
ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีซีรีส์เกาหลีจาก Disney+ เรื่องใหม่เป็นที่ฮือฮาอย่างมากในโซเชียลมีเดีย เรียกได้ว่ามีรีวิว มีการกล่าวถึง มีโพสต์ที่ตั้งคำถามหรือคาดเดาเนื้อเรื่องหลังจากที่ปล่อยสตรีมรวดเดียว 4 ตอนแรก (จาก 8 ตอนจบ) ชนิดที่ว่าตีคู่มากับเรื่องของคุณโฆษกกับน้อง 406 จาก When the Phone Rings เลยก็ว่าได้ ทีแรกเลยเนี่ยกะว่าข้ามเรื่องนี้ไป เพราะรู้มาว่าดัดแปลงมาจาก Webtoon ของนักเขียนคนเดียวกันกับเรื่อง Moving ซึ่งก็มีเสียงตอบรับเชิงบวกว่าเป็นซีรีส์ที่ดีมาก การันตีด้วยหลายรางวัล (แต่ดิฉันยังไม่มีเวลาจะไปตามเก็บไง) แต่ก็นะ เรื่องนี้มันแค่ 8 ตอน แล้วยังไงก็ต้องหาอะไรดูอยู่แล้วด้วย เริ่มต้นที่เรื่องนี้ก่อนเลยก็แล้วกัน

Light Shop เป็นซีรีส์แนวแฟนตาซี ดราม่า ลึกลับ สยองขวัญ ซึ่งเป็นการผสมผสานของ genre ที่มีไม่บ่อย บวกกับไม่อาจคาดหวังได้ด้วยว่าจะทำถึงหรือเปล่าด้วย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโลกของคนเป็นและคนตายที่มาบรรจบกันที่ร้านขายไฟลึกลับร้านหนึ่งที่ตั้งอยู่สุดทางเดินมืด ๆ กับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ต่างก็มีเรื่องราวของตนเอง แต่มีเหตุการณ์อันโหดร้ายบางอย่างร่วมกัน และถูกดึงดูดให้เข้ามายังร้านขายไฟแห่งนี้ ที่นี่มีเจ้าของร้านเป็นชายที่ดูไม่ค่อยเป็นมิตรคอยดูแลอยู่ ซึ่งทั้งตัวเขาและร้านขายไฟแห่งนี้ อาจเป็นกุญแจที่ไขไปสู่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาก็ได้ แต่ละเรื่องราวของลูกค้าแต่ละคนนั้นมีปมในตัวของมันเอง
เปิดเรื่องมาช่วงแรกนี่ชวนหลอนสุด ๆ ไปเลย ทั้งบรรยากาศทั้งตัวละครที่ยังไม่อาจเดาได้ว่าผีหรือคน มีพฤติกรรมที่ชวนให้ขนลุกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง แต่หลังผ่านอีพีแรกไปก็ไม่หลอนละ งงมากกว่า 555 ยิ่งช่วง 4 ตอนแรกนะ เดินเรื่องแบบตับฉับ ๆ สลับตัวละครนั้นนี้แบบบันเทิงคนตัดมาก ส่วนคนดูนั่งเอ๋อเลย พยายามจะปะติดปะต่อนั่นนี่เท่าที่เรื่องเฉลยมาแล้วแต่ไม่เป็นผลสักอย่าง จนกระทั่งอีพี 5-6 ทุกอย่างถึงกระจ่าง ดีนะที่ไม่ได้ดูทีละขยัก ๆ แบบคนอื่น เพราะตอนที่เราเปิดดูคือมันปล่อยสตรีมจบไปแล้ว ดูให้ตาแฉะ ตาบอดกันไปข้างเลย (ปวดตาเวอร์ ซีรีส์ประหยัดไฟแห่งปี มืดทั้งเรื่อง) แลกกับการที่ไม่ต้องมานั่งคาใจและวิเคราะห์อะไรมั่ว ๆ เอาเอง

