Home Work & Living Living เมื่อคนรู้กฎหมายทำผิดกฎหมาย “หัวหมอ” หรือ “แพ้สัญชาตญาณดิบ”

เมื่อคนรู้กฎหมายทำผิดกฎหมาย “หัวหมอ” หรือ “แพ้สัญชาตญาณดิบ”

ตามอุดมคติของสังคม เรามักจะมีความคิดความเชื่อที่ว่า “นักกฎหมาย” คือผู้พิทักษ์ความยุติธรรม เป็นผู้รักษากฎหมาย และเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เราจะมองว่า “คนที่รู้กฎหมาย” ควรเป็นกลุ่มคนที่เคารพกฎหมายมากที่สุด เพราะเข้าใจทั้งโครงสร้าง เหตุผล และบทลงโทษอย่างถ่องแท้ แต่ในโลกความเป็นจริง เรากลับพบเห็นข่าวฉาวของบรรดานักกฎหมายทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ ตำรวจ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ตกเป็นจำเลยเสียเอง ตั้งแต่คดีทุจริตคอร์รัปชันไปจนถึงคดีฆาตกรรม และต้องเข้าไปนั่งหน้าบัลลังก์ที่คุ้นเคยด้วยสถานะที่แตกต่างออกไป

คำถามที่ตามมาคือ คนกลุ่มนี้ทำผิดเพราะ “หัวหมอ” หรือพวกเขาก็แค่ “มนุษย์ธรรมดาที่พ่ายแพ้ต่อสัญชาตญาณ” กันแน่?

คน “หัวหมอ” ใช้ความรู้ด้านกฎหมายเป็นเครื่องมือในการเลี่ยงความผิด

กรณีที่เป็นพวก “หัวหมอ” คนกลุ่มนี้มักไม่ใช่คนอารมณ์รุนแรงในเชิงจิตวิทยา แต่เป็นนักคำนวณความเสี่ยง ในทางอาชญาวิทยา มีทฤษฎีที่เรียกว่า Rational Choice Theory หรือทฤษฎีการเลือกอย่างเป็นเหตุเป็นผล ทฤษฎีนี้อธิบายถึงคนที่รู้ข้อกฎหมายเป็นอย่างดีแล้วกระทำผิด ว่ามักจะไม่ได้ทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบเสมอไป แต่ทุกการกระทำผ่านการคำนวณเรื่อง “ต้นทุนและความเสี่ยง” มาเป็นอย่างดีแล้ว ว่าจะใช้กฎหมายที่ตัวเองเชี่ยวชาญ เป็นอาวุธในการกระทำผิด และเป็นโล่ในการปกป้องตัวเองให้พ้นผิด (หรือผิดน้อยที่สุด) ได้อย่างไร

ลักษณะการทำผิดของพวก “หัวหมอ”

  • มีความรู้ด้านกฎหมายเป็นอย่างดี และรู้ช่องโหว่ในกระบวนการยุติธรรม พวกเขาจะประเมินช่องโหว่ก่อน เพราะคนที่รู้กฎหมายจะรู้ว่าพยานหลักฐานแบบไหนที่ศาลจะรับฟัง หรือมีช่องโหว่ของข้อกฎหมายใดที่สามารถใช้ตีความเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงได้ ความ “หัวหมอ” จึงไม่ใช่แค่การเลี่ยงกฎหมาย แต่คือการ “ใช้กฎหมายเพื่อทำลายกฎหมาย” ด้วยความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายของตัวเอง
  • การบริหารความเสี่ยงในการกระทำความผิด เพราะพวกเขารู้ว่าอะไรที่ผิดกฎหมาย แต่ก็รู้ด้วยว่าจะเลี่ยงบาลีให้มันผิดยาก พิสูจน์ความผิดยากได้ยากได้อย่างไร จะเลี่ยงพยาน เลี่ยงหลักฐานได้อย่างไร จึงเลือกที่จะทำความผิดในพื้นที่สีเทา และก่อนตัดสินใจทำ พวกเขาจะประเมินโอกาสที่ตนเองจะถูกจับ ความหนักเบาของโทษที่จะได้รับ หลักฐาน และเชื่อว่าตัวเองควบคุมสถานการณ์ได้ เพราะฉะนั้น ความรู้ด้านกฎหมายจึงไม่ได้ป้องกันพวกเขาไม่ให้ทำผิด แต่ “เพิ่มประสิทธิภาพ” ในการทำผิด
  • ความมั่นใจในอำนาจ คนที่อยู่ในวงการนี้ นอกจากมีความรู้ ความเชี่ยวชาญทางกฎหมาย ส่วนใหญ่พวกเขายังมีคอนเนกชันทั้งในและนอกวงการอีกมากมาย ทำให้เกิดความเชื่อที่ว่า “ฉันสามารถจัดการได้” หรือ “ระบบจะเข้าข้างพวกเดียวกัน” หรือแม้กระทั่ง “ฉันมีคนใหญ่คนโตคอยหนุนหลังอยู่” ความเชื่อในลักษณะนี้สามารถกลายเป็นความยโส ที่ทำให้กล้าทำผิดรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ในบางครั้ง ยังอาศัยความน่าเชื่อถือในวิชาชีพและการเป็นคนดังในวงการกฎหมาย มาเป็นเครื่องมือในการกระทำผิดด้วย

