Home Work & Living Living เมื่อลักษณะพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า อาจส่งผลต่อเสียงในหัวให้ “กระโดด”

เมื่อลักษณะพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า อาจส่งผลต่อเสียงในหัวให้ “กระโดด”

จากกรณีที่เกิดเหตุการณ์การพลัดตกจากที่สูงในอาคารสูงอย่างห้างสรรพสินค้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องติด ๆ กันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นอกจากคำถามของสังคมที่ว่า “เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร” เพื่อลดการสูญเสียที่อาจป้องกันได้แล้วนั้น อีกคำถามที่น่าสนใจก็คือ “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า ถึงได้กลายเป็นพื้นที่ยอดนิยมที่คนเลือกเข้ามาจบชีวิตในยุคสมัยนี้” เนื่องจากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะที่เปิดโล่งและมีผู้คนทุกเพศทุกวัยพลุกพล่านขนาดนี้ มันย่อมส่งผลกระทบต่อผู้พบเห็นและชุมชนโดยรอบแน่ ๆ แต่พวกเขาเหล่านั้นมีเหตุผลอะไร ถึงเลือก “ห้างสรรพสินค้า” เป็นสถานที่สุดท้ายของชีวิต

(คำเตือน บทความนี้มีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับการทำร้ายตัวเอง หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีภาวะซึมเศร้า มีปัญหาสุขภาพจิต มีปัญหาทางใจ มีเรื่องไม่สบายใจ มีความทุกข์ใจ หรือเคยมีความคิดที่อยากทำร้ายตัวเอง โปรดหลีกเลี่ยงการอ่านบทความนี้ และขอให้รีบติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ศูนย์เยียวยาจิตใจ 1667 หรือคนใกล้ชิดที่เป็นที่พึ่งทางใจได้โดยด่วน และการเข้าปรึกษาปัญหากับจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด)

ไม่ได้พูดเล่น! เสียงในหัว “โดดสิ ๆ” สัมพันธ์กับการออกแบบพื้นที่ห้างสรรพสินค้า

นี่ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น แต่มันมีจริง ๆ เสียงในหัวที่เหมือนกับสั่งให้เรา “กระโดด” เมื่อยืนอยู่บนที่สูง หรือใครบางคนอาจเคยได้ยินเสียงนี้ในหัวขณะที่กำลังใช้บันไดเลื่อนในห้าง หรือยืนพิงขอบราวกั้นในห้างนั่นเอง เสียงในหัวนี้ถูกเรียกว่า “The Call of the Void” หรือ “L’appel du vide” ในภาษาฝรั่งเศส ส่วนภาษาไทยแปลตรงตัวว่า “เสียงเรียกจากความว่างเปล่า” เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นเมื่อเรามีความคิดอยากทำในสิ่งที่อันตรายหรือทำร้ายตัวเองอย่างฉับพลัน ทั้งที่แท้จริงไม่ได้ต้องการทำเช่นนั้น โดยความคิดนี้มักเกิดขึ้นเมื่อเราอยู่บนที่สูง เช่น คิดจะกระโดดลงจากตึกสูง หรือขณะขับรถ คิดจะหักพวงมาลัยเข้าเลนรถที่สวนทางมา

ปรากฏการณ์ The Call of the Void เป็นความคิดแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้บ่อยในผู้คนทั่วไปและไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญาณของความเจ็บป่วยทางจิต เพราะไม่ใช่ความคิดที่จะฆ่าตัวตายจริง ๆ เป็นเพียงแรงกระตุ้นที่ไม่เป็นอันตราย ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นไปโดยอัตโนมัติ เมื่อเราเผชิญหน้ากับความสูงหรือสถานการณ์อันตรายอื่น ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือ มันคือความคิดแบบแว่บหนึ่งที่เกิดขึ้นชั่วขณะ เมื่อ

  • เรายืนอยู่บนหน้าผาสูง มองลงไปข้างล่าง ในหัวมีความคิดแว่บหนึ่งว่า “ถ้าก้าวออกไปล่ะ?”
  • เมื่ออยู่บนบันไดเลื่อนหรือชั้นบนของอาคารสูง แล้วมองลงไปข้างล่าง ในหัวมีความคิดแว่บหนึ่งว่า “ถ้ากระโดดลงไปจะเป็นยังไง?”
  • การขับรถอยู่ริมถนนที่แคบและสูงชัน ก็มีความคิดแว่บหนึ่งว่า “ถ้าหักพวงมาลัยลงไปล่ะ?”
  • เมื่อยืนรอรถไฟอยู่ที่ชานชาลา ก็มีความคิดแว่บหนึ่งว่า “พุ่งตัวลงไปเลยดีไหมเนี่ย?”

