หลังจากที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วแอบนอกใจซีรีส์เกาหลีไปซบซีรีส์ไทยมา 1 สัปดาห์ (ต้องยอมให้เรื่องนี้จริง ๆ เพราะตั้งตารอ) สัปดาห์นี้ก็กลับมาตายรังให้กับซีรีส์เกาหลีตามเดิม ท่ามกลางการป้ายยาจากเพจรีวิวซีรีส์เกาหลีหลายเพจ ให้การตรงกันว่ามีซีรีส์เรื่องใหม่แนวกฎหมายที่สนุกมาก มีอยู่เพจหนึ่งชื่อเพจอะไรก็จำไม่ได้ พูดถึงตัวเลขเรตติ้งของซีรีส์เรื่องนี้ที่เกาหลี ซึ่งมันก็เป็นตัวชี้วัดได้ระดับหนึ่งเลยล่ะว่าถ้าคนดูที่เกาหลีชอบ มันก็น่าจะสนุกจริง นั่นทำให้หลังจากที่ได้ชื่อเรื่องมา เลยแอบไปส่องตัวเลขเรตติ้งก่อนจะเปิดดู ก็พอว่าเป็นซีรีส์ที่ตัวเลขขึ้นได้สวยจริง ๆ เปิดตัวมาด้วยเรตติ้ง 4 นิด ๆ ออนแอร์มา 4 ตอน ล่อเข้าไป 8 กว่าแล้ว ยังเหลืออีก 8 ตอนให้ลุ้น แต่ดูทรงน่าจะทะลุ 2 หลักได้เลย
Pro Bono หรือชื่อภาษาไทยจาก Netflix (ดูซับไทยถูกลิขสิทธิ์ได้ที่นี่นะ) สู้สุดใจทนายอาสา เป็นซีรีส์ที่เล่าเรื่องราวของ “คังเดวิด” ผู้พิพากษาหนุ่มอนาคตไกลที่ชีวิตของเขากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น พูดได้เลยว่าเขาคือดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการกฎหมาย เขาเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเองสูง มีจริยธรรมการทำงานที่ดีแบบไร้ที่ติ (ในสายตาคนอื่น) รักความยุติธรรมและเชื่อมั่นในกระบวนการกฎหมายอย่างแรงกล้า ทั้งยังมีภาพลักษณ์น่าเชื่อถือ และมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียหลายแสนคน จนได้รับฉายาว่าเป็น “ผู้พิพากษาของประชาชน” แต่เนื้อแท้เขาเป็นคนทะเยอทะยาน หมกมุ่นในความสำเร็จและวัตถุนิยม มองเห็นเงินและชื่อเสียงเป็นสิ่งสำคัญ เขาจะทำดีกับผู้อื่นเพราะหวังผลเสมอ

ทว่า…สิ่งเหล่านี้เป็นเพียง “อดีต” เท่านั้น ก็ใครจะไปคิดล่ะว่าผู้พิพากษาที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านการงาน ชื่อเสียง และมีหน้ามีตาในสังคม ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดแบบเขา จะกลายเป็น “อดีตผู้พิพากษา” ในชั่วพริบตา เพราะในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จอีกขั้น จู่ ๆ เขาก็เข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันเข้า ซึ่งเรื่องนี้จะนำพาความซวยมาเยือนชีวิตเขาแบบดิ้นหนีไม่รอดได้เลย และเขาจะพบกับจุดจบในทุกทาง เขาจึงจำใจลาออกจากตำแหน่งผู้พิพากษา แล้วมาเริ่มต้นบทบาทใหม่ในฐานะทนายความอาสา ที่รับว่าความคดีสาธารณประโยชน์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในทีม Pro Bono ที่มีลูกทีมอีก 4 คน โดยเขาต้องรับมือกับความเป็นปัจเจกของ 4 คนนี้อย่างยากลำบาก
ที่ทำงานใหม่ของเขาคือบริษัทกฎหมายยักษ์ใหญ่ชั้นนำของเกาหลีใต้ แต่ทว่าห้องทำงานของเขานั้นคับแคบยังกะรูหนู แถมยังไม่เห็นแม้แต่แสงเดือนแสงตะวัน หน้าที่ของเขาคือต้องสร้างภาพลักษณ์ใหม่ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมให้กับบริษัทนี้ ว่าไม่ได้ช่วยเหลือแค่คนมีเงิน แต่ยังยืนอยู่เคียงข้างประชาชนตาดำ ๆ เช่นกัน นอกจากนี้ เขายังต้องปั้นให้ทีมนี้มีอัตราการชนะคดีสูงขึ้นด้วย เขาตกลงที่จะอยู่ทีมนี้เป็นเวลา 1 ปี ด้วยความตั้งใจที่จะกลับไปสู่ยุครุ่งเรืองที่ตัวเองจากมาตามเดิม ไม่ได้ทำเพราะอยากช่วยเหลือใคร ไม่ได้ทำเพราะยึดมั่นในอุดมการณ์ ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะทนายให้ลูกทีมเชื่อใจด้วยว่าเขาน่ะตัวจริง เพราะภาพลักษณ์เขาดูขี้โม้เกินไป