พวก “พ่ายแพ้สัญชาตญาณดิบ” เพราะความหน้ามืดตามัว เกิดได้กับมนุษย์ทุกคน

ในขณะที่กรณี “แพ้สัญชาตญาณดิบ” ก็เป็นการทำผิดทั้งที่รู้ว่าผิดเช่นกัน แต่เป็นการตัดสินใจทำเพราะสมองส่วนเหตุผลถูกอารมณ์และแรงขับตามธรรมชาติของมนุษย์ครอบงำไปแล้ว ไม่ว่าจะเรียนกฎหมายมานานแค่ไหน หรือเชี่ยวชาญกฎหมายในระดับใด แต่โครงสร้างสมองมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลง สมองส่วน Limbic System ที่มีหน้าที่ควบคุมอารมณ์และความต้องการพื้นฐานยังคงทำงานอยู่ตลอดเวลาแบบมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา หากปล่อยให้แรงขับครอบงำจนขาดสติที่จะควบคุมความยับยั้งชั่งใจ อารมณ์จะเดินนำ ส่วนความรู้ที่มีก็ถูกผลักไปไว้ข้างหลัง

ลักษณะการทำผิดของพวก “พ่ายแพ้สัญชาตญาณดิบ”

  • ควบคุมกิเลสไม่ได้ กฎหมายเป็นเรื่องตรรกะบนกระดาษ ส่วนการกระทำเป็นเรื่องการทำงานของสมอง และเมื่อมีกิเลสเป็นแรงขับ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีเหมือนกันหมด และถ้าเราควบคุมมันไม่ได้ ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ หรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไม่ทำงานในสถานการณ์นั้น ความหน้ามืดตามัวก็จะครอบงำในที่สุด มนุษย์เราจะทำทุกอย่างตามแรงขับที่ไม่มีการควบคุม
  • สถานการณ์บีบคั้น ในบางครั้ง เมื่อเกิดสถานการณ์บีบคั้นที่ส่งผลต่อความอยู่รอด สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดจะเข้าควบคุมทันที หลายคนตัดสินใจหันหลังให้กับความถูกต้องด้วยความคิดที่ว่า “ถ้าไม่ทำก็ไม่รอด”
  • การกล่อมเกลาจิตใจ มนุษย์เราเก่งมากในการหาเหตุผลมาสนับสนุนความผิดของตัวเอง นักกฎหมายหลายคนที่ทำผิดมักจะสร้างชุดคำอธิบายว่า “ฉันทำเพื่อส่วนรวม” หรือ “มันเป็นแค่การสมนาคุณ” เพื่อลดความขัดแย้งในใจว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ตรงข้ามกับวิชาชีพที่ต้องรักษากฎหมาย รักษาความถูกต้อง