อย่างไรก็ตาม ความคิดแว่บหนึ่งที่ว่านี้ ไม่ได้แปลว่าเราอยากฆ่าตัวตายจริง ๆ แต่เป็นเหมือน การกระตุกของสมอง ที่ทำให้เราตระหนักถึง “อันตราย” และ “คุณค่าของการมีชีวิต” มากกว่า โดยนักจิตวิทยาและนักประสาทวิทยาได้ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ไว้ว่าเกิดขึ้นดังนี้

  • การประมวลผลข้อมูลที่ผิดพลาดของสมอง โดยสมองบางส่วนแยกแยะผิดระหว่าง “สัญชาตญาณการป้องกันตัว” กับ “ความคิด” สมองของเรามีกลไกในการตรวจสอบสภาพแวดล้อมเพื่อความปลอดภัย เมื่อสมองเห็นความสูงและระยะห่างที่อันตราย มันจะส่งสัญญาณเตือนภัยทันที แต่บางครั้งสมองอาจตีความผิดพลาดและประมวลผลสัญญาณเตือนนั้นในลักษณะของ ความคิดที่อยากกระทำ แทนที่จะเป็น การระมัดระวัง ทำให้เกิดความรู้สึกคล้ายแรงกระตุ้นขึ้นมา หรือก็คือเมื่อเราเห็นความเสี่ยง สมองเลยสร้าง “ภาพ” ขึ้นมาเพื่อบอกให้ระวัง แต่เราดันรับรู้เป็นเหมือนความอยากทำ
  • ความอยากรู้อยากเห็นในระดับจิตใต้สำนึก มนุษย์มีความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่เป็นข้อห้ามหรือสิ่งอันตราย การที่เราคิดว่า “ถ้ากระโดดลงไปจะเป็นอย่างไร” ก็เป็นส่วนหนึ่งของสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นที่ถูกเก็บกดไว้ อยากรู้เกี่ยวกับความเป็นไปได้ ที่จะสำรวจขอบเขตระหว่างความเป็นและความตายในเชิงนามธรรม
  • การตระหนักรู้ถึงชีวิตและความตาย เมื่อเรายืนอยู่ในจุดที่มีโอกาส “จบชีวิต” สมองจะดึงเอาความคิดเรื่องการมีชีวิต-การตายขึ้นมาแบบกะทันหัน The Call of the Void เป็นวิธีที่จิตใต้สำนึกเตือนให้เราตระหนักถึงความเปราะบางของชีวิต การที่เรากลัวว่าจะโดดลงไปนั้นแสดงให้เห็นว่าเราต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ซึ่งเป็นปฏิกิริยาป้องกันตัวเองอย่างหนึ่ง เตือนตัวดเองว่าเราไม่อยากตาย นั่นจึงทำให้หลายคนที่เคยเผชิญกับ The Call of the Void บอกว่า “รักชีวิตมากขึ้น”

ถึงอย่างนั้น การมี The Call of the Void ในหัว “มันไม่ใช่อาการป่วย” ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก เพราะความคิดนี้เป็นเรื่องปกติและเกิดขึ้นได้บ่อยกับคนทั่วไป ส่วนใหญ่ก็เคยเจอความคิดนี้กันหมด มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งปี 2012 โดย Hames et al. พบว่าเกือบ 50% ของคนที่ไม่มีภาวะซึมเศร้าหรือความคิดฆ่าตัวตาย ล้วนแล้วแต่เคยเจอ The Call of the Void กันมาแล้วทั้งนั้น แต่… ความคิดนี้จะมีผลอย่างรุนแรงต่อคนที่มี ภาวะซึมเศร้า หรือ มีความคิดอยากฆ่าตัวตายจริง The Call of the Void จึงอาจรุนแรงและอันตรายมากกว่าคนทั่วไปมาก ๆ

แล้ว The Call of the Void เกี่ยวอะไรกับการออกแบบพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า

