
ณ จุดกลับรถใต้สะพานแห่งหนึ่งกลางกรุงเทพมหานคร จุดกลับรถที่มีรถมาจอดอยู่เป็นประจำจนทำให้เสียไปหนึ่งเลน และมีมอเตอร์ไซต์ขับย้อนศรมาตลอดเวลา วันหนึ่งขณะที่ผู้เขียนกำลังขับเข้าสู่จุดกลับรถดังกล่าวปรากฏว่ามีรถที่จอดอยู่ข้างทางที่กลับรถกำลังเปิดประตูเพื่อหยิบของใช้ส่วนตัว ทำให้ไม่สามารถขับรถผ่านได้ มีรถหลังตามมาอีกหนึ่งคัน และทำให้รถสองคันต้องจอดรถคนที่กำลังเปิดประตูหยิบของในรถที่จอดอยู่ในจุดกลับรถ เวลานั้นไม่ได้นานมากประมาณ 30 วินาทีแต่เมื่อขับผ่าน คนที่จอดรถตรงจุดกลับรถ กลับมีเสียงตะโกนดังขึ้นมาว่า “จะรีบไปไหนกัน”
คำตอบคือเวลา 30 วินาทีนะรอได้ถ้าหากมีการจอดเพราะมีเหตุฉุกเฉิน แต่นี่เป็นการจอดรถบนพื้นผิวการจราจรบริเวณจุดกลับรถซึ่งถ้าสอบใบขับขี่ก็จะรู้ว่าไม่สามารถจอดรถได้ แม้ว่าสีขาวแดงที่ทาอยู่บนขอบทางจะจางหายไปหมดแล้ว
เรื่องดังกล่าวคาใจผู้เขียนไม่ใช่น้อย เลยโทรศัพท์ไปสอบถามรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่เทศกิจของสำนักงานเขตที่ดูแลพื้นที่ สิ่งที่เจ้าหน้าที่เทศกิจตอบ คือความจริงที่ใช่ และเป็นความจริงที่เราอาจจะหมดหวังกับสังคมปัจจุบัน
“ทางเทศกิจไม่สามารถไปจัดการทางกฎหมายกับรถที่จอดในที่ห้ามจอด หรือ จอดบริเวณที่กลับรถแบบนั้นได้ครับ อำนาจหน้าที่เราทำได้เพียงแค่ประชาสัมพันธ์ และ ส่งเรื่องไปยังสถานีตำรวจที่ดูแลในท้องที่ ที่ผ่านมาก็มีการร้องเรียนมาหลายครั้ง และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้ามาล็อคล้อ เพื่อเป็นการเตือนแล้วหลายครั้ง แต่ดูเหมือนว่าประชาชนก็ยังคงจอดรถอยู่อย่างต่อเนื่อง”
เป็นคำอธิบายจากเจ้าหน้าที่เทศกิจ ด้วยน้ำเสียงสุภาพและทำให้ผู้เขียนเห็นใจไม่น้อย และเมื่อผู้เขียนตั้งคำถามว่า “อย่างนี้ก็จะไม่มีใครสนใจแล้วใช่ไหมคะ” เจ้าหน้าที่ท่านนี้ยังคงตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่ดูเหน็ดเหนื่อยว่า
“จริงๆแล้วเจ้าหน้าที่ทุกคน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พยายามจะทำให้ทุกอย่างอยู่ในระเบียบอย่างสุดความสามารถ แต่ด้วยวิธีคิดของคนยุคนี้ที่ซื้อรถแล้วไม่มีที่จอด และอาศัยจอดบนพื้นผิวจราจร จนกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะคิดว่าคนอื่นทำได้ ฉันก็ทำได้เลยทำให้ไม่เกิดความร่วมมือ ทุกคนต่างคิดถึงแต่ประโยชน์ของตนเอง”
ผู้เขียนวางสายจากเจ้าหน้าที่เทศกิจ แล้วให้รู้สึกห่อเหี่ยวหัวใจ ทุกวันนี้การดำเนินชีวิตในสังคมไม่ได้ต่างอะไรไปจากที่เจ้าหน้าที่เทศกิจท่านดังกล่าวพูด “ทุกคนต่างคิดถึงแต่ประโยชน์ของตนเอง” เริ่มตั้งแต่วางแผงขายของบนทางเท้าโดยใช้ข้ออ้างว่าต้องทำมาหากิน จอดรถกีดขวางการจราจรโดยใช้ข้ออ้างว่าพื้นที่สาธารณะเขามีสิทธิใช้ ขับรถช้าในเลนที่ใช้ความเร็วโดยใช้ข้ออ้างว่าใครอยากขับเร็วก็แซงไปซิ แซงคิวโดยไม่สนใจคนที่ยืนต่อคิว โดยใช้ข้ออ้างว่ามีธุระเร่งร้อนกว่า หรือ อายุมากกว่า และอีกมากมายที่เราเห็นจากพฤติกรรมของคนในสังคมปัจจุบัน
อันที่จริงแล้ววันนี้วันจันทร์ สิ่งที่ผู้เขียนพยายามจะสื่อสารกับคุณผู้อ่านในทุกวันของการเริ่มต้นสัปดาห์การทำงานส่วนใหญ่แล้วอยากเป็นการให้กำลังใจ แต่สำหรับจันทร์นี้ อยากให้คุณผู้อ่านทบทวนกันดูว่า การที่เราพยายามจะรักษาประโยชน์ของตนเองเอาไว้ให้ได้มากที่สุดนั้นแท้จริงแล้ว เรากำลังทำให้สังคมที่เป็นอยู่ทุกวันนี้แย่ลงไปกว่าเดิมหรือไม่
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ






