อ้อ! แล้วถึงเรื่องมันจะเป็นซีรีส์ผีก็จริงนะ แต่เนื้อแท้มันคือซีรีส์ชีวิตของมนุษย์มากกว่า ดูแรก ๆ ปวดตา แต่ช่วงหลัง ๆ ที่เฉลยปมใหญ่มาแล้วเริ่มปวดตับปวดใจ น้ำหูน้ำตาห้ามกันไม่อยู่ ไหลนองหน้าอาบแก้มไปหมด เพราะทุกชีวิตที่จากไปเขาจากไปอย่างมีความหมาย มันคือความเสียสละ ความรู้สึกผิด ที่ยอมแลกเพื่อให้อีกคนหนึ่งยังได้มีชีวิตต่อ ดีนะที่คนเขียนบทยังมีเมตตา จบให้แบบสวย ๆ โดยที่ยังคงไว้ซึ่งความจริงมนุษย์ที่ถ้ามีคนปล่อยวางก็ย่อมมีคนที่ยึดติด และแม้ว่าจะมีบางประเด็นที่จบแบบปลายเปิดให้คิดต่อ แต่มันก็ค่อนข้างสมบูรณ์ในตัวเอง
ไม่ใช่แค่คนที่ยังอยู่ที่ต้องบอกลาหรอกนะ คนที่จากไปก็ต้องการเวลาบอกลาเหมือนกัน

น้ำตาแตกไปหนึ่งถังเต็ม ๆ จ้า เมื่อซีรีส์อย่าง Light Shop ทำดี ทำถึง ทำน้ำตาร่วง ทำเปลืองทิชชู่สุด ๆ หลังจากที่ปล่อยให้คนดูแหวกว่ายอยู่ในความมืดมิดอยู่นานถึง 4 อีพี (จอก็มืดและเบาะแสของเรื่องที่หย่อนมาให้ก็ชวนสมองตัน) พอมาอีพี 5 พี่แกก็เล่นโยนเฉลยปมใหญ่ของเรื่องมาแบบตู้ม! เกิดเป็นโกโก้ครั้นช์ ทำเอาปรับอารมณ์ตามไม่ทันเลย และพอมาอีพี 6 ก็เป็นอีพีที่ขยายความปมของแต่ละตัวละครหลังจากที่ข้ามเส้นคนเป็นไปอยู่ในดินแดนมหัศจรรย์ที่มีร้านขายโคมไฟ กับตอนที่มีชื่อว่า “งานศพสามวัน” ที่เปิดเรื่องมาด้วยการเล่าความเป็นมาของธรรมเนียมการจัดงานศพสามวัน ว่าทำไมถึงต้องเป็นสามวัน

สาเหตุที่งานศพต้องจัดสามวัน (ชาวพุทธคนไทยก็เหมือนกัน ส่วนใหญ่จะจัดงานศพสามวัน) นอกจากจะเพื่อให้ครอบครัวและเพื่อน ๆ ของผู้วายชนม์ที่กระจัดกระจายกันไปใช้ชีวิตของตัวเอง ได้มีเวลามากพอที่จะมารวมตัวกันในงานศพเพื่อเคารพศพเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ยังมีประเด็นในเรื่องความเชื่อของคนที่อยู่ในสถานะของผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป ว่าผู้ตายอาจจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง มันเป็นช่วงเวลาแห่งความหวังสุดท้ายที่บรรดาครอบครัวจะพยายามยื้อเวลาเพื่อรั้งคนที่พวกเขารักเอาไว้ก่อนที่จะบอกลากันจริง ๆ ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด มันคือระยะเวลาของการ “ร่ำลา” คนที่รักเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะทำใจลาจาก แล้วปล่อยให้พวกเขาเดินทางไกล

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่คนที่ยังอยู่เท่านั้นที่ต้องการบอกลาคนที่พวกเขารักที่จากไปแล้ว แต่คนที่จากไปก็ต้องการเวลาเพื่อบอกลาคนที่พวกเขารักที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเหมือนกัน ช่วงเวลา 3 วัน ถือเป็นการให้เกียรติผู้ที่จากไปเป็นครั้งสุดท้าย เป็นความเชื่อที่ว่าหลังจากหมดลมหายใจ คนตายจะเหลือเวลาอีกเพียง 3 วันเท่านั้นที่จะยังคงได้อยู่กับครอบครัว เพื่อน ๆ และทุกคนที่ตัวเองรัก ก่อนออกเดินทางไปยังโลกหลังความตายอย่างสมบูรณ์

มันเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก ๆ นะ ในกรณีที่มีคนต้องจากไปเพราะอุบัติเหตุน่ะ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าวันสุดท้ายของเราหรือคนที่เรารักคือเมื่อไรกันแน่ คนที่เห็นกันอยู่ทุกวันว่าออกจากบ้านไปทุกเช้าและเดินทางกลับมาทุกเย็น แต่เรากลับไม่รู้เลยว่าวันไหนที่เขาหรือเราออกไปแล้วจะไม่กลับมาอีก ไม่รู้เลยว่าการเจอหน้ากันเมื่อเช้า เมื่อเย็น เมื่อวาน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หรือเมื่อเดือนที่แล้ว มันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกันแบบเป็น ๆ การจากไปด้วยอุบัติเหตุคือการจากไปแบบที่ไม่มีฝ่ายไหนได้ร่ำลากันแบบดี ๆ ต้องมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหมดลมหายใจไปแล้ว ไม่เหมือนกับคนป่วยที่อยู่ในวาระสุดท้าย ที่ยังมีโอกาสได้บอกลากันแบบตัวเป็น ๆ เป็นเรื่องที่ชวนเจ็บปวดทั้งคนที่อยู่และคนที่จากไปจริง ๆ
ที่นี่เหมือนเส้นเขตแดนน่ะ มีหลายคนมาไม่ถึงจุดนี้เลยด้วยซ้ำ เราคอยดูแลเส้นเขตแดน และคนพวกนี้คือคนที่อยู่ตรงเส้นเขตแดนแล้ว

มิติความทับซ้อนของพื้นที่ในซีรีส์เรื่องนี้ หลัก ๆ แล้วจะมีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วน คือ “โลกจริง” สถานที่ที่ทุกชีวิตใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตามปกติ โดยมีห้องผู้ป่วยวิกฤติ หรือห้อง ICU เป็นเส้นเขตแดน ที่นี่เป็นสถานที่พักรอของ “ร่าง” ที่ต้องใช้เวลาในการลุ้นความเป็นความตาย ต่อมาคือ “พื้นที่เขตแดนของความเป็นกับความตาย” เป็นจุดที่ “จิต” ของร่างนั้น ๆ ก้าวข้ามเส้นบางอย่างไปแล้ว ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังไม่ตาย เพราะหัวใจของพวกเขายังเต้นอยู่ ยังหายใจอยู่ ที่นี่จึงมีคนเป็นอาศัยอยู่ด้วยเหมือนกัน อย่างไรก็ดี ณ ที่แห่งนี้ มีดวงจิตของคนที่คาบเส้นระหว่างความเป็นกับความตายมากมายที่ยังคงสับสนและหลงทาง พวกเขายังคงระหกระเหินวนเวียนไปมาอยู่ในซอยมืด ๆ แบบหาทางออกไม่ได้

ทั้งนี้ มีน้อยคนที่จะรู้ว่าที่ท้ายซอยของพื้นที่เขตแดนของความเป็นกับความตายที่ทั้งมืด หนาวเหน็บ และน่ากลัว มี “ร้ายขายไฟ” ร้านหนึ่งอยู่สุดทาง ร้านไฟแห่งนี้คือพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างโลกคนเป็นและคนตาย มันเป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวที่เปิดไฟสว่างในซอยที่มืดมิด ดูเผิน ๆ ร้านขายไฟแห่งนี้ก็เหมือนร้านขายไฟธรรมดา แต่จริง ๆ แล้วดวงไฟหรือโคมไฟทุกดวงในร้านที่ส่องสว่างอยู่ ล้วนแล้วแต่มีเจ้าของ ดวงไฟก็ไม่ต่างอะไรกับดวงวิญญาณ ดวงไฟบางดวงยังคงส่องแสงสว่างสุกใส แต่หลาย ๆ ดวงอยู่ในลักษณะที่กึ่งติดกึ่งดับ สว่างก็ไม่สว่าง แต่ก็ยังไม่ดับ เราจึงเห็นว่ามีคน (กึ่ง) เป็นที่เข้าร้านไปจะหาไฟของตัวเองเจอ แต่คนที่ตายแล้ว พวกเขาจะไม่เจอไฟของตนเอง เพราะมันดับไปแล้ว

กลับมาที่พื้นที่ของโลกจริง มีร่างไร้สติมากมายนอนนิ่งอยู่บนเตียงของห้อง ICU มีสายระโยงระยางเต็มตัวไปหมด อาการของทุกคนโคม่าจนต้องมีพยาบาลคอยดูแลสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด เกินครึ่งของร่างในวอร์ดนี้มานอนอยู่ที่นี่จากเหตุการณ์เดียวกัน มีส่วนน้อยที่มาจากเหตุการณ์อื่น ซึ่ง ณ วอร์ดแห่งนี้ก็คือเส้นเขตแดนบนโลกจริง มีทั้งคนที่กลับมาและไม่กลับมา แต่สิ่งหนึ่งที่น่าดีใจที่สุดก็คือ อย่างน้อยที่สุด คนเหล่านี้ยังมีโอกาสได้มาอยู่บนเส้นเขตแดน เพราะมีคนอีกจำนวนมากที่มาไม่ถึงจุดนี้ (ข้ามไปห้องดับจิตเลย) ถึงจะยืนอยู่บนความเป็นความตายที่มีเปอร์เซ็นต์เท่ากัน หรือเปอร์เซ็นต์ตายอาจสูงกว่า แต่ตราบใดที่หัวใจยังเต้น ยังหายใจ ทุกคนที่นี่ยังมีโอกาสที่จะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

ถ้าที่ร้านขายไฟ มีเจ้าของร้านเป็นคุณลุงหน้าตาบูดบึ้งสวมแว่นดำคอยดูแลเส้นเขตแดนอยู่ ที่วอร์ดผู้ป่วยวิกฤติแห่งนี้ก็มีเหล่าพยาบาลทั้งหลายเป็นคนคอยดูแลเส้นเขตแดนเหมือนกัน หน้าที่ของพวกเธอคือพยายามทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องเยียวยาใจตัวเอง พยายามทำใจให้ชิน เพราะที่วอร์ดผู้ป่วยวิกฤติที่จิตของร่างแต่ละร่างล้วนอยู่ที่เส้นเขตแดน เป็นเรื่องปกติที่คนจำนวนหนึ่งจะไม่กลับมา อย่างไรก็ดี ที่นี่มีพยาบาลสาวคนหนึ่งที่ทุ่มเทให้คนไข้ของเธออย่างมาก คอยช่วยเหลือทุกอย่างเพื่อกระตุ้นให้ทุกคนที่นอนนิ่งอยู่ใน ICU กลับมา อาจเพราะเธอมีอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น และที่สำคัญที่สุด คือเธอเคยผ่านมันมาแล้ว ประสบการณ์เฉียดตายที่ว่าน่ะ เธอจำมันได้ดี
ทางออกอยู่ไหนล่ะ ผมเดินวนไปวนมาอยู่แต่ในซอยนี้ มันไม่มีที่สิ้นสุดครับ
นอกจากการทำหน้าที่ของเหล่าพยาบาลที่พยายามจะประคับประคองให้จิตของทุกคนที่หลงทางอยู่ในซอยที่มืดมิดนั่นกลับมา และเจ้าของร้านขายไฟที่คอยเฝ้าดูผู้คนมากมายเดินผ่านหน้าร้านไปแต่ไม่ยอมแวะเข้ามาในร้าน แต่เมื่อมีใครเปิดประตูร้านเข้ามา ถึงแม้ว่าเขาจะมีหน้าตาและกิริยาที่ดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไร ทว่าเขาก็คอยช่วยเหลือทุกคนที่เดินเข้ามาในร้านเสมอว่าต้องการอะไร มีอะไรให้ช่วยไหม ซึ่งหากลูกค้าเจอดวงไฟของตนเอง เจอแสงสว่างที่จะนำทางออกไปสู่ซอยมืด ๆ นี่ เขาก็จะคอยอวยพรอย่างอบอุ่นสมกับที่เป็นเขาว่า “ขออย่าได้เจอกันอีก” อีกสิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้ย้ำอยู่เสมอแทบจะทุกตอนก็คือ “ความตั้งใจ” ของคนเหล่านี้