ต้องบอกว่าการออกแบบห้างสรรพสินค้าในยุคใหม่มักเน้นพื้นที่เปิดโล่ง และการจัดวางบันไดเลื่อนให้มองเห็นชั้นต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน ดูสวยงาม ดูโอ่อ่า บางที่ดูสมมาตรกันด้วยซ้ำ ซึ่งมันมีข้อดีในเชิงธุรกิจ คือทำให้ลูกค้ามองเห็นร้านค้าได้มากขึ้น ให้ความรู้สึกโปร่งสบาย และดึงดูดสายตาให้สนใจสินค้าและบริการต่าง ๆ บางทีก็คาดเดาได้ว่าชั้นนั้น ๆ น่าจะมีร้านค้าประเภทใดตั้งอยู่บ้าง แต่มันก็มีข้อเสียในเชิงสุขภาพจิต สำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคซึมเศร้า วิตกกังวล หรือผู้ที่มีความคิดอยากฆ่าตัวตายอยู่ก่อนแล้ว การมองลงมาจากที่สูงในพื้นที่ลักษณะนี้ อาจเป็น “สิ่งกระตุ้น” หรือ “สิ่งดลใจ” ที่เอื้อโอกาสให้พวกเขาตัดสินใจกระโดดลงไปจริง ๆ ได้

ในต่างประเทศ เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับลักษณะของสถาปัตยกรรมที่มีผลต่อการฆ่าตัวตาย เช่น อาคาร The Vessel ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่ต้องปิดตัวลงชั่วคราว เนื่องจากมีคนปีนและกระโดดลงมาหลายรายในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบอาคารที่ “เปิดโล่ง” และ “เข้าถึงง่าย” อาจกลายเป็นจุดเสี่ยงสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต

ปัจจัยด้านพื้นที่ (คนมีปัญหาสุขภาพจิต) ยิ่งเห็น ยิ่งอยากกระโดด

อย่างที่บอกไปว่าการออกแบบพื้นที่ใช้สอยในห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความสูงและเปิดโล่งอย่างบันไดเลื่อนหรือโถงบันได อาจส่งผลทางจิตวิทยาต่อผู้คนได้ โดยเฉพาะกับผู้ที่มีความเปราะบางทางอารมณ์อยู่แล้ว นี่อาจเป็นปัจจัยหลักที่เอื้อให้เกิดความรู้สึก “อยากกระโดด” ได้ง่ายขึ้น

