Home Trending Story Trend ในประเทศ การตีตราเรื่องเพศในแบบเรียนไทย

การตีตราเรื่องเพศในแบบเรียนไทย

ถ้าเราจะยอมรับความจริงกันว่า การให้ความรู้เยาวชนเกี่ยวกับเรื่องเพศของระบบการศึกษาในเมืองไทย เป็นการให้ความรู้แบบปิดกั้น และล้าหลังก็คงไม่ผิดนัก เพราะจากเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อสังคมทวิตเตอร์ ที่ขอให้ร่วมกันแชร์แบบเรียนเกี่ยวกับสุขศึกษาอันเป็นวิชาที่ว่าด้วยร่างกายมนุษย์ โดยมีเรื่องเพศศึกษาแทรกอยู่

ทั้งนี้ มีหลายข้อความจากแบบเรียนที่ยังคงสร้างความเข้าใจเรื่องเพศสภาพ และความเข้าใจเรื่องเพศในทางที่ผู้ใหญ่ในสังคมอยากให้เป็น ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้น เด็กยุคนี้มีความเข้าใจเรื่องเพศสภาพ และเพศศึกษามากกว่าในแบบเรียนเสียอีก และเมื่อประมวลข้อความที่มาจากการรวบรวมแบบเรียนเหล่านั้น เราจะเห็นมุมมมองของระบบการศึกษาไทยได้อย่างชัดเจน ดังนี้

การเรียนรู้เกี่ยวกับเพศศึกษาเป็นเรื่องน่าอาย

การเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาในเมืองไทยนั้น จะไม่มีการเรียนการสอนตรง ๆ แต่จะถูกแทรกไว้ในบทหนึ่งของวิชาสุขศึกษาและสอนแต่เพียงผิวเผินให้เด็กเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องร่างกายของชายและหญิง ที่เป็นเช่นนี้ เพราะความเชื่อที่ถูกปลูกฝังกันมาว่า “เรื่องเพศ” ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันได้เต็มปากนัก

แต่ถ้าเราไปดูแบบเรียนของเด็กนักเรียนระดับอนุบาลในไต้หวัน จะมีการเรียนการสอนแล้วว่า พวกเขาเกิดมาได้อย่างไร แบบเรียนนั้นไม่ได้มีการชี้นำ เพื่อปลูกฝังให้เด็กทำตาม (อย่างที่สังคมไทยกลัว) แต่แบบเรียนนั้นสอนให้เด็กรู้ว่า การถือกำเนิดของพวกเขาตามหลักวิทยาศาสตร์นั้นเป็นอย่างไร

กลับมาที่เมืองไทย เมื่อการเรียนการสอนเรื่องเพศศึกษายังเป็นเรื่องที่สอนแบบแอบ ๆ อาๆ ความเข้าใจของเด็กก็เกิดความคลาดเคลื่อน และทำให้พวกเขาไปหาความรู้เอาข้างนอก และทำให้เรื่องเพศเป็นเรื่องของความเชื่อมากกว่าวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้จากเว็บบอร์ดดังที่มักมีกระทู้ประเภท “หลั่งนอกท้องไหม” ให้เห็นอยู่บ่อย ๆ

การให้ความรู้เรื่องเพศสภาพ ยังคงเป็นการใส่ชุดความคิดแบบตีตรา

จากแบบเรียนบางเล่ม ที่ระบุว่า เกิดจากการเลี้ยงดูในวัยเด็กอย่างผิด ๆ สภาพแวดล้อม หรือเป็นเพราะมีสภาพจิตผิดปกติ ทั้งหมดนี้ คือ การใส่ชุดความคิดแบบตีตราของคนที่มีเพศสภาพ หรือรสนิยมทางเพศในรูปแบบอื่น

ในความเป็นจริงแล้ว “เพศสภาพ” ที่หลากหลายมาขึ้นในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นความผิดปกติทางจิต แต่เป็นรสนิยมทางเพศที่แต่ละคนมีรสนิยมไม่เหมือนกัน และไม่ว่าจะมีเพศสภาพเช่นไร ก็ไม่ควรลดคุณค่าของความเป็นมนุษย์ของพวกเขาลงด้วยการตีตราตามชุดความคิดในแบบเรียน

ความรู้เรื่องเพศศึกษา คือ การปลูกความเชื่อแรกให้กับเด็ก

เรื่องเพศศึกษาไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันอย่างเปิดเผยในครอบครัว พ่อแม่จะโยนหน้าที่ให้ความรู้นี้ไปยังครูและโรงเรียน ขณะเดียวกัน ครูและโรงเรียนที่ยังคงอยู่กับวัฒนธรรมการสอนแบบเก่าที่คิดว่า เรื่องเพศ เป็นเรื่องที่ไม่ควรสอนให้รู้กันมาก เพราะเดี๋ยวเด็กจะอยากลอง หรือเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ต้องใส่ชุดความคิดที่เหมือนกับห้ามพวกเขาไปกลาย ๆ

ทั้งหมดนี้ คือ การปลูกความเชื่อแรกให้กับเด็ก และทำให้พวกเขาต้องเติบโตมาพร้อมกับความเชื่อเช่นนั้น ถ้าจะทำให้เกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง และเด็กไม่ไปหาความรู้ข้างนอกแบบผิด ๆ จนทำให้เรื่องที่เป็นวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับร่างกาย กลายเป็นเรื่องของความเชื่อแบบปากต่อปาก

สิ่งแรกที่ต้องแก้ไข คือ การสร้างความเข้าใจของผู้กำหนดแบบเรียน หลักสูตรเกี่ยวกับเพศศึกษาที่ควรเปิดกว้างกว่าเดิม เพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้อง และสุดท้าย คือ การสร้างความเข้าใจกับครูผู้สอน ต้องสร้างวิธีคิดใหม่ให้กับเด็กว่า การเรียนรู้เรื่องเพศศึกษา คือ การเรียนรู้เกี่ยวกับร่างกายของเรา ความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และรสนิยมทางเพศ ที่ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิต

และทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่สะท้อนออกมาจากแบบเรียนเกี่ยวกับเพศศึกษาในเมืองไทย แน่นอนว่า การแก้ไขไม่สามารถทำได้เพียงแค่ข้ามคืน หากแต่การกำหนดและปรับปรุงให้แบบเรียนมีความสอดคล้องกับสังคมในปัจจุบัน และไม่ตีตราให้กับใคร น่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อเด็กที่จะเติบโตไปด้วยความเข้าใจอันถูกต้อง ไม่ใช่เพราะความเชื่อของใครบางคน