Home Inspiration My Dear มีเดีย ผลลัพธ์…เมื่อทุกคนต่าง “ฉกฉวย”

ผลลัพธ์…เมื่อทุกคนต่าง “ฉกฉวย”

มีนักธุรกิจสิงคโปร์เคยพูดถึงการล่มสลายทางเศรษฐกิจและการเงินของไทยในปี 2540 เอาไว้ว่า “Everybody just takes and that’s it” (ทุกคนต่างฉกฉวยโดยไม่สนใจอะไร) เป็นประโยคสั้น ๆ แต่เหมือนถูกตบหน้าแรง ๆ นะคะ เพราะในช่วงเวลานั้น ทุกคนต่างกอบโกยหวังผลประโยชน์ของตนเองจนไม่สนใจว่าเงินที่กู้มานั้นอยู่ในวงจรที่ถูกต้องทางการเงินหรือเปล่า ขอเพียง “ฉกฉวย” ให้ได้เหมือนกับคนอื่น

เวลาล่วงเลยมาจนเกือบจะสามทศวรรษ ทัศนคติของคนที่ชอบฉกฉวยยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ รวมไปถึงการเปิดฟรีวีซ่า ทำให้คนไทยแทบจะทั่วประเทศได้พบกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เราพบกับชาวต่างชาติที่กล้าท้าทายอำนาจรัฐ และไม่เห็นหัวคนไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ บางที่อยู่กันเป็นชุมชนใหญ่

แม้ว่าสื่อในทุกแพลตฟอร์มจะพยายามทำหน้าที่ในการเปิดเผยถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ภาครัฐยังไม่ขยับทำอะไรมาก ได้แต่ใช้คำว่า “เฝ้าระวัง” แต่ไม่รู้ “เฝ้าระวัง” อย่างไร เพราะปรากฏว่ามีเหตุให้เห็นชัดในเกือบทุกพื้นที่ที่นักลงทุนต่างชาติจากชาตินั้นนี้ไปเยือน มักจะมีข่าวที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ได้เสมอ

แล้วผลลัพธ์เมื่อทุกคนต่าง “ฉกฉวย” ได้ปรากฏชัดมากขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา วันที่คนไทยโดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยได้สัมผัสเหตุแผ่นดินไหวได้พบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คนกรุงเทพฯ เกิดความเครียดและวิตกกังวล ผู้สื่อข่าวของ NHK World ที่รายงานข่าวแผ่นดินไหวที่พม่าและสะเทือนมาถึงเมืองไทย รวมถึงกรุงเทพมหานคร รายงานข่าวอยู่หน้าตึกสำนักงานซึ่งตั้งอยู่ในเขตใจกลางกรุงเทพฯ โดยใช้คำพูดสรุปว่า “นี่คือแผ่นดินไหวครั้งที่แรงที่สุดในเมืองไทย และเป็นครั้งแรกที่คนไทยได้พบกับภัยธรรมชาติเช่นนี้ ส่งผลให้หลายคนเกิดความกังวลใจเป็นอย่างมาก”

ความวิตกกังวลนั้นยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อปรากฏภาพของอาคารสำนักงานภาครัฐที่โครงสร้างสูงถึงสามสิบชั้นถล่มลงมาแบบแพนเค้ก (ถล่มทับลงมาเป็นชั้น ๆ) แน่นอนว่าคนทั่วประเทศได้เห็นภาพนี้จากหลายมุมหลายความรู้สึกผ่านทุกแพลตฟอร์ม ภาพที่เกิดขึ้นทำให้ความเชื่อใจในบริษัทผู้สร้างโครงสร้างอาคารหายวับไปในพริบตา

“เพราะทุกคนต่างฉกฉวย” เมื่อเจ้าหน้าที่ปิดตาหนึ่งข้าง การทำงานที่ไร้ความรับผิดชอบจึงตามมาเป็นลูกโซ่ ยิ่งมีการเปิดเผยบริษัทที่ร่วมทุน (JV: Joint Venture) เป็นบริษัทชาติเดียวกับโรงงานผลิตเหล็กเส้นที่ไม่ได้มาตรฐาน เรื่องที่วิกฤติอยู่แล้วจะกลายเป็นวิบัติของ “นักฉกฉวย” ที่อยู่ตามรายทางในทันที

หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรามักจะได้ยินคำที่ประดิษฐ์ขึ้นมาว่า “ถอดบทเรียน” เป็นคำที่ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบแบบไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะถึงแม้เหตุแผ่นดินไหวที่รู้สึกได้จะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เหตุการณ์ที่ตึกถล่มเพราะโครงสร้างและวัสดุไม่ได้มาตรฐานครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และทุกครั้งมักจบด้วยคำพูดที่ประดิษฐ์กันขึ้นมาว่า “ถอดบทเรียน”

ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีมาตรการสร้างบทเรียนให้พวก “นักฉกฉวย” ที่ชอบสร้างค่านิยม “กินกันตามน้ำ” สุดท้ายแล้วต้องได้รับบทลงโทษที่ทำให้สำนึกได้ว่า ชีวิตคนที่อยู่ใต้ซากปรักหักพักนั้นเป็นมนุษย์ที่ไม่ต่างจากพวกเขา และเหล่า “นักฉกฉวย” ไม่มีสิทธิที่จะมีความสุขบนความตายของคนอื่น…ฝากให้พิจารณากันค่ะ

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า