  • พื้นที่เปิดโล่งและความสูง ห้างสรรพสินค้าส่วนใหญ่มีแนวคิดการออกแบบแบบ “Atrium” หรือโถงขนาดใหญ่ที่เปิดโล่งหลายชั้น ทำให้สามารถมองเห็นทุกชั้นจากจุดใดจุดหนึ่งได้ง่าย การมองลงมาจากความสูงในมุมนี้ อาจกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ The Call of the Void ซึ่งไม่ใช่ความต้องการที่จะฆ่าตัวตายจริง ๆ แต่เป็นแรงกระตุ้นทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นชั่วขณะ ประกอบกับสายตาของเราที่มองจากมุมที่เปิดโล่งและเห็นความสูงชัดเจน เช่น เมื่อเรายืนอยู่ขอบชั้นลอยหรือมองผ่านบันไดเลื่อน จะเห็นระยะลึกลงไปเบื้องล่างชัด การที่เรามองเห็น “ระยะตก” ทำให้สมองจินตนาการภาพการตก/การสิ้นสุดได้ง่ายขึ้น (ภาพจำลองของผลลัพธ์) และถ้ามันเกิดขึ้นในหัวของคนมีความทุกข์อยู่ก่อนแล้ว ภาพนี้สามารถกลายเป็น “ทางออก” หนึ่งในความคิดได้
  • รั้วกั้นและราวบันไดที่ไม่สูงพอ แม้จะมีการติดตั้งรั้วกั้นเพื่อความปลอดภัย แต่รั้วบางแห่งอาจไม่ได้สูงมากนัก แถมยังเป็นรั้วกระจกใสเตี้ย ๆ ราวโลหะ ที่เห็นไปถึงข้างล่าง ทำให้ผู้ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ รู้สึกถึง “พื้นที่ว่าง” หรือ “ความเสี่ยง” ได้ง่ายกว่าปกติ ช่องว่างระหว่างราวกับพื้นชั้นลอย ทำให้รู้สึกว่าไม่ถูกปิดกั้น ความรู้สึกนี้อาจไปกระตุ้นความคิดที่ว่า “ฉันสามารถกระโดดลงไปได้นะ” โดยที่ไม่ได้มีเจตนาจริง ๆ แต่ทางกายภาพสื่อว่า “ทำได้”
  • การมองเห็นที่เปิดกว้างและไร้สิ่งกีดขวาง บันไดเลื่อนและทางเดินเชื่อมต่อ มักถูกออกแบบมาให้ไม่มีสิ่งกีดขวางสายตา ทำให้ผู้ที่อยู่บนนั้นสามารถมองลงไปถึงพื้นด้านล่างได้โดยตรง มุมมองที่เปิดกว้างนี้ส่งผลให้สมองประมวลผลระยะห่างและความสูงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และอาจกระตุ้นให้เกิดความคิดชั่ววูบได้
  • การเข้าถึงง่าย บันไดเลื่อน ราวรั้วกั้น ชั้นลอย หรือช่องว่างชั้นมักเข้าถึงได้ทันที ไม่มีการกีดขวางเชิงกายภาพ ไม่ต้องปีนป่าย ไม่ต้องเตรียมการมาก ถ้าใครบางคนมีความคิดอยากลงมือเกิดขึ้นแบบฉับพลัน ก็เพิ่มความเป็นไปได้ ให้สามารถที่จะทำได้ทันที
  • ความเป็นสาธารณะแต่ปลอดคนคุม ไร้การเฝ้าดู ห้างสรรพสินค้าเป็นที่สาธารณะ แต่ก็มีจุดอับสายตาหรือช่วงเวลาที่คนไม่เยอะ อีกทั้งคงไม่มีใครเอะใจกับการที่ใครสักคนจะไปยืนอยู่ริมรั้วกระจกอยู่แล้ว เพราะมันเป็นเรื่องปกติที่ใครก็ทำได้ ทำให้ผู้ที่ต้องการทำอะไรแบบนั้นรู้สึกมีความเป็นส่วนตัวพอสมควร ด้วยความรู้สึกว่า “ไม่มีคนสนใจ/จะไม่ถูกขัดขวาง” ก็จะช่วยลดแรงหน่วงที่ห้ามทำ อีกทั้งห้างยังมักมีเวลาเปิด-ปิดชัดเจน บางคนอาจรอช่วงคนบางตา หรือกว่าจะมีคนเข้ามาให้การเข้าช่วยเหลือก็ต้องใช้เวลา ทำให้คิดว่าโอกาสสำเร็จสูงกว่า
  • จินตนาการได้ถึงการเห็นผลทันที อย่างที่บอกว่าขอบระเบียงเตี้ย ราวกระจกใส ช่องว่างชั้นลอย และมุมมองที่เปิดโล่ง การออกแบบแบบนี้เอื้อให้เกิดการตัดสินใจแบบฉับพลัน ทำให้จินตนาการภาพการตกง่ายขึ้น เล็งเห็นผลได้ชัดเจน เพราะรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ “จบได้ทันที” และบางคนอาจคิดถึงความเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ในที่สาธารณะจะถูกสังเกตหรือรายงาน (ซึ่งบางคนต้องการให้เรื่องนี้เป็นสัญญาณหรือข้อความบางอย่าง)

แน่นอนว่าการออกแบบพื้นที่ในห้างไม่ได้มีเจตนาจะให้เป็นอันตรายอยู่แล้ว เพราะไม่มีใครตั้งใจออกแบบพื้นที่ห้างให้คนมาทำอะไรแบบนี้ แต่ในมุมมองของจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม การสร้างพื้นที่ในลักษณะที่ “น่าดึงดูด” และ “มองเห็นได้ทั่วถึง” อาจกลายเป็นจุดที่สร้างความรู้สึกเสี่ยงได้โดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะในผู้ที่กำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้าหรือมีอาการป่วยทางจิต ซึ่งอาจมองว่าพื้นที่เหล่านั้นเป็น “โอกาส” หรือ “ทางออก” ที่ง่ายดายและเข้าถึงได้ง่ายนั่นเอง

การฆ่าตัวตายในที่สาธารณะ ทำไมต้องเป็น “ห้างสรรพสินค้า”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนทำร้ายตัวเองในที่สาธารณะ เหตุการณ์ลักษณะนี้มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถี่ ๆ ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน อาจทำให้เราเกิดคำถามว่า “ทำไมต้องเป็นห้างสรรพสินค้า (หรือที่สาธารณะที่คนพลุกพล่านและเปิดโล่ง)” จริง ๆ มันสะท้อนถึงประเด็นทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนภายในจิตใจของผู้ที่ตัดสินใจกระทำด้วย

1. การส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือในนาทีสุดท้าย ในบางกรณี การเลือกพื้นที่สาธารณะเป็นสถานที่จบชีวิต อาจมีเบื้องหลังมากกว่าที่จะให้ที่สาธารณณะเป็นที่จบชีวิต และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น แต่อาจเป็น ข้อความที่แสดงออกถึงความสิ้นหวังในครั้งสุดท้าย เพื่อสื่อสารกับสังคมหรือบุคคลหนึ่ง ให้เรื่องราวของตนเองเป็นที่รับรู้

  • การเรียกร้องความสนใจต่อปัญหาที่พวกเขาเผชิญ ผู้ที่ฆ่าตัวตายในที่สาธารณะอาจรู้สึกว่าชีวิตของตนเองถูกเพิกเฉย ถูกเมิน ถูกมองข้ามมานาน การที่พวกเขาเลือกจบชีวิตในพื้นที่ที่ทุกคนต้องเห็น เป็นวิธีการส่งสัญญาณว่าพวกเขาประสบปัญหาที่หนักหนาอย่างที่ไม่เคยมีใครรับรู้ ซึ่งในหลาย ๆ กรณี หลังจากมีการสืบสวนสอบสวนไปถึงเหตุการณ์เบื้องหลังที่เป็นแรงจูงใจให้กระทำเช่นนี้ ก็จะพบว่าพวกเขาเคยขอความช่วยเหลือในปัญหาที่พบเจอมานานแล้ว แต่ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือ ไม่ได้รับการสนใจ จนกระทั่งพวกเขาเลือกทำเช่นนี้และเป็นข่าวดัง สังคมถึงได้รู้เรื่องของพวกเขา ว่าพวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานมานานแค่ไหน
  • ต้องการเป็นที่จดจำ การเลือกสถานที่ที่มีคนเห็นจำนวนมาก ทำให้มั่นใจได้ว่าการกระทำของพวกเขาจะต้องถูกพูดถึง จะต้องถูกรายงานข่าว รวมถึงอาจมีการสืบสาวราวเรื่องถึงที่มาที่ไปของการกระทำ และจะไม่มีใครมองข้ามพวกเขาอีกต่อไป

2. ห้างสรรพสินค้าเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่ายและความสูงที่ดึงดูด อย่างที่ชี้แจงไปก่อนหน้านี้ว่าห้างสรรพสินค้าในเมืองใหญ่ ส่วนใหญ่มักมีสถาปัตยกรรมที่เปิดโล่ง มีความสูงหลายชั้น และไม่ได้มีคนคอยมายืนควบคุม ซึ่งเป้าหมายในการออกแบบเช่นนี้ก็เพื่อพื้นที่ใช้สอยในทางธุรกิจ แต่สำหรับผู้ที่มีความคิดที่อยากจะฆ่าตัวตาย พื้นที่ลักษณะนี้เป็นสถานที่ที่เข้าถึงได้ง่ายและเอื้อต่อการกระทำ ที่ใช้ประโยชน์จากความสูง มันกลายเป็นจุดที่ “ทำได้จริง” เห็นผลได้ทันที

  • ความสะดวกในการเข้าถึง ห้างสรรพสินค้าเป็นสถานที่ที่ใครต่อใครก็สามารถเข้าออกได้ง่าย ไม่มีใครสงสัยอะไรหากจะเดินขึ้นไปชั้นบน ๆ การขึ้นบันไดเลื่อนก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าสงสัย หรือแม้แต่การเดินไปยืนแถว ๆ ราวกระจกกั้นก็คงไม่มีใครเอะใจอะไร ซึ่งต่างจากการเข้าไปในพื้นที่หวงห้ามอื่น ๆ
  • แรงกระตุ้นจากที่สูง ดังที่กล่าวไปก่อนหน้า การมองลงมาจากความสูงอาจกระตุ้นให้เกิดความคิดชั่ววูบที่แม้จะไม่เป็นอันตรายในคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าหรือมีความคิดอยากฆ่าตัวตายอยู่แล้ว สภาพแวดล้อมที่เปิดโล่งและสูงเช่นนี้ อาจทำหน้าที่เป็นสิ่งกระตุ้นหรือแรงดลใจให้เกิดการกระทำตามความคิดนั้นขึ้นมาจริง ๆ