รู้กฎหมายก็ไม่ช่วยอะไร เพราะความรู้ทางกฎหมาย ไม่ใช่ภูมิคุ้มกันทางศีลธรรม

งานวิจัยด้านจิตวิทยากฎหมาย ชี้ตรงกันว่า การรู้กฎหมายเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจ แต่ไม่ได้เพิ่มศีลธรรมโดยอัตโนมัติ เพราะความรู้ทางกฎหมายทำให้พวกเขาประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น สามารถแยกสิ่งที่ “ผิดจริง” กับสิ่งที่ “ผิดแต่พิสูจน์ว่าผิดได้ยาก” ออกจากกัน นอกจากนี้ พวกเขามองกฎหมายเป็นระบบ ไม่ใช่ค่านิยม สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ในบางคน ความรู้ทางกฎหมายที่มีไม่ได้ช่วยยับยั้งการทำผิด แต่กลับลดความกลัวต่อการทำผิด เพราะรู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะ “ไม่เกม”

ไม่เพียงเท่านั้น จากงานวิจัยทางจิตวิทยายังพบปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Moral Licensing หรือการอนุญาตให้ตัวเองทำผิดได้ เมื่อรู้สึกว่าตัวเองทำความดีมามากพอ นักกฎหมายบางคนที่ทำงานรับใช้สังคมมานานจึงอาจเผลอคิดว่า “ฉันทำดีมาเยอะแล้ว ช่วยเหลือคนอื่นมาตั้งมากมาย นี่เป็นความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เอง ทำครั้งสองครั้ง คงไม่เป็นไรมั้ง” และยังมีเรื่องของความลำเอียงจากการมั่นใจเกินไป พูดง่าย ๆ ก็คือ นักกฎหมายที่ทำงานใช้กฎหมายมานาน มักคิดว่าตัวเองฉลาดและเชี่ยวชาญมากพอที่จะ “ปกปิดร่องรอยการกระทำผิด” ได้แนบเนียนกว่าคนทั่วไป (ที่ไม่รู้กฎหมาย) ซึ่งความมั่นใจนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของความประมาทและนำไปสู่การถูกจับได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม จิตวิทยากฎหมายมองว่า การอนุญาตให้ตัวเองทำผิดได้ เป็นเรื่องที่อันตรายที่สุดต่อระบบยุติธรรม เพราะมันจะนำไปสู่การบิดเบือนศีลธรรม ลักษณะก็คือ รู้ว่าผิดแต่ก็ยังทำ แถมยังเชื่อว่าตนเองชอบธรรม พฤติกรรมดังกล่าวมีกลไกทางจิตคือ “ฉันทำเพื่อประโยชน์ของคนส่วนรวม” หรือ “กฎหมายล้าหลังตามไม่ทันความจริงเอง” หรือ “ถ้าฉันไม่ทำ ระบบก็พังอยู่ดี ใคร ๆ เขาก็ทำกัน” ความคิดลักษณะนี้เป็นเรื่องอันตราย เพราะคนที่พาตัวเองมาถึงจุดนี้จะไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังทำผิดแล้ว พวกเขาพร้อมที่จะทำซ้ำ และไม่เรียนรู้อะไรเลยจากผลลัพธ์ เนื่องจากพวกเขาได้สร้างกรอบศีลธรรมใหม่ที่บิดเบี้ยวขึ้นมารองรับการกระทำของตนเอง รวมถึงบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในกฎหมาย

ดังนั้น การที่คนรู้กฎหมายแต่ทำผิดกฎหมายเสียเอง อาจไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาดว่าทำเพราะ “หัวหมอ” หรือ “แพ้สัญชาตญาณดิบ” อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น การตัดสินใจทำผิดของคนเรามันมีความซับซ้อนมากกว่านั้น และเป็นไปได้ว่าอาจทำงานร่วมกันทั้งสองอย่าง ทว่าสิ่งที่สำคัญก็คือ คนเหล่านี้ไม่ได้ทำผิดเพราะไม่รู้ แต่รู้และเลือกที่จะรู้ในแบบที่เป็นประโยชน์กับตัวเองมากที่สุด จุดนี้เองที่ทำให้นักกฎหมายดัง ๆ หลายคนกลายเป็นผู้ร้ายในชั่วข้ามคืน ถูกริบเอาอิสรภาพในการใช้ชีวิตบนโลกกว้างไป และถูกส่งเข้าไปใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพงสูง สถานที่สุดหดหู่ที่พวกเขาเคยส่งคนทำผิดจำนวนมากเข้าไปรอพวกเขาอยู่ก่อนเช่นกัน