Home Work & Living “เหลี่ยมโบตั๋น” ความน้ำเน่าที่เป็นเรื่องจริงของชาวเรา

“เหลี่ยมโบตั๋น” ความน้ำเน่าที่เป็นเรื่องจริงของชาวเรา

เป็นการอ่านหนังสือแบบรวดเดียวจบที่ไม่ได้ทำมานานแล้ว เพราะ Crazy Rich Asians หรือ แปลเป็นไทยว่า “เหลี่ยมโบตั๋น” ไม่สามารถทำให้วางหนังสือลงได้ เป็นนิยายแปลที่ทำให้เราต้องพลิกหน้าต่อไป และ หน้าต่อไปด้วยความกระหายใคร่รู้ในเรื่องราวที่เกิดขึ้น ด้วยลีลาการเขียนของ เควิน ควาน ที่เล่าเรื่องได้ไม่เยิ่นเย้อ ขณะที่การเปิดตัวละครที่มีอยู่อย่างมากมายก็เหมือนมือที่คอยโบกให้เราต้องอ่านต่อไป และคนที่สำคัญและทำให้นิยายเรื่องนี้สนุกยิ่งขึ้นคือ คนแปลอย่าง ศศิ พินทุ์ ที่ทำให้นิยายเล่มนี้ไม่ติดกลิ่นนมเนย แต่ให้ความรู้สึกเหมือนได้อ่านนิยายที่จำลองมาจากสภาพสังคมเดียวกับเมืองไทยเลยทีเดียว

หลายคนที่ขี้เกียจอ่านนิยายกว่าหกร้อยหน้าจะไปลองดูภาพยนตร์เรื่อง Crazy Rich Asians ที่กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้ระดับ บ็อกซ์ออฟฟิศ ในสหรัฐอเมริกาดูกันก่อนก็ได้เชื่อว่าคุณจะอยากกลับมาหาหนังสืออ่าน เพราะในหนังสือมีรายละเอียดมากกว่าที่ภายนตร์สองชั่วโมงจะถ่ายทอดออกมาได้หมด หรือใครที่อ่านหนังสือแล้วจะไปดูภาพยนตร์เพื่อเพิ่มอรรถรสก็ไม่ว่ากัน

สำหรับเนื้อหาของ “เหลี่ยมโบตั๋น” นั้นต้องบอกไว้ก่อนว่าเป็นนิยายน้ำเน่าในสไตล์ที่คนเอเชียอย่างเราชอบหนักหนา และที่ชอบเพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดจริง มีจริง และ เป็นจริงๆ ในสังคมเอเชียที่มีเรื่องของ ชนชั้น สถานะทางครอบครัว คำว่าเศรษฐีใหม่ ไปจนถึง สำเนียงภาษาอังกฤษ แบบอังกฤษ หรือ อเมริกัน คนในภูมิภาคนี้สามารถนำมาตัดสินคนอื่นได้หมด

การเริ่มเรื่องโดยเปิดตัวครอบครัวหมื่นล้าน ในโรงแรมหรูและเก่าแก่กลางกรุงลอนดอนที่มีผู้จัดการโรงแรม แสดงความรังเกียจเดียดฉันท์ ครอบครัวจากเอเชียเพราะเกรงว่าจะสร้างความเสื่อมเสียให้กับโรงแรมที่เต็มไปด้วยลอร์ด และ บารอนเนส ผู้ทรงเกียรตินั้น แสดงให้เห็นถึง ความรู้สึกลึกๆของคนเอเชียที่ถูกข่มจากชาวตะวันตกมาโดยตลอด

จนกระทั่งผู้จัดการโรงแรมได้พูดคุยกับหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวที่พูดภาษาอังกฤษในสำเนียงเดียวกับเขา และการถูกรังเกียจนั้นก็จบลงด้วยการที่ครอบครัวนี้ได้เข้าซื้อกิจการโรงแรมในวันนั้นเลย นับเป็นการเปิดตัวที่สร้างความรู้สึกสาแก่ใจให้กับคนอ่านชาวเอเชียไม่ใช่น้อย

หลายตอนในหนังสือเล่มนี้ น่าจะทำให้คนอ่านหลายคนรู้สึกว่า เควิน ควานอยู่ในสังคมเดียวกับเราเพราะเรื่องราวหลายๆเรื่องมันช่างคล้ายกับสังคมไทยเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของคนในสังคมชั้นสูงที่จะจำกัดพื้นที่ของตนเองเพื่อคนที่มีสถานะเท่าเทียมกัน เรื่องที่พูดถึงเศรษฐีใหม่ในทำนองที่พวกเขาและเธอไม่ได้ให้เกียรติสักเท่าไรนัก หรือแม้แต่ การซักไซ้ประวัติเพื่อนสาวของลูกชาย เพื่อนชายของลูกสาว เพียงเพราะพวกเขากลัวว่า บุตรหลายของตนเองนั้น จะเจอกับนักขุดทองที่หวังจะมากอบโกยทรัพย์สมบัติอันมหาศาลของพวกเขา

เหมือนดังเช่นที่ไมเคิล สามีของ แอสทริค ลูกพี่ลูกน้องของ นิโคลาส ยัง พูดกับเธอในวันที่ความรักเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อสายตาคนในครอบครัวของภรรยา “ผมไม่สามารถมีชีวิตคู่กับคุณต่อไปได้อีก ผมอยากอยู่ในโลกของคุณแล้ว ไม่มีวันที่ผมจะดีพอสำหรับครอบครัวของคุณหรอก แล้วผมก็ไม่อยากจะผูกใจเจ็บไปเรื่อยเพราะนี่คือตัวตนของคุณจริงๆ ผมขอร้อง คุณปล่อยผมไปเถอะ”

หลายคนอาจคิดว่า ความเป็นเอเชียในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว มีความเป็นตะวันตกมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเป็นเอเชีย ยังคงเป็นเช่นนนั้น และ อาจมากกว่าเดิมเพราะโลกที่แคบลง โอกาสที่มากขึ้น ช่องว่างของคนที่เคยถูกเรียกว่าชนชั้นสูงนั้น ถูกลดลงมาให้แคบลง แม้ว่าพวกเขาจะพยายามจะจับคู่ลูกหลานตนเองกับคนที่เหมาะสม

แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงมี คนธรรมดา จากครอบครัวธรรมดาแทรกเข้าไปได้อยู่เรื่อยๆด้วยความรัก ส่วนคนที่แทรกเข้าไปจะปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ก็คงขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคน เพราะคนเหล่านั้น “เขาก็เป็นของเขากันแบบนี้แหละ”