Home Uncategorized แล่เนื้อเถือหนัง JUSTICE LEAGUE – ฟาสต์ฟู้ดฮีโร่ อิ่ม แต่ไม่อร่อย

JUSTICE LEAGUE – ฟาสต์ฟู้ดฮีโร่ อิ่ม แต่ไม่อร่อย

นับเป็นโปรเจกต์ที่ทำให้สาวกซูเปอร์ฮีโร่จากค่าย ดีซี คอมมิคส์ กรีดร้องมาหลายปีเมื่อขุนพลฮีโร่ระดับแม่เหล็กทั้ง แบทแมน, วอนเดอร์ วูแมน, อควาแมน, ไซบอร์ก และ เดอะ แฟลช จะมารวมตัวกันบนหนังจอเงินภายใต้ชื่อ Justice League เวอร์ชั่นคนแสดงจริง ท่ามกลางเสียงกู่ร้องยินดีและตั้งแง่ว่ามันเร็วเกินไปไหม และก็เป็นอีกครั้งที่ผลลัพธ์ออกมาแล้วไม่น่าพึงพอใจเอาเสียเลย

เหล่าซูเปอร์ฮีโร่ยักษ์ใหญ่ของค่าย ดีซี คอมมิคส์ ถูกนำมารวมตัวกันแบบเร่งด่วนภายใต้แบรนด์ Justice League ภายหลังที่ มาร์เวล บริษัทการ์ตูนคู่แข่งสร้างหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั้งแบบเดี่ยวและรวมทีมอย่าง Avengers ออกมาแล้วประสบความสำเร็จเปรี้ยงปร้าง สร้างความผูกพันระหว่างตัวละครกับคนดูเป็นอย่างดี นั่นทำให้ วอร์เนอร์ ผู้กุมบังเหียนหนังค่าย ดีซี ไม่อยากถูกคู่แข่งทิ้งห่างเรื่องรายได้และความนิยมเลยใช้หลักสูตรเร่งวุ้น เร่งสี เร่งโต ดั่งอาหารปลายี่อห้อหนึ่ง เอาฮีโร่ที่มีมารวมทีมโดยไม่มีหนังปูพื้นแนะนำให้คนดูรู้จักก่อนเหมือน กัปตันอเมริกา, ไอรอน แมน, แอนท์แมน, ธอร์

เมืองไทยรู้จักฮีโร่อย่าง แบทแมน, ซูเปอร์แมน, วอนเดอร์ วูแมน เป็นอย่างดีเพราะเป็นตัวละครซูเปอร์ฮิต มีหนังเดี่ยวออกมาให้ดูหลายเวอร์ชั่น แต่กับ เดอะ แฟลช, ไซบอร์ก และ อควาแมน ล่ะ? 3 ตัวละครนี้รู้จักกันเพียงแค่แฟนๆเฉพาะกลุ่มเท่านั้น และนั่นจึงทำให้การรวมตัวของทีมซูเปอร์ฮีโร่แถวหน้าในโลกการ์ตูน ออกมาประดักประเดิดเสียนี่กระไร

เรื่องราวของ Justice League นำเสนอตามขนบธรรมเนียมหนังฮีโร่ เมื่อวายร้ายนอกโลกอย่าง สเตพเพน วูล์ฟ นำลูกน้องบุกไปยังดินแดนต่างๆเพื่อเอากล่องสมบัติอย่าง มาเธอร์ บ็อกซ์ มาใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนครองโลก เหล่าฮีโร่ที่สัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่กำลังจะมาถึง จำต้องรวมตัวกันแบบเร่งด่วนเพื่อหยุดยั้งแผนการณ์ นำทีมโดย แบทแมน และ วอนเดอร์ วูแมน ที่ต้องออกตามหาฮีโร่ที่พวกเขาไม่รู้จักมักจี่กันก่อน มาช่วยกอบกู้โลก

