สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เว็บไซต์ของนิตยสาร Fortune ได้เผยแพร่บทความถึงผลกระทบจากโซเชียลมีเดีย และบรรดาคลิปสั้นที่กำลังได้รับความนิยม ว่ามีผลอย่างยิ่งต่อสุขภาพจิตและพฤติกรรมของเด็ก โดยเหล่าผู้บริหารจากบิ๊กเทคฯ คอมพานีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ยูทูบ TikTok หรือแม้แต่ผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยี ล้วนไม่ปล่อยให้ลูกหลานของตนเองอยู่ในโลกโซเชียลได้อย่างอิสระ ทุกครอบครัวของเหล่าผู้บริหารล้วนมีข้อกำหนดสำหรับการใช้งาน เพราะพวกเขารู้ถึงผลกระทบที่จะตามมาจากการใช้งาน หรือจมอยู่กับคอนเทนต์ที่ไม่ได้สร้างสรรค์นาน ๆ ที่นี้เลยมีคำถามว่า “แล้วทำไมพวกเขารู้ แต่ยังปล่อยให้คนทั้งโลกใช้งานต่อโดยไม่สร้างข้อจำกัด”
คำถามดังกล่าวไม่ใช่ข้อสงสัยที่ถูกเก็บไว้ในใจคนทั่วโลก หากแต่มีการตั้งคำถามนี้ผ่านสื่อและการสอบถามจากสภาคองเกรส สหรัฐฯ เรื่อยมา อย่างเมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ในฐานะผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ META ได้เข้าให้การกับศาล หลังจากมีผู้ใช้งานฟ้องร้องว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของ META ทำให้เธอเสพติด และมีปัญหาทางสุขภาพจิตตั้งแต่วัยรุ่น แน่นอนว่าผู้บริหารอย่าง ซัคเกอร์เบิร์ก ปฏิเสธทุกกรณี และย้ำว่าแพลตฟอร์มของตนเองไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้ผู้คนเสพติดเหมือนกับเว็บการพนัน ที่ทำให้ผู้ใช้งาน “รูดหน้าลงแบบไม่มีที่สิ้นสุด” (Infinite Scrolling)
แม้ว่า ซัคเกอร์เบิร์ก จะปฏิเสธ แต่ถ้าพิจารณาตามเอกสารทางวิชาการที่มีนักวิจัยได้ศึกษามาอย่างต่อเนื่อง พบว่าการเสพคอนเทนต์เหล่านี้อย่างหนักมีความสัมพันธ์กับปัญหาการใส่ใจ, การควบคุมตนเอง และสุขภาพจิตที่แย่ลง เช่น ความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้า เพราะการรับชมคลิปสั้นติดต่อกันเป็นเวลานาน ส่งผลให้สมองหลั่งสารโดปามีน ส่งผลให้สมองสั่งให้นิ้วเลื่อนลงอีกเรื่อย ๆ เพื่อให้เกิดความพึงพอใจ ขณะเดียวกันคลิปสั้นที่มักมีเนื้อหาตื่นเต้นเพื่อเรียกคนดู ส่งผลให้สมองส่วนหน้าหลั่ง “คอร์ติซอล” อันเป็นสารที่ทำให้เกิดความตื่นตัว เมื่อโดปามีนและคอร์ติซอลเหวี่ยงกลับไปกลับมา สุดท้ายส่งผลต่อสุขภาพจิตและการนอนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยรุ่นที่ไม่สามารถยับยั้งใจตนเองได้
ผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากที่โลกใบนี้ได้เปลี่ยนเข้าสู่โหมดโลกเสมือน และมีชีวิตอยู่ในโลกโซเชียลมีเดีย มากันมากกว่า 2 ทศวรรษ ทำให้พฤติกรรมที่ไม่ปกติ กลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเอาเข้าจริง ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นเราคงไม่สามารถห้ามได้ แต่เราสามารถตั้งข้อกำหนดเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบได้ ในเมื่อผู้บริหารเหล่าบิ๊กเทคฯ ที่พัฒนาแพลตฟอร์มและเครื่องมือดิจิทัลทั้งหลาย ต่างมีข้อห้ามกับลูกและคนในครอบครัวตนเอง แล้วทำไมสังคมจะสร้างข้อกำหนดเพื่อปกป้องเยาวชนและคนในสังคมไม่ให้ได้รับผลกระทบไม่ได้
ล่าสุดมีสองประเทศที่ออกมายืนยันว่าจะปกป้องคนของตนเอง อย่างออสเตรเลียและมาเลเซีย ถูกนับว่าเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่เดินหน้ามาตรการจำกัดการเข้าถึงโซเชียลสำหรับวัยต่ำกว่า 16 ปี โดยในฟากของออสเตรเลีย ข้อมูลทางการระบุว่าแพลตฟอร์มต้องป้องกันไม่ให้ผู้ที่วัยต่ำกว่า 16 สร้างหรือคงบัญชีเอาไว้ในโซเชียลมีเดีย ขณะที่มาเลเซีย มีรายงานว่า ห้ามผู้ที่อายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลมีเดีย ในปี 2026
การออกมาปกป้องประชากรของตนเองในบริบทที่แตกต่างกันไปของแต่ละประเทศนั้น แสดงให้เห็นแล้วว่าโซเชียลมีเดียนั้นมีผลกระทบอย่างยิ่งต่อสุขภาพจิต และสุขภาพกายของคนในสังคม สำหรับสังคมบ้านเรา ที่ยังนิ่ง ๆ อยู่กับการสร้างข้อจำกัด เพื่อไม่ให้ผู้ใช้บรรดาแพลตฟอร์มที่เข้าถึงทุกมุมของบ้านแม้แต่หัวนอน เพราะอยู่ในโทรศัพท์ข้างตัว
หากคุณอ่านคอลัมน์วันนี้ แล้วลองเช็กตัวเองดูว่านั่งจมอยู่กับคลิปสั้นนานนับชั่วโมงจนทำให้นอนหลับยาก มีอาการหงุดหงิดง่าย หรือสมาธิสั้นลง ลองตั้งข้อจำกัดในการใช้งานให้กับตนเองดูค่ะ หากวางไม่ลง ให้ใช้กฎนับ 1-3 แล้ววาง จากนั้นไปใช้เวลากับกิจกรรมอื่นแล้วหมั่นทำให้เป็นนิสัย ทีนี้คุณจะรู้สึกว่าตนเอง นอนหลับง่ายขึ้น มีสมาธิจดจ่อกับการทำงานตรงหน้ามากกว่าเดิม…ในเมื่อเหล่าบิ๊กเทคฯ คอมพานีทั้งหลายเขาไม่พร้อมจะรับผิดชอบใด ๆ กับสิ่งที่พวกเขาสร้างมา เราก็จงป้องกันตนเองไม่ให้เป็นเหยื่อของแพลตฟอร์มที่พวกเขาสร้างขึ้นกันเลยค่ะ
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า






























