
เข้าใกล้ช่วงเวลาเสียภาษีสำหรับคนทำงานกันแล้ว โดยเฉพาะผู้เสียภาษีกลุ่มใหญ่ของประเทศกับ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ภงด. 90-91เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่มนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ และ ลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ทั้งหลายว่าจะต้องยื่นแบบตั้งแต่เดือนมกราคมจนเดือนมีนาคมของปีถัดไป แต่หลายคนที่เพิ่งเริ่มทำงานในปีนี้ ทั้งที่เป็นงานประจำ หรือ เป็นฟรีแลนซ์ ล้วนมีคำถามเกี่ยวกับการเสียภาษี Tonkit360 จึงของนำมาสรุปไว้ในบทความเรื่องนี้เลย
ภงด.90 ภงด.91 ต่างกันอย่างไร
ภงด.90 : ภาษีเงินได้บุคคลธรรดาม 90 นั้น สำหรับคนทั่วไปที่มีเงินเดือน และ มีรายได้ทางอื่นด้วยอาทิ เงินปันผลจากกองทุนรวม, เงินปันผลจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล, เงินรายได้จากธุรกิจส่วนตัวอาทิคุณทำงานประจำเป็นกราฟฟิก แต่ ก็มีรับจ้างที่อื่นทำกราฟฟิกด้วยแบบนี้ยื่นแบบ ภงด.90, เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ หรือ ค่าเช่า เหล่านี้ล้วนยื่นแบบ ภงด 90
ภงด. 91: สำหรับผู้ยื่นแบบนี้ไม่ยาก หากมีสถานะเป็นลูกจ้างรับเงินเดือนอย่างเดียว ก็ให้ยื่นแบบนี้เท่านั้น
Tips: สำหรับคนที่ยังคงงง ไม่เข้าใจและรู้สึกว่าสับสนกับการยื่นแบบที่มีหลายข้อ มีหลายวงเล็บ และยังตัดสินใจไม่ได้ว่าตนเองจะอยู่ในแบบ ภงด 90 หรือ ภงด 91 ขอให้เข้าไปที่ เว็บไซต์ rd.go.th แล้วเลือกยื่นแบบผ่านอินเทอร์เนต ทางเว็บไซต์จะมีระบบ E-FILING ที่จะคำนวนให้หมดเพียงแค่คุณคำนวณรายได้ทั้งปีและ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เคยยื่นไป (ตามหนังสือหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือที่เรียกสั้นๆว่า 50 ทวิ)
รายได้ไม่ถึง 26,000 ไม่ต้องเสียภาษี
ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตาม ข้อเสนอของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยให้มีผลบังคับใช้สำาหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2560 เป็นต้นไป โดยปรับปรุงการหักค่าใช้จ่ายของเงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า ฯลฯ อันเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร จากเดิมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ของเงินได้แต่ไม่เกิน 60,000 บาท เป็นร้อยละ50 ของเงินได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
เมื่อเป็นเช่นนี้ หากคุณมีเงินเดือน 26,000 บาท รายได้ตลอดทั้งปีเท่ากับ 312,000บาท หักค่าใช้จ่ายตามโครงสร้างภาษีด้านบนที่ 50 เปอร์เซนต์แต่ไม่เกิน 100,000 บาท จะเหลือเงินได้ 212,000 บาท หักประกันสังคมอีก 9,000 บาท เหลือ 203,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท คงเหลือเงินได้สุทธิ 143,000 บาท ทำให้เงินได้สุทธิของคุณต่ำกว่า 150,000 บาท ซึ่งตามกำหนดโครงสร้างของผู้เสียภาษีนั้นเป็นดังนี้
เงินสุทธิ 150,001 – 300,000 บาท อัตราเสียภาษีร้อยละ 5 เปอร์เซนต์
เงินสุทธิ 300,001 – 500,000 บาท อัตราเสียภาษีร้อยละ 10 เปอร์เซนต์
เงินสุทธิ 500,001 – 750,000 บาท อัตราเสียภาษีร้อยละ 15 เปอร์เซนต์
เงินสุทธิ 750,001 – 1,000,000 บาท อัตราเสียภาษีร้อยละ 20 เปอร์เซนต์
เงินสุทธิ 1,000,001 – 2,000,000 บาท อัตราเสียภาษีร้อยละ 25 เปอร์เซนต์
เงินสุทธิ 2,000,001-5,000,000 บาท อัตราเสียภาษีร้อยละ 30 เปอร์เซนต์
5,000,001 บาทขึ้นไป อัตราเสียภาษีร้อยละ 35 เปอร์เซนต์
และด้วยการกำหนดดังกล่าวคนที่มีเงินเดือน 26,000 บาท หรือต่ำกว่านี้จะมีรายได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาทแต่ก็ยังคงต้องยื่นแบบเพื่อเป็นข้อมูลต่อไป ทั้งนี้การคำนวณดังกล่าวเป็นแค่การนำเอาเงินเดือนอย่างเดียวมาคำนวณ หากคุณมีรายได้อย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นโบนัส ค่าคอมมิชชั่น ก็ต้องนำมาคำนวณด้วยซึ่งก็หมายถึงสิทธิในการใช้ค่าลดหย่อยอย่างอื่นของคุณด้วยเช่นกัน (ค่าลดหย่อนจะอยู่ในหัวข้อถัดไป)
รายได้ไม่ถึงต้องยื่นภาษีไหม และ ใครบ้างที่ไม่ต้องยื่นภาษี
- ผู้ที่มีรายได้ที่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน หรือต่ำกว่า 150,000 บาทต่อปี ที่ต่อให้ไม่ต้องเสียเงินภาษีแต่ก็ต้องมีการยื่นแบบภาษีเข้ามาเหมือนกับผู้ที่มีรายได้เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษีตามปกติทุกอย่าง เพื่อเป็นการแสดงตนถึงการเป็นผู้ที่มีรายได้
- ผู้ที่เป็นโสด หากมีเงินได้ (ที่ไม่ใช่เงินเดือน) ไม่เกิน 30,000 บาทในปีภาษีนั้น ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบเพื่อเสียภาษี
- ผู้ที่มีคู่สมรส หากมีเงินได้ (ที่ไม่ใช่เงินเดือน) ไม่ว่าฝ่ายเดียวหรือทั้งสองฝ่าย รวมกันไม่เกิน 60,000 บาท ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบเพื่อเสียภาษี






