จากผู้พิพากษาเซเลบผู้คลั่งไคล้ความสำเร็จ ต้องลงจากบัลลังก์มาเป็นทนายความตัวแสบที่ต้องว่าความให้ชาวบ้านฟรี ๆ นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เขาต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเป็นคนเก่งเหมือนเดิม เขาอ่านเกมในศาลได้ขาด มีจิตวิทยาในการอ่านคนสูง ช่างสังเกต เก็บข้อมูลเก่ง และยังรู้จักใช้คอนเนกชันทั้งสายดำสายขาวที่มีให้เป็นประโยชน์สูงสุดด้วย แต่อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ จากเด็กที่เรียนจบแค่มัธยมปลาย ทำไมชีวิตเขามาไกลได้ขนาดนี้ ก้าวต่อไปของเขาอาจเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาเลยด้วยซ้ำ ถ้าไม่สะดุดด้วยฝีมือใครบางคนเสียก่อน คำถามคือ ใครที่กำลังจ้องเล่นงานเขาอยู่ แล้วทำไปเพื่ออะไร
สำหรับผม ชีวิตไม่ใช่กล่องช็อกโกแลต แต่เป็นลังแอปเปิลพิษต่างหาก

ถึงว่าสิ! ก็สงสัยอยู่ว่าทำไมถึงมีภาพโปสเตอร์โปรโมตซีรีส์ที่ดูไม่ค่อยเข้าพวกอยู่ภาพหนึ่ง ภาพโปสเตอร์ภาพนี้เป็นภาพพระเอกใส่ครุยผู้พิพากษา กำลังเพ่งมองผลแอปเปิลผลหนึ่งที่อยู่ในมือของแม่มดเล็บแหลมยาว ด้วยสายตานึกสงสัยระคนไม่ไว้ใจ แถมภาษากายของเขาก็ดูเป็นกังวลกับแอปเปิลลูกนี้มากด้วย ตอนแรกที่เห็นโปสเตอร์ตัวนี้ มันชวนให้นึกถึงเทพนิยายเรื่อง Snow White ซะมากกว่า คาดเดาไม่ออกเลยว่ามันเกี่ยวอะไรกับพระเอกที่ตามเนื้อเรื่องเป็นอดีตเป็นผู้พิพากษา ส่วนปัจจุบันเป็นทนายความหว่า ทว่าซีรีส์เรื่องนี้ก็ไม่ปล่อยให้เราสงสัยนาน เฉลยปมของภาพโปสเตอร์ภาพนี้ตั้งแต่อีพีแรกของเรื่องเลย
เอาจริงนะ ภาพโปสเตอร์ภาพนี้แหละคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวป่วง ๆ ในซีรีส์เรื่องนี้ และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในชีวิตของพระเอกเลย จากผู้พิพากษาดาวรุ่งที่กำลังจะได้เป็นหนึ่งในแคนดิเดตชิงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา กลายเป็นตุ๊บมงในชั่วข้ามคืน เพียงแค่คืนเดียวที่เขามีนัดไปสังสรรค์กับเพื่อนเก่าสมัยเรียนประถม ซึ่งจู่ ๆ ก็ติดต่อมา ในคืนนั้น พวกเขากินเหล้าและพูดคุยอัปเดตชีวิตกันตามประสาเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน พระเอกของเราก็กระดกเข้าไปหลายแก้ว ถึงจะไม่ได้เมาหัวทิ่มชนิดภาพตัดจำอะไรไม่ได้เลย แต่ฤทธิ์แอลกอฮอล์ก็ทำให้เขาขาดสติ จำเรื่องราวในคืนนั้นไม่ได้เป็นบางช่วง เลยไม่รู้ว่าตัวเองไปขน “ลังแอปเปิล” ปริศนามาใส่รถตัวเองตั้งแต่เมื่อไร

