Home Inspiration My Dear มีเดีย “ดันบาร์ นัมเบอร์” สังคมที่คำโกหกซ่อนไม่ได้

“ดันบาร์ นัมเบอร์” สังคมที่คำโกหกซ่อนไม่ได้

เคยได้ยินแนวคิดที่ว่า “คนเรามักมีคนรู้จักอยู่ราว ๆ 300 คน” กันบ้างไหมคะ เป็นทฤษฎีที่มาจากการศึกษาด้านมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา ที่เรียกว่า Dunbar’s Number (จำนวนดันบาร์) ของนักมานุษยวิทยาชาวอังกฤษชื่อ โรบิน ดันบาร์

ตามแนวคิดดันบาร์ นัมเบอร์ นั้นระบุว่าสมองของมนุษย์มีข้อจำกัดในการรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมได้ประมาณ 150 คน ตัวเลขนี้หมายถึงคนที่เราสามารถ “รู้จักจริง” คือจำชื่อ จำบุคลิก และมีความสัมพันธ์ในระดับที่ยังติดตามกันอยู่ได้ แต่ถ้าเป็นการนับแบบ “คนรู้จักทั่วไป” (เช่น เคยคุย เคยร่วมงาน เคยเรียนด้วยกัน แต่ไม่ได้สนิท) ตัวเลขจะขยายออกไปได้มากกว่า 150 และมีการประมาณว่าอยู่ที่ประมาณ 300-500 คน

ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคนที่คุณรู้จักอีกประมาณ 300 คนนั้น แบ่งเป็นทั้งหมดสี่วง โดยวงแรก คือวงในที่สุด คนที่สนิทมากที่สุดมักเป็นครอบครัว คู่ชีวิต หรือเพื่อนสนิท ส่วนวงที่สอง คือคนที่ไว้ใจได้ เพื่อนที่คุณติดต่ออยู่สม่ำเสมอ สำหรับวงที่สาม คือคนที่คุณเคยพบเคยรู้จักแต่ไม่ได้สนิทสนมมากนัก และวงที่สี่ คือคนที่คุณเห็นหน้าเขาและยังพอจำชื่อได้ เคยทักทายแต่ไม่ได้แลกไลน์กัน

ซึ่งแนวคิดดันบาร์ นัมเบอร์ นี้ คือคำอธิบายว่าทำไมการโกหกจึงยากจะซ่อนในเครือข่ายแบบ Dunbar โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่โลกใบนี้มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและโซเชียลมีเดีย คำอธิบายจากแนวคิดดันบาร์นั้นระบุว่า มนุษย์เชื่อมโยงกันเป็น “โครงข่ายสังคม” คล้ายใยแมงมุม หากเส้นหนึ่งขยับ อีกหลายเส้นจะสั่นตาม เพราะภายใน 150-300 คนที่เรารู้จัก มี “คนกลาง” คอยเชื่อม เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อนเก่า หรือญาติ ถ้ามีการโกหก ข้อมูลจริงกับข้อมูลปลอมย่อมสวนทาง และเมื่อใดที่ความจริงโผล่ขึ้นมา เรื่องโกหกจะถูกเปิดโปงซ้ำ ๆ ในเครือข่ายนั้น

ยิ่งในทุกวันนี้มีเครือข่ายที่เรียกว่า “สื่อสังคมออนไลน์” เรื่องโกหกมักถูกจับได้อย่างรวดเร็ว แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือความจริงที่จะถูกเปิดเผยนั้นจะถูกขุดลึกถึงแก่นชนิดที่บางเรื่องเจ้าตัวโกหกตัวเองจนลืมไปแล้ว แต่สุดท้ายกลับถูกตีแผ่จนทำให้แทบไม่มีที่ยืนในสังคม

โกหกหนึ่งครั้งอาจหลอกบางคนได้ แต่เมื่ออยู่ในเครือข่ายจำกัดแบบ Dunbar จำนวนผู้รู้จักเชื่อมโยงถึงกัน ความจริงจะ “เดินทางเอง” ยิ่งในวงที่สนิทแบบวงที่หนึ่งและวงที่สอง การโกหกแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะความไว้ใจคือทุนหลัก เมื่อแตกหักแล้วยากที่จะประสานได้เหมือนเดิม ในขณะที่วงกว้างหากถูกแฉ เรื่องโกหกจะกลายเป็นรอยด่างที่ยากต่อการกู้ชื่อเสียงกลับคืนมา

ผู้เขียนเองมีคนเคยรู้จักในวงที่สาม หลังจากห่างหายกันไปนาน บุคคลดังกล่าวปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเรื่องเล่าทั้งการศึกษาและหน้าที่การงาน ที่ทำให้ผู้เขียนเองรู้สึก “เอ๊ะ!” ในรายละเอียด ความพยายามระบุวุฒิการศึกษาในต่างประเทศด้วยการจงใจให้เห็นภาพถ่ายในชุดปริญญา เรื่องเล่าเกี่ยวกับการทำงานที่ไม่สัมพันธ์กับวิธีคิดของผู้ประกอบการที่ผู้เขียนเคยพบมา แม้กระทั่งการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ที่ดูจะห่างจากคำที่เรียกว่าคนที่ประสบความเร็จอย่างสิ้นเชิง

ความรู้สึกสงสัยถูกทดเอาไว้ในใจรอเวลาให้ความจริงเปิดเผย ด้วยการให้ “ดันบาร์ นัมเบอร์” ทำงาน สิ่งที่สงสัยตั้งแต่แรกเป็นจริงทั้งหมด ทั้งวุฒิการศึกษาที่สามารถหาซื้อได้ในต่างประเทศ ไปจนถึงธุรกิจที่ไม่เคยมีอยู่จริง และเบื้องหลังคำโกหกที่มีความมุ่งหวังเพื่อหาประโยชน์จากผู้อื่

ถ้าวันนี้คุณอยากรู้ว่าใครกำลังโกหก ลองพิจารณาดูว่า “คำโกหกมักมีคำอธิบายที่ซับซ้อน” หรือไม่ เพราะคำโกหกต้องสร้างเรื่องประกอบเพื่อให้ดูน่าเชื่อ คนโกหกต้องจำรายละเอียด ว่าเคยพูดอะไรไว้ และเรื่องที่เล่าต้องไม่ขัดแย้งกับเรื่องก่อนหน้า คนโกหกต้องควบคุมอารมณ์ ต้องปั้นหน้า บังคับน้ำเสียงทุ้มต่ำเพื่อไม่ให้ถูกจับได้… จากทั้งหมดนี้ ถ้าคุณเรียนรู้ที่จะพิจารณา คุณจะไม่หลงไปกับคำลวง

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