ในกีฬามอเตอร์สปอร์ต คือการผสมกันระหว่างสมรรถนะของรถและสมรรถภาพรวมถึงความสามารถของนักแข่ง และยิ่งหากเป็นมอเตอร์สปอร์ตระดับท็อปสุดของโลก การจะทำเวลาต่อรอบให้เร็วขึ้นจากเดิมเพียงแค่เสี้ยววินาที บอกได้เลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายครับ
“ไม่มีเวทมนตร์ในมอเตอร์สปอร์ต” เป็นคำพูดของ Paolo Pavesio ทีมบอสยามาฮ่าโมโตจีพี ที่พูดในงานเปิดตัวทีมแข่งลุยศึก โมโตจีพี 2026 อย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อทีม มอนสเตอร์ อีเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโตจีพี ซึ่งประเด็นสำคัญคือปีนี้ ยามาฮ่า จะเปลี่ยนมาใช้รถแข่งคันใหม่ YZR-M1 เวอร์ชันเครื่องยนต์ V4 ลงแข่งพร้อมกันทั้ง 4 คัน
ซึ่งประโยคที่ Paolo Pavesio พูดไว้นั้น มุมหนึ่งคือการถ่อมตัวมองไปข้างหน้าแบบสเต็ป บาย สเต็ป และอีกมุมหนึ่งคือการยอมรับว่าการปรับเปลี่ยนรถคันใหม่ เครื่องยนต์ใหม่ภายในชั่วข้ามคืน อาจไม่ได้การันตีถึงผลงานหรือเวลาต่อรอบว่ามันจะดีขึ้นหรือไม่ อย่างไร ในฤดูกาลนี้ เพราะอย่าลืมว่าการเปลี่ยนรถใหม่คือการเริ่มใหม่ทั้งหมด
เหตุผลคือนับจากฟาบิโอ กวาตาราโร่ บิด ยามาฮ่า YZR-M1 คว้าแชมป์โลกโมโตจีพีครั้งล่าสุดได้ในปี 2021 นับจากวันนั้น ทีมแข่งโรงงานยามาฮ่าก็ห่างหายจากความสำเร็จในตำแหน่งหัวแถวของโมโตจีพีออกไปเรื่อย ๆ นั่นทำให้ในปี 2026 จะถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของทีมบิดสีน้ำเงิน ด้วยการพัฒนารถ M1 ใหม่ทั้งคัน
ก่อนหน้านี้ ในฤดูกาล 2025 ยามาฮ่าได้ทำงานอย่างหนักในการพัฒนารถแข่ง YZR-M1 เครื่องยนต์ V4 ควบคู่ไปกับการแข่งขันด้วยเครื่องยนต์ Inline-4 และมีการส่งลงสนามแข่งขันในฐานะไวลด์การ์ดรวม 3 ครั้ง ซึ่งช่วยเก็บข้อมูลและพัฒนาการที่น่าพอใจ เพื่อนำไปต่อยอดสู่การแข่งขันเต็มฤดูกาลในปีนี้
ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนรถแบบยกเครื่องใหม่หมดมาใช้เครื่องสูบวีเป็นค่ายสุดท้าย ในขณะที่ทีมอื่นใช้เครื่องยนต์สูบวีมาจนเจนสนามกันแล้ว ถ้าปังคือผลงานที่จะมีโอกาสกลับไปติดกลุ่มหัวแถว แต่ถ้าแป้กก็อาจจะยังอยู่ในระดับเดิมเหมือนในปี 2025 แต่อย่างน้อยมันคือการเตรียมพร้อมไปสู่ปี 2027 ที่จะเปลี่ยนกติกาเครื่องยนต์อีกครั้ง
ขณะที่ Takahiro Sumi ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายมอเตอร์สปอร์ต ยามาฮ่า มอเตอร์ บอกว่า “2025 คือปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน แต่สำหรับปี 2026 ยามาฮ่าจะทุ่มกำลังทั้งหมดไปที่แพลตฟอร์ม V4 ตัวใหม่ การเริ่มต้นบทใหม่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเสมอ แต่ก็ต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด”
สิ่งสำคัญคือการทดสอบในช่วงวินเทอร์เทสต์ของรถแข่งยามาฮ่าทั้ง 4 คัน (2 คันจากทีมโรงงาน และอีก 2 คันจากทีมพรามัก ยามาฮ่า) ว่าจะมีแนวโน้มออกไปในทิศทางใด และเวลาที่ออกมาจะห่างจากหัวแถวเท่าไร ก่อนที่การแข่งขันสนามแรกจะเปิดฉากกันที่ประเทศไทยในปลายเดือน ก.พ. นี้
จริงอยู่ครับที่อาจจะไม่มีเวทมนตร์ในมอเตอร์สปอร์ต รถที่ช้าอยู่แล้วจะเซตอัปอย่างไร เวลาก็ขึ้นลำบาก แต่บางทีสำหรับรถใหม่ ทุกอย่างใหม่หมด ซึ่งมันคือการเดิมพันครั้งใหญ่ หากในช่วงเทสต์ ค้นพบเซตติงที่สุดสำหรับนักแข่งได้ ก็อาจเป็นกุญแจสำคัญให้ยามาฮ่ากลับสู่หัวแถวได้อีกครั้งก็เป็นได้