เช้าวันรุ่งขึ้น เขาเดินทางมาทำงานที่ศาลตามปกติ ระหว่างที่เปิดกระโปรงท้ายรถเพื่อหยิบของ เขาก็ได้เห็นลังแอปเปิลที่วางนิ่ง ๆ อยู่ท้ายรถ ด้วยความที่ลังมันปิดไม่สนิท เขาจึงสังเกตเห็นวัตถุปริศนาที่อยู่ในลังนั้น ซึ่งมันคือสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาจากหน้ามือเป็นหลังมือ สัญชาตญาณของเขาทำงานทันทีว่าเขากำลังจะซวยจากสิ่งนี้ แต่ปัญหาก็คือ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งนี้มาอยู่ในรถเขาได้ยังไง ไม่มีเวลาให้คิดเยอะ เขาจึงใช้ไหวพริบหาทางออกที่ทำให้ตัวเองจบสวยที่สุดเพื่อที่จะยังได้ไปต่อบนเส้นทางสู่ความสำเร็จที่กำลัรอเขาอยู่ ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่เป็นผล เขาจำต้องลาออกจากตำแหน่งผู้พิพากษาอย่างงง ๆ กลายมาเป็นทนายความอาสาคดีสาธารณะประโยชน์ในบริษัทกฎหมายชื่อดังแทน
นี่คือที่มาที่ไปว่าทำไมเขาถึงเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองเป็นลังแอปเปิลพิษ แทนที่จะเป็นกล่องช็อกโกแลตแบบตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง Forrest Gump ที่เขาชอบดู ในภาพยนต์เรื่องนี้มี quote ที่มีชื่อเสียงที่ใครหลายคนรู้จักกันดี คือ “Life is like a box of chocolates. You never know what you’re gonna get. – คุณแม่พูดเสมอว่าชีวิตคนเราก็เหมือนช็อกโกแลตหนึ่งกล่อง หยิบมาไม่มีทางรู้ว่าได้ไส้อะไร” ซึ่ง quote นี้พระเอกเป็นคนหยิบยกขึ้นมาพูดเองด้วย ตอนที่เขากำลังพยายามจะเลี่ยงให้คำตอบกับนักข่าวที่มาตามขอสัมภาษณ์เขา

ในวินาทีที่เขาเห็นว่าวัตถุในลังแอปเปิลคืออะไร และสร้างความเสียหายให้กับเขาได้มากน้อยแค่ไหน เขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าชีวิตของเขากำลังโดนแอปเปิลอาบยาพิษเล่นงาน แต่ประเด็นคือเขาไม่รู้ว่าศัตรูของเขาคือใคร อยู่ใกล้ตัวเขามากน้อยแค่ไหน เขาเลยต้องเล่นตามน้ำไปแล้วค่อย ๆ แอบสืบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ก็นะ! เขาไม่ใช่สโนว์ไวต์นี่นา ที่จะยอมตายง่าย ๆ เพราะดันไปกัดโดนแอปเปิลพิษเข้า ดังนั้น ในเวลานี้ไม่ว่าเขาจะต้องบุกป่าฝ่าดง ขึ้นเหนือล่องใต้ยังไง เขาก็ยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด ถึงแม้ว่าเขาจะกัดแอปเปิลพิษเข้าเต็มคำก็ตาม
มันประหลาดขนาดนั้นเลยเหรอ ที่ฉันอยากใช้ชีวิตด้วยการทำอะไรดี ๆ โดยไม่ต้องมีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง ทำไมถึงไม่มีใครเชื่อฉันเลย ทำไมเราถึงต้องพิสูจน์ว่ามีเจตนาดี และคิดว่าทุกคนจะต้องห็นแก่ตัวด้วย