3. การแสดงความเจ็บปวดต่อสังคม ในบางครั้ง การกระทำเช่นนี้ในที่สาธารณะ อาจเป็นวิธีที่ผู้ประสบเหตุเลือกใช้เพื่อแสดงออกถึงความคับแค้นใจหรือความเจ็บปวดที่เกิดจากปัจจัยทางสังคม

  • การประท้วงความโดดเดี่ยว ห้างสรรพสินค้าเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองและการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การที่บุคคลเลือกจบชีวิตในสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนเหล่านี้ อาจเป็นการสะท้อนถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างรุนแรงท่ามกลางสังคมที่วุ่นวาย เมื่อพวกเขาตัดสินใจทำแบบนี้ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย ความโดดเดี่ยวของพวกเขาจะหายไปทันที เพราะทุกคนจะเห็นและให้ความสนใจ รวมถึงอาจจดจำสิ่งที่พวกเขาทำไปอีกแสนนาน
  • การแสดงความสิ้นหวังทางเศรษฐกิจ เนื่องจากห้างสรรพสินค้ามักเกี่ยวข้องกับฐานะทางเศรษฐกิจและการจับจ่ายใช้สอย ในบางกรณี การตัดสินใจจบชีวิตในสถานที่เช่นนี้ อาจเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงความสิ้นหวังที่เกิดจากปัญหาหนี้สินหรือการเงินที่หมดหนทางก็เป็นได้เช่นกัน

4. ผลกระทบจากสื่อและการลอกเลียน เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจและมีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนได้  หากมีข่าวการฆ่าตัวตายในห้างหรือสถานที่สาธารณะ เช่น ห้างหนึ่งถูกพูดถึงมาก บางคนอาจเลือกที่เดียวกันเพราะเห็นเป็นแบบอย่างที่ “ทำได้สำเร็จ” รวมถึงสื่อที่นำเสนอข่าวโดยละเอียดก็สามารถกระตุ้นการเลียนแบบได้เช่นกัน ดังนั้น ในหลายประเทศหรือแม้แต่องค์การอนามัยโลก (WHO) เอง ถึงได้มีการพัฒนาแนวปฏิบัติที่ส่งเสริมการรายงานข่าวการฆ่าตัวตายอย่างมีความรับผิดชอบขึ้นมาเป็นแนวทาง

แล้วจะทำอย่างไร หากเรากลายเป็นคนที่พบเห็น “ภาพติดตา” 

จากข่าวที่เกิดขึ้นทั้งถี่ ๆ อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าอาจจะมีเรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกเมื่อไรก็ได้ ทำให้เราตระหนักได้ว่าวันใดวันหนึ่ง อาจเป็นตัวเราที่เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ อาจจะเป็นคนที่ภาพชัด ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น หรืออาจจะเดินผ่านในขณะที่คนกำลังชุลมุนแล้วรู้เข้าว่าเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่ามันคงเป็นภาพที่ชวนช็อกอย่างมาก ดังนั้น เราจึงอาจต้องมีการเตรียมตัวเตรียมใจไว้ล่วงหน้า ว่าถ้าวันหนึ่งเราเกิดไปอยู่ในสถานการณ์ชวนช็อกนี้ขึ้นมา เราจะต้องรับมือกับความรู้สึกอย่างไรและต้องทำอะไรบ้าง ทั้งการตอบสนองในขณะนั้น รวมถึงการดูแลตัวเองหลังเหตุการณ์ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจในระยะยาว

ช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ (หลังเกิดเหตุทันที)

  • รีบตั้งสติและประเมินสถานการณ์ หากไปเจอเข้ากับสถานการณ์ที่มีคนกระโดดลงมาจากชั้นสูง ๆ ในห้าง สิ่งแรกที่ต้องทำคือรีบตั้งสติให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามหายใจเข้า-ออกลึก ๆ และมองหาความปลอดภัยให้กับตัวเอง
  • หลีกเลี่ยงการเข้าไปดูใกล้ ๆ การเข้าไปมุงดูหรือถ่ายรูป อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจของคุณอย่างรุนแรง และยังเป็นการละเมิดสิทธิของบุคคลที่ประสบเหตุด้วย ให้รีบเดินออกมาให้ห่างจากจุดเกิดเหตุ และหาที่ปลอดภัย
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ หากคุณเป็นคนแรก ๆ ที่เห็นเหตุการณ์ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ของห้างสรรพสินค้าหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อให้มีการเข้าช่วยเหลือและจัดการสถานการณ์อย่างเหมาะสม