แล้วความตั้งใจที่ว่าคืออะไร ต่อให้ไม่ได้ดูซีรีส์เรื่องนี้ แต่พอจะรู้บริบทของเรื่อง ก็น่าจะพอเดาได้ว่าความตั้งใจของคนป่วยก็คือ การที่พวกเขาต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อนั่นเอง เพราะทุกคนที่นอนแน่นิ่งอยู่ในห้อง ICU ตามความเชื่อเดิม ๆ (ละครไทยก็เล่าแบบนี้) ของเราก็คือ ดวงจิตของพวกเขาไปหลงทางอยู่ที่ไหนสักแห่งแล้วหาทางกลับเข้าร่างไม่ได้นั่นแหละ แล้วจำซอยมืด ๆ น่ากลัว ที่มีร้านขายไฟที่สว่างเจิดจ้าอยู่ท้ายซอยได้ไหม มันก็คือพื้นที่ความเป็นและความตายที่ดวงจิตเหล่านี้เข้าไปติดอยู่ วนไปวนมาด้วยความกลัวอยู่ในนั้นแต่หาทางออกไม่ได้ จนรู้สึกว่ามันไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งที่ร้านขายไฟเปิดไฟสว่างขนาดนั้น แต่หลายคนกลับเดินผ่านไปเฉย ๆ ไม่คิดจะเปิดประตูเข้าไปด้วยซ้ำ

หรือบางคนขนาดเปิดประตูร้านเข้าไปแล้ว เจ้าของร้านจอมบึ้งตึงก็พยายามถามแล้วว่าต้องการอะไร ให้ช่วยอะไรไหม แถมยังนั่งคุยอยู่กับเจ้าของร้านตั้งนานสองนาน แต่เพราะตัวเขาไม่รู้ตัวว่าตอนนี้ตนเองไม่ใช่คนธรรมดา ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของคนเป็นปกติ พวกเขาก็เลยไม่ได้คิดที่จะหาไฟของตนเอง มันก็เลยเหมือนว่าไม่ใช่ความตั้งใจของพวกเขาที่จะเดินทางกลับไป เลยยิ่งติดอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ และต้องเผชิญหน้ากับความกลัวที่ไม่เจอทางออก ความสับสนที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่ และความงุนงงมากมายที่ถาโถมเข้าใส่