นอกจากประเด็นชีวิตของพระเอกที่น่าสงสัยและน่าสนใจในเรื่องนี้แล้ว พล็อตหลักของซีรีส์เรื่องนี้ที่เราจะมองข้ามไม่ได้ก็คือ ประเด็นของทนายความอาสาที่รับทำคดีสาธารณประโยชน์ ตัวพระเอกที่ทีแรกเหยียดหยันการทำหน้าที่ของทนายความอาสาว่ามันไม่ทำเงิน เป็นการทำงานที่ดูจะไม่เข้าท่าเอาซะเลย และยังเป็นไปได้ว่าทนายความที่รับทำคดีเหล่านี้อาจจะมีเงินเดือนไม่พอกินด้วยซ้ำ นั่นทำให้ในวินาทีแรกที่เขาถูกส่งมาทำงานที่สำนักงานของทีมทนายความอาสา เขาช็อกรับประทานไปเลย ถ้าว่ากันตามตรง สำหรับเขาที่เคยเป็นผู้พิพากษาที่มีชื่อเสียง แถมตัวเขาเองก็เป็นพวกที่หมกมุ่นในความสำเร็จและวัตถุนิยมจ๋าขนาดนั้น การเปลี่ยนแปลงที่กะทันหันแบบนี้ เขาจะรับไม่ได้ก็ไม่แปลก

แต่การเข้ามาทำงานในทีมนี้ ทำให้เขาต้องทำงานร่วมกับลูกทีมอีก 4 คนที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัวกันสุด ๆ ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวที่ 4 คนนี้มีเหมือนกัน (ในสายตาพระเอก) คือความแปลก คนแรก “พัคกีปึม” ทนายความสาวสายจริงจังแบบสุดโต่ง เธอเป็นคนที่ถ้าสนใจอะไรแล้วเธอจะทุ่มเทให้กับมันแบบสุดตัว มีอุดมการณ์แรงกล้า และเชื่อในพลังของกฎหมายว่าสามารถช่วยเหลือผู้ที่ถูกเอาเปรียบได้ ทว่าเธอมองโลกในแง่ดีเกินไปจนเหมือนคนโลกสวยที่ปฏิเสธความเน่าเฟะในโลกแห่งความจริง ทำให้เขารำคาญเธอในบางครั้ง และเนื่องจากความแตกต่างกันแบบคนละขั้วของคู่นี้ พวกเขาจึงมักจะปะทะคารมกันอยู่บ่อย ๆ แต่เมื่อได้ทำงานร่วมกัน ก็เริ่มเห็นมุมที่ต่างออกไปในตัวกันและกัน

คนที่สอง “ยูนันฮี” ทนายความสาวอีกคนผู้เป็นสมาชิกกลุ่มต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนมาก่อน บุคลิกเธอค่อนข้างโดดเด่น ร่าเริง สดใส กล้าหาญ แต่ขี้โวยวาย เธออายุน้อยที่สุดในทีม และเข้าร่วมทีมนี้ทันทีที่เรียนจบ คนที่สาม “จางยองชิล” ทนายความหนุ่มผู้มีประสบการณ์ด้านกฎหมายสาธารณะอย่างยาวนานและเคยทำงานกับหน่วยงานรัฐมาหลายที่ เป็นคนรอบคอบ มีเหตุผล เก่งงานช่าง เก่งคอมพิวเตอร์ และชื่นชอบเห็ด! เขาจึงมักจะประดิษฐ์และซ่อมแซมทุกอย่าง ที่สำคัญ เขาพบว่าเห็ดเจริญเติบโตได้ดีในมุมร่มรื่นของออฟฟิศ เขาเลยปลูกมันจริงจังซะเลย ส่วนคนที่สี่ “ฮวังจุนอู” เขาเคยทำงานในสำนักงานกฎหมายโนเนม มีบุคลิกอ่อนโยน เป็นมิตร และเข้ากับทุกคนได้ง่าย

จะเห็นว่าทั้ง 4 คน (ยกเว้นพระเอก) เป็นทนายความที่มีความมุ่งมั่นและทุ่มเทกับการทำงานเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง แม้จะไม่ได้รับค่าตอบแทนจากการทุ่มเททำงานอย่างหนักเลยสักวอน โดยเฉพาะกับชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่เวลามีปัญหาด้านกฎหมายก็มักจะถูกละเลยและเอาเปรียบอยู่เสมอ เพราะไม่มีเงินจ้างทนาย นั่นทำให้คนเหล่านี้ถูกทอดทิ้งให้ต้องต่อสู้ตามกำลังที่มีอย่างเดียวดาย บางคนถูกผลักออกไปเป็นคนชายขอบ ทีมทนายความอาสาทีมนี้จึงเข้าไปช่วยเหลือคนตัวเล็กตัวน้อยที่ไร้เสียง ไร้อำนาจในสังคม ด้วยความรู้ทางกฎหมายที่ตัวเองมี ซึ่งเราจะเห็นเลยว่าแต่ละคดีที่ทีมนี้รับมาทำ เป็นคดีที่ดูไม่น่าจะเป็นคดีได้ แต่เอาเข้าจริง มันใกล้ตัวเราจนไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลได้ต่างหาก