แฟนหนังของ ดีซี คงจะคุ้นเคยกับโทนหนังฮีโร่ที่มาในแนวทางมืดหม่น หดหู่ ดราม่า เคร่งขรึม ตัดกับโทนของ มาร์เวล ที่สว่างสดใส สอดแทรกมุกฮาเป็นระยะ ทว่าพอมาถึง JL ผกก.แซค สไนเดอร์ (รวมถึง จอสส์ วีดอน ผกก. Avengers ที่ย้ายฟากมาช่วยดูแลเรื่องนี้) ที่เรียนรู้จากหนังเรื่องก่อนอย่าง Batman V Superman ว่าดาร์คแล้วเจ๊ง ก็จัดการเปลี่ยนโทนให้มีสีสันสนุกสนานยิ่งขึ้นเพื่อเรียกคนดูหน้าใหม่เข้ามา (และเงินค่าตั๋วที่มากขึ้น) ทว่าก็เป็นดาบสองคม กล่าวคือเปรียบเสมือนการทำลายภาพลักษณ์เก่าเดิม หนำซ้ำมุกตลกที่ใส่เข้ามาก็ออกแนวกริบเสียส่วนใหญ่ ขนาดมีตัวโจ๊กประจำค่ายอย่าง เดอะ แฟลช มาสร้างสีสันแท้ๆ

ปัญหาถัดมาคือ “ความสัมพันธ์” ระหว่างฮีโร่ทั้ง 5 คน รายของ แบทแมน กับ วอนเดอร์ วูแมน นั้นปกติเพราะคู่นี้เคยเจอกันในหนังเรื่องก่อนอย่าง Batman V Superman แต่กับ 3 ตัวละครใหม่ ไซบอร์ก, อควาแมน และ เดอะ แฟลช ที่ต้องมารวมทีมแบบปุบปับ ดูแล้วค่อนข้างตะหงิดๆไม่เหมือนกลุ่ม Avengers ภาคแรกที่รู้จักกันดีอยู่แล้วก่อนมารวมทีม บทพูดก็เชยสิ้นดี นั่นจึงทำให้การรวมพลของ 5 เทพแห่งดีซี ดูแล้วไม่ทำให้คนดูรู้สึกผูกพันกับพวกเขาเลย ขณะที่ตัวร้ายอย่าง สเตพเพนวูล์ฟ ก็ไม่ได้เก่งกาจอย่างภาพลักษณ์ที่เห็น ให้ วอนเดอร์ วูแมน ปราบคนเดียวยังได้ ส่วนฉากแอ็คชั่น ก็ไม่มีซีนไหนน่าจดจำเลย

อีกปัญหาน่าขัดใจเป็นการส่วนตัวคือการที่หนังทำให้ตัวละครอย่าง แบทแมน (เบน แอฟเฟล็ค) เป็นฮีโร่ที่ไร้ภาวะผู้นำอย่างรุนแรง ในฐานะแฟนมนุษย์ค้างคาวทั้งเวอร์ชั่นการ์ตูนและหนังโรง บุรุษรัตติกาลคนนี้ถูกวางสถานะเป็นผู้นำที่ฉลาด สุขุม ล้ำลึก สั่งการลูกทีมได้ เจอเหตุการณ์แย่ๆก็ยังมีสติวางแผนรับมือได้ แต่หนังเรื่องนี้ทำลายภาพลักษณ์ที่ดีงามของเขาหมด กลายเป็นคนสิ้นหวัง ขาดภาวะผู้นำ ดูพึ่งพาไม่ได้ และโวยวายถึงขนาดเหลี้ยกล่อมให้เพื่อนๆเห็นด้วยกับการชุบชีวิต “เพื่อนรัก” คนหนึ่งกลับมาช่วยโลกทั้งที่ตัวเองก็มีเพื่อนร่วมทีมระดับเทพอยู่ตั้ง 2 คน (คุณผู้อ่านคงเดาได้ว่าเป็นใคร)

สรุปแล้วคนที่ต้องการความบันเทิงแบบเพียวๆเพื่อหลบหนีโลกความจริงที่โหดร้าย อยากเห็นฮีโร่ที่คุณชอบมาตั้งก๊วนปราบผู้ร้ายแบบตัวเป็นๆ Justice League ถือเป็นตัวเลือกที่การันตีว่าเข้าไปดูแล้วอิ่มแน่ แม้จะไม่ค่อยอร่อยก็ตาม ขณะเดียวกันถึงจะมีกระแสวิจารณ์แง่ลบทั่วโลก แต่กระนั้นเมื่อเห็นเครดิตท้ายเรื่องตัวที่ 2 ซึ่งทำเอาอ้าปากค้างกว่าหนังทั้งเรื่องแล้ว แล้วก็ยากที่จะปฏิเสธไม่ติดตามดูเรื่องราวของเหล่าฮีโร่กลุ่มนี้ต่อไปเหมือนกัน