เพราะฉะนั้น ความตั้งใจของตัวคนป่วยโคม่าเองนั่นแหละที่สำคัญที่สุด ถ้าพวกเขายังอยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ พวกเขาจะพยายามทำทุกวิถีทางให้ได้กลับไป บางคนอาจต้องมีใครสักคนพามาส่งด้วยความรู้สึกผิด เพราะยอมรับไม่ได้ว่าเป็นความผิดของตัวเองที่พรากชีวิตดี ๆ ของคนอื่นมาด้วย บางคนไม่ได้ดิ้นรนเอง แต่คนที่รักพวกเขาและเสียสละทุกอย่างให้พวกเขาได้กลับต่อสู้แทนเพื่อให้คนที่รักได้กลับไป หรือบางคนที่เห็นแสงสว่างของตัวเองแล้ว ก็มี 2 ทางให้เลือก ว่าจะกลับไปหรือไม่กลับไป ทั้งหมดคือ “ความตั้งใจ” ที่เลือกได้ ร้านขายไฟจึงเปรียบได้กับแสงสว่างที่นำทางให้เหล่าวิญญาณที่หลงทางทั้งหลายได้พบกับทางออก ไม่ว่าจะ “กลับไป” หรือ “มุ่งหน้าสู่โลกหลังความตาย” ก็ตาม
จริง ๆ ซีรีส์เรื่อง Light Shop ยังมีประเด็นอีกร้อยแปดพันเก้าเรื่องให้หยิบยกมาตั้งวงสนทนาพูดคุย แต่หลาย ๆ ประเด็นน่าจะมีคนหยิบขึ้นมาตีความบ้างแล้ว ต่อให้ต่างคนจะตีความไปตามสัญญะต่าง ๆ ที่เห็น จากประสบการณ์หรือความรู้ที่ตัวเองมี มันก็จะได้ออกมาล้านแปดความคิดเห็น ถึงอย่างนั้น แก่นจริง ๆ ของเรื่องมันก็มีอยู่แค่ประเด็นเดียวที่คนเขียนบทเขาต้องการนำเสนอ ก็คือ เรื่องเรียล ๆ ของชีวิตของทุกสิ่งมีชีวิตนั่นแหละ (เพราะมันไม่ได้มีแค่เรื่องของมนุษย์) ทุกคนเกิดมาล้วนแล้วแต่ต้องเจอกับความตาย แต่ระหว่างที่เรามีชีวิตอยู่ เรามีความรัก ความผูกพัน ที่มันอาจจะช่วยให้การตายไม่น่ากลัวมากนัก แต่ในแง่หนึ่งมันกลับทำให้การตายดูยากลำบากมากขึ้นมากกว่า
ในปีหน้า ถ้ามีชื่อของซีรีส์ Light Shop เข้าชิงรางวัลในสาขาต่าง ๆ ก็จะไม่แปลกใจเลย เพราะมันเป็นซีรีส์ที่ดีมากจริง ๆ ถึงแม้ว่าครึ่งแรกของเรื่องจะดูยากมากก็เถอะ ทั้งมืดทั้งงง มีช่วงชวนหลอนด้วย แต่พอดูจนจบแล้วมันก็ทำให้เรากลับมาตระหนักอะไรได้หลายอย่าง ความน่ากลัวที่จั่วหัวไว้ตอนต้นเรื่องหายไปหมดเลย เหมือนกับว่าทุกคนที่ประสบกับชะตาเดียวกันล้วนแล้วแต่พยายามที่จะยื่นมือช่วยเหลือกัน แต่พอเล่าผ่านมุมของตัวละครนั้น ๆ แล้วมันดูน่ากลัวเท่านั้นเอง มันมีความเศร้า ความซึ้ง ความรัก และความประทับใจแบบที่คงลายเซ็นของซีรีส์เกาหลีไว้อย่างชัดเจน เป็นซีรีส์อีกเรื่องที่ควรดูก่อนหมดปีนี้ เผื่อว่าจะช่วยให้วางแผนอะไรในปีหน้าได้อย่างไม่ประมาทมากขึ้น💡






