ตัวละครที่น่าสนใจที่สุดก็คือ “พัคกีปึม” ผู้ที่น่าจะเป็นนางเอกของเรื่องนี่แหละ เธอเป็นหญิงสาวที่เติบโตมาอย่างดีโดยมีพ่อแม่เป็นผู้พิการทางการได้ยิน ความโลกสวยของเธอทำให้พระเอกเข้าใจผิดว่าเธอเติบโตมาแบบไม่เคยพบเจอความลำบาก แต่แท้ที่จริงเธอรู้ดีว่าการสู้ชีวิตแต่โดนชีวิตสู้กลับและต้องพ่ายแพ้ให้ชีวิตตลอดมันเป็นยังไง ทว่าเธอก็ไม่เคยสูญสิ้นศรัทธาในการที่จะทำดีแม้ชีวีจะเฮงซวยแค่ไหนก็ตาม เธอยังคงมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือและปกป้องผู้อื่นด้วยความจริงจังและจริงใจ เธอจึงมักจะหัวเสียอยู่บ่อย ๆ ที่ต้องอธิบายสิ่งที่เธอทำว่าเธอทำเพราะอยากทำจริง ๆ ไม่ได้มีเหตุผลอะไรหรืออยากได้อะไรตอบแทน แต่ไม่ค่อยมีใครเชื่อเธอ เธอถึงขั้นยอมย้ายทีมจากทีมกฎหมายทำเงินมาอยู่ทีมทนายอาสาเพื่อสาธารณประโยชน์ด้วยความเต็มใจ มันคืออุดมการณ์ของเธอเอง แม้คนอื่นจะมองว่าแปลกก็ตาม

แม้ว่าทีแรกจะยอมเปิดดูซีรีส์เรื่อง Pro Bono เพราะโดนป้ายยามาว่าสนุกอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ด้วยความที่โดยส่วนตัวไม่ได้ตื่นเต้นกับซีรีส์แนวกฎหมายเท่าไร จึงยังรู้สึกชั่งใจอยู่พอสมควรเลยตอนที่เปิดอีพีแรกดูไปครึ่งตอน ถึงขั้นกดหยุดก่อนแล้วพิจารณาว่าจะไปต่อดีไหมด้วย เลยพยายามให้โอกาส อย่างน้อยก็ควรจะดูอีพีแรกให้จบ และถ้าให้รู้ดำรู้แดงไปเลยว่ายาวไปหรือเท ก็ต้องดูให้จบอีพี 2 โชคดีนะที่เลือกดูต่อ เรื่องมันมาสนุกขึ้นเยอะในอีพีที่ 2 นี่แแหละ โดยเฉพาะฉากดวลกฎหมายกันในศาลที่อย่างเดือด แถมยังเซอร์ไพรส์คนดูด้วยเล่ห์กลสุดเฉียบของพระเอก ที่พลิกเกมให้ทีมตัวเองเป็นฝายชนะได้ ทั้งที่เกือบเพลี่ยงพล้ำให้อีกฝ่ายแล้วแท้ ๆ ก็เลยจัดอีพี 3 และ 4 ต่อเนื่องเลย
Pro Bono ไม่ใช่แค่ซีรีส์ที่พาเราเข้าไปเยือนโลกของตัวบทกฎหมายที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนในสายตาของตาสียายสา กฎหมายบางข้อเราไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามีแบบนี้ด้วยเหรอ หรือทำไมกฎหมายเป็นแบบนี้วะ (แม้ว่าจะต่างกันที่บริบทของสังคม กฎหมายไทยกับเกาหลีอาจไม่เหมือนกัน แต่มันเข้าใจและอินได้ไม่ยาก) แต่ซีรีส์เรื่องนี้ยังพาเราเข้าไปทำความรู้จักกับชีวิตของคนที่เข้าไม่ถึงกฎหมาย คนที่ถูกสังคมทอดทิ้ง คนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่มีเสียงในสังคม เราจะเดาไม่ออกเลยว่าถ้าพวกเขาไม่ได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มคนที่เป็นทนายความอาสา ที่ไม่คิดค่าทนายเวลาทำคดี ชีวิตพวกเขาจะหมุนไปในทิศทางไหน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามาก จนอาจเกิดขึ้นกับเราในสักวันก็ได้ ⚖






























