
(คำเตือน – มีสปอยล์บริเวณเครื่องหมาย ***)
ฮิโรคาสึ โคโรเอดะ คือผู้กำกับที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการหยิบเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวทั้งทุกข์และสุข มาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ ดังตัวอย่างภาพยนตร์ดังของเขามากมายเช่น Nobody Knows, Like Father Like Son, After Storm, Our Little Sister แต่การกลับมาพร้อมหนังเรื่องใหม่ที่ชื่อ The Third Murder คือการนำเสนอการเล่าเรื่องทิศทางใหม่ที่จะทำให้คนดูรู้สึกรักและชังในระดับเท่าเทียมกัน
หนังว่าด้วยเรื่องของการสืบหา “ความจริง” ของทนายหนุ่มไฟแรง ที่มีหน้าที่สำคัญในการช่วยให้ผู้ต้องหาที่เขาดูแลอยู่ ได้รับการบรรเทาโทษประหารชีวิตจากคดีฆาตกรรมนายจ้างของตนเองให้เหลือเพียงแต่จำคุกตลอดชีวิต ทว่ายิ่งสืบลึกลงไปเท่าไหร่ก็ยิ่งสับสนเพราะคำให้การของผู้ต้องหาเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาตลอดเวลา ขณะเดียวกันยังมีตัวแปรต่างๆเพิ่มเข้ามาอีกเช่นการที่ผู้ต้องหาเคยมีความผิดฆ่าคนตายเมื่อ 30 ปีก่อน รวมถึงลูกสาวของผู้ตายที่ปกปิดความจริงภายใต้ดวงตาอันนิ่งเฉย และอาจมีส่วนรู้เห็นต่อการฆาตกรรมครั้งนี้ ทำให้ทนายหนุ่มกดดันยิ่งกว่าเดิมในการตามล่าสิ่งที่เรียกว่า “ความจริง”
ขอแปะคำเตือนก่อนดูเลยว่าหากคุณผู้อ่านไม่ถนัดในการชมภาพยนตร์ที่ใช้บทสนทนาเป็นตัวขับเคลื่อนหนัง รวมถึงจังหวะเล่าเรื่องที่นิ่งเนิบอันเป็นลายเซ็นของภาพยนตร์ดราม่าจากญี่ปุ่น มองข้ามหนังเรื่องนี้ได้เลยเพราะมันคือหนังที่เรียกร้องสมาธิจากคนดูสูงมาก มันไม่อนุญาตให้คุณสามารถลุกไปเข้าห้องน้ำระหว่างทางเพราะคุณจะต่อเรื่องไม่ติดแน่ (ยกเว้นดูแผ่นที่บ้านในอนาคต) แถมยังเป็นยานอนหลับชั้นดีสำหรับคนที่นอนไม่พอด้วย ตอนที่ผู้เขียนไปดูในโรงภาพยนตร์ก็มีคนหลับแถมกรนเสียงดังอีกต่างหาก ฮา..
แม้จะเป็นหนังสืบสวนสอบสวน แต่ก็ไม่ได้มาแนวทริลเลอร์วิ่งไล่ฆาตกรแบบระทึกขวัญ เพราะผู้ต้องหาของเรื่องถูกหิ้วไปอยู่ในที่จองจำตั้งแต่ต้น หน้าที่ของทนายหนุ่มคือรับฟังคำให้การ และหาวิธีช่วยบรรเทาโทษ อย่างไรก็ตาม คนที่คิดจะเป็นทนายความในอนาคตไม่ควรหยิบเอาการกระทำของทนายคนนี้เป็นตัวอย่างเพราะพี่เขาเกิดถลำลึกไปกับคำพูดของผู้ต้องหาแล้วเกิดฮึดจะช่วยให้อีกฝ่ายรอดพ้นความผิดให้ได้ จนขาดความเป็นกลางต่อหน้าที่ ชนิดที่ทนายรุ่นพี่ซึ่งเป็นที่ปรึกษา รวมถึงคุณพ่อที่เป็นอดีตผู้พิพากษายังต้องตักเตือน
นอกเหนือจากการเชือดเฉือนด้วยคำพูดระหว่างตัวละครหลักทั้งสองในห้องพูดคุย หนังยังมีฉากตัดสินคดีบนชั้นศาลให้คนดูได้ติดตามดูกระบวนการการทำหน้าที่ของผู้พิพากษาที่ต้องพิจารณาคดีจากหลักฐาน, พยานบุคคล, พยานวัตถุ จากสิ่งที่อัยการและทนายความหามาให้ ซึ่งประเด็นหลักของเรื่องอยู่ที่การต่อสู้ในชั้นศาลนี่แหละ ที่ผู้กำกับโยนคำถามแก่ผู้ชมเอากลับไปขบคิดว่ากลุ่มคนเหล่านี้ สมควรมีหน้าที่ผู้ตัดสินชีวิตคนอื่นหรือไม่?
หนังมีประโยคหนึ่งที่สะท้อนกระบวนการยุติธรรมบนชั้นศาลว่า “เวลาอยู่ในศาล ไม่มีใครพูดความจริงกันหรอก” เปรียบได้กับ อัยการ มีหน้าที่ต้องทำให้ผู้ต้องหาถูกลงโทษให้ได้ (ในเรื่องคือประหารชีวิต) ขณะที่ทนายความก็สู้หาหลักฐานเพื่อช่วยให้ลูกความพ้นผิด ส่วนผู้ต้องหาก็ต้องให้การในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ซึ่ง ณ จุดนี้ เรา หรือกระทั่งผู้พิพากษาไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งที่ 3 ฝ่ายพูดมา ใครกันที่พูดความจริง 100% ใครมีหลักฐานแน่นกว่า คนนั้นคือผู้ชนะ ซึ่งแท้จริงแล้วผู้ชนะอาจเป็นคนที่โกหก และผู้แพ้คือคนที่พูดความจริงก็ได้ กลับกัน ด้วยเวลาที่กระชั้นชิดและมีคดีอีกมากต้องสะสาง หลายครั้งผู้พิพากษาและทีมงานก็ไม่อาจปล่อยให้การพิจารณาคดียาวนานเกินไปหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดพลิกผัน จึงต้องรีบปิดคดีให้จบๆไป ซึ่งก็นำมาสู่คำถามที่ว่ามันคือสิ่งที่ยุติธรรมแน่หรือ?
*** ดังนั้นแล้ว ความหมายของ THE THIRD MURDER หรือ การฆาตกรรมครั้งที่ 3 ที่ผู้กำกับนำมาตั้งเป็นชื่อเรื่อง ก็คือการฆาตกรรมผู้ต้องหาในเรื่องนี้นั่นเอง จากการตัดสินของผู้พิพากษา ซึ่งเป็นคนถือชะตาชีวิตของผู้ต้องหาเอาไว้ในมือว่าจะให้อยู่หรือตาย (ครั้งแรกคือฆ่าคนตายเมื่อ 30 ปีก่อน / ครั้งที่ 2 คือฆ่านายจ้างตัวเองซึ่งเป็นคดีในเรื่องนี้) ***
นับเป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ใช่หนังดูสนุก แต่ชวนให้คนดูเอากลับไปขบคิดภายหลังว่า “ใครกันแน่ที่มีสิทธิ์พิพากษาชีวิตของเรา” ซึ่งไม่ต้องมองอื่นไกลเลย ดูจากสังคมมนุษย์ปัจจุบันก็ได้ ที่มนุษย์ล้วนตัดสินคนอื่นที่ไม่ใช่พวกของเราล่วงหน้าแล้วว่าเป็นคนดีหรือคนเลว เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น






