หลังเหตุการณ์ (ในวันเดียวกัน)

  • ออกจากพื้นที่ เมื่อแจ้งเจ้าหน้าที่แล้ว ให้รีบออกจากพื้นที่ทันที เพราะการอยู่ในที่พื้นที่เกิดเหตุนานเกินไปจะยิ่งทำให้คุณจดจำภาพที่น่ากลัวนั้นได้แม่นยำขึ้น
  • พูดคุย/อยู่กับคนที่ไว้ใจ หาคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว หรือคนรัก เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พวกเขาฟัง การได้ระบายความรู้สึกออกมาจะช่วยให้คุณคลายความเครียดลงได้บ้าง และการที่ได้อยู่ใกล้ ๆ พวกเขา จะช่วยให้คุณผ่อนคลายความหวาดกลัวและความกังวลลง
  • ระมัดระวังการเสพข่าว อย่าลืมว่าคุณคือคนหนึ่งที่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตัวเองมาแล้ว หรือได้อยู่ใกล้ ๆ ในบริเวณที่เกิดเหตุเวลานั้น ดังนั้น ขอให้หลีกเลี่ยงการดูภาพวิดีโอหรือข่าวที่นำเสนอเหตุการณ์อย่างละเอียด เพราะการย้อนกลับไปดูซ้ำ ๆ อาจทำให้คุณฝันร้ายหรือมีภาพเหตุการณ์ติดตาได้

การดูแลตัวเองในระยะยาว

  • ยอมรับว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ ความรู้สึกตกใจ หวาดกลัว เศร้า หรือแม้กระทั่งรู้สึกผิด เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้หลังจากการเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นตรงหน้า อย่าโทษตัวเองและอย่าเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว
  • ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ หากคุณพบว่าตัวเองมีอาการผิดปกติ เช่น นอนไม่หลับ ฝันร้าย เห็นภาพเหตุการณ์ซ้ำ ๆ วิตกกังวลมากเกินไป หรือมีภาวะตื่นตัวง่ายกว่าปกติ อย่าลังเลที่จะปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้คุณจัดการกับความรู้สึกเหล่านี้ได้อย่างถูกวิธีและป้องกันภาวะ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
  • หากิจกรรมอื่นทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หากิจกรรมที่ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข เช่น ฟังเพลง ดูหนังที่ชอบ ออกกำลังกาย หรือใช้เวลากับสัตว์เลี้ยง เพื่อช่วยให้จิตใจของคุณกลับมาสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น

แล้วเมื่อไรที่ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ?

  • เห็นภาพเหตุการณ์ซ้ำ (flashbacks) จนทำกิจวัตรไม่ได้
  • หลีกเลี่ยงสถานที่/คนที่ทำให้คิดถึงเหตุการณ์จนชีวิตประจำวันเสียหาย
  • นอนไม่หลับ/ฝันร้ายบ่อยมาก
  • รู้สึกทำร้ายตัวเองหรือมีความคิดอยากตาย
  • การทำงาน/การเข้าสังคมได้รับผลกระทบอย่างมาก

สิ่งที่ต้องตระหนักให้มาก คือปรากฏการณ์เวอร์เธอร์ (Werther Effect)

เรื่องน่ากังวลในยุคที่ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้เพียงแค่มีกล้องและโซเชียลมีเดียในมือ ซึ่งโซเชียลมีเดียก็เป็นทั้งพื้นที่ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารแบบรวดเร็วทันเหตุการณ์ และพื้นที่ของการเสพข่าวของผู้คนในสังคมที่สามารถตามติดได้แบบเรียลไทม์ การนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายในที่สาธารณะซ้ำ ๆ จึงอาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ปรากฏการณ์เวอร์เธอร์ (Werther Effect) หรือก็คือ พฤติกรรมการฆ่าตัวตายเลียนแบบ ในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตคนอื่น ๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สื่อจะต้องนำเสนอข่าวลักษณะนี้อย่างระมัดระวัง (เช่น ไม่เปิดเผยวิธีการหรือสถานที่อย่างละเอียด) เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในสังคม

ปรากฏการณ์เวอร์เธอร์ (Werther Effect) เป็นคำที่นักสังคมวิทยาใช้เรียก การฆ่าตัวตายเลียนแบบ (copycat suicide) ที่เกิดขึ้นหลังจากมีการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายของบุคคลหนึ่งอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะถ้าผู้ที่ฆ่าตัวตายเป็นบุคคลมีชื่อเสียง หรือเหตุการณ์ถูกเล่าละเอียด จนไปกระตุ้นอารมณ์คนดูข่าว คนอ่านข่าวได้

คำว่า “เวอร์เธอร์” มีที่มาจากชื่อตัวละครในนวนิยายเรื่อง The Sorrows of Young Werther ของโยฮันน์ วูล์ฟกัง ฟอน เกอเธอ (Johann Wolfgang von Goethe) เล่าเรื่องราวของชายหนุ่มที่ผิดหวังในความรักและตัดสินใจฆ่าตัวตาย หลังจากนวนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์สู่สาธารณะในปี ค.ศ. 1774 มีรายงานว่าเกิดกระแสเลียนแบบการแต่งกายและพฤติกรรมของตัวละครอย่างแพร่หลายในทวีปยุโรป อีกทั้งยังมีรายงานว่าผู้คนจำนวนมากฆ่าตัวตายตามวิธีของตัวละครในเรื่อง จนทำให้ทางการต้องสั่งห้ามจำหน่ายหนังสือเล่มนี้ในบางพื้นที่

ลักษณะของปรากฏการณ์เวอร์เธอร์ (Werther Effect)

  • เกิดขึ้นเมื่อสื่อรายงานข่าวการฆ่าตัวตายที่เกินพอดี นำเสนอแบบลงรายละเอียดเกินไป เช่น มีการระบุวิธี สถานที่ หรือแรงจูงใจที่ชัดเจน หรือมีภาพชัด ๆ บรรยายวิธีการ สถานที่ หรือโรแมนติกเกินจริง อาจเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตตัดสินใจเลียนแบบได้
  • มันส่งผลกระทบต่อกลุ่มเป้าหมาย หรือก็คือกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว เช่น ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า หรือผู้ที่กำลังประสบปัญหาชีวิต ผู้ที่มีภาวะเปราะบางทางจิตใจ (เช่น ซึมเศร้า โดดเดี่ยว) อาจรู้สึกเชื่อมโยงกับเหยื่อ แล้วเกิดความคิดเลียนแบบ
  • การเลียนแบบพฤติกรรม ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์นี้จะเลียนแบบวิธีการฆ่าตัวตายที่ตนเองเห็นจากข่าว เช่น ใช้อาวุธชนิดเดียวกัน หรือเลือกสถานที่ที่คล้ายคลึงกัน อีกทั้งยังมีงานวิจัยจำนวนมากที่พบว่า อัตราการฆ่าตัวตายจะเพิ่มขึ้นในพื้นที่/ช่วงเวลาที่มีข่าวดัง ๆ เกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย (เช่น ข่าวดารา คนดัง หรือเหตุในที่สาธารณะ)

มุมมองในทางจิตวิทยาอธิบายว่า ปรากฏการณ์เวอร์เธอร์ (Werther Effect) จะทำให้เราได้เห็นหรืออ่านเรื่องราวฆ่าตัวตายที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการแพร่ทางอารมณ์ โดยคนที่รู้สึกสิ้นหวังหรือมีภาวะซึมเศร้าอยู่แล้วอาจได้รับ “การยืนยันทางอ้อม” จากข่าวที่เสพว่า “ถ้าคนนั้นทำได้ ฉันก็คงทำได้เหมือนกัน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสื่อนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายในโทนโรแมนติก เช่น “ตายเพราะรักแท้” หรือ “ฆ่าตัวตายเพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์” ก็จะยิ่งทำให้การฆ่าตัวตายและการตายถูกมองว่ามีความหมาย

และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปรากฏการณ์เวอร์เธอร์ องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงได้กำหนดแนวทางในการรายงานข่าวการฆ่าตัวตายสำหรับสื่อมวลชนอย่างมีความรับผิดชอบ โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงการนำเสนอรายละเอียดที่ชัดเจนเกินไป และให้มุ่งเน้นไปที่การให้ความรู้เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงการให้ข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางขอความช่วยเหลือเมื่อรู้สึกประสบปัญหาอย่างรุนแรงแทน