
ช่วงนี้เวลาไถฟีดเฟซบุ๊กเพื่อติดตามข่าวสารนู่นนั่นนี่ปกติ จำจะต้องเลื่อนผ่านคอนเทนต์รีวิวซีรีส์ “ท่านโฆษกทรงโบ้” จากซีรีส์เรื่อง When the Phone Rings แทบจะฟีดเว้นฟีด ที่จริงเราเองก็รู้เรื่องราวเกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้มาพักใหญ่แล้ว ตั้งแต่ตอนที่ประกาศสร้างและประกาศนักแสดงนำนู่นเลย และก็ได้ทราบเรื่องย่อคร่าว ๆ ตั้งแต่ในช่วงนั้นด้วย แต่เพราะว่า 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมากำลังยุ่ง ๆ อยู่กับการเคลียร์งาน และการเตรียมไปคอนเสิร์ตของ CNBLUE เลยยังไม่พร้อมที่จะเปิดดูซีรีส์เรื่องนี้พร้อมกับคนอื่น ๆ จนกระทั่งลงสตรีมเข้าไป 4 ตอนแล้ว โชคดี (สำหรับเราคนเดียวแหละ 555) ที่สัปดาห์นี้ซีรีส์ประกาศงดฉาย เนื่องจากสถานการณ์การเมืองในเกาหลีใต้ ก็เลยได้ฤกษ์เปิดดูตอนแรก
When the Phone Rings เป็นซีรีส์ที่สร้างจากนวนิยายบนเว็บไซต์ในชื่อเดียวกัน เล่าเรื่องราวชีวิตคู่ที่ดูสวยหรูงดงามของลูกชายนักการเมืองที่มีชื่อเสียง ปัจจุบันทำงานเป็นโฆษกทำเนียบประธานาธิบดี เขาคือชายหนุ่มที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งรูปร่างหน้าตาที่ชวนฝัน ชื่อเสียง ชาติตระกูล ฐานะ กับลูกสาวคนเล็กของนักธุรกิจเจ้าของสื่อที่มีส่วนช่วยในการหนุนหลังให้กับนักการเมืองหลายคน อย่างไรก็ตาม เธอเป็นสาวมีตำหนิ เพราะอุบัติเหตุในวัยเด็กทำให้เธอพูดไม่ได้ และปัจจุบัน เธอเป็นล่ามภาษามือที่เก่งกาจ ทำงานอยู่ที่สถานีโทรทัศน์และศาลเป็นหลัก พูดง่าย ๆ ก็คือการแต่งงานครั้งนี้เป็นการคลุมถุงชนอย่างไม่ต้องสงสัย เพื่อผลประโยชน์ที่แต่ละครอบครัวจะกอบโกยได้ร่วมกัน
หลังจากแต่งงานกันมานาน 3 ปี พวกเขาทั้งคู่ไม่เคยมีชีวิตคู่แบบที่คู่แต่งงานอื่นมี สามีภรรยาคู่นี้แต่งงานกันแบบเงียบ ๆ ที่ไม่มีใครรู้ว่าภรรยาