต่ถ้าเป็นสถานการณ์เฉพาะหน้าที่จวนตัวจริง ๆ ขอให้คุณรีบวิ่งออกไปอยู่ในที่คนเยอะ ๆ ทันที หรือตะโกนขอความช่วยเหลือ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
– เคยพูด เคยเจรจาแล้ว แต่ยังไม่ยอมหยุดคุกคาม หากเป็นเช่นนี้ขอให้คุณพาเพื่อน หรือที่เชื่อถือได้ ไปพบกับเขาอีกครั้ง เพื่อเจรจารอบที่ 2 แบบมีคนกลางมารับฟังปัญหา เชื่อว่า การที่มีคนกลางเข้าไปเกี่ยวข้องอาจทำให้เขาเกรงใจคนกลาง และหยุดการคุกคาม
– กรณีผู้กระทำเป็นบุคคลใกล้ชิด อย่างเพื่อนร่วมชั้น ครู/อาจารย์ หัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน ขอให้คุณจดบันทึกเหตุการณ์ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร (ระบุวันเวลาที่เกิดเหตุ/สถานที่/บรรยายเหตุการณ์แบบสั้น ๆ/ชื่อพยาน) หรือการบันทึกภาพและเสียงไว้ เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการเอาผิดผู้กระทำ
– กรณีผู้กระทำไม่ใช่บุคคลใกล้ชิด ซึ่งในกรณีนี้มักเกิดขึ้นในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและคับแคบ อย่างรถโดยสารประจำทาง เรือโดยสาร รถไฟฟ้า BTS หรือรถไฟใต้ดิน MRT ฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุ สิ่งที่คุณควรกระทำ คือ การขอความช่วยเหลือให้จับตัวผู้กระทำ เพื่อนำตัวไปส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการขจัดภัยคุกคามทางเพศให้หมดไป คือ การปลูกฝังค่านิยมใหม่ให้ทุกเพศ ทุกวัย ได้ตระหนักรู้ว่า เพศตรงข้ามหรือเพศทางเลือกไม่ใช่ “วัตถุทางเพศ” ที่ใครจะมาคุกคามทางเพศได้ ทั้งต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า ผู้ที่ควรอับอายและละอายใจ เมื่อเกิดเหตุ คือ ผู้กระทำความผิด ไม่ใช่เหยื่อผู้ถูกคุกคามทางเพศ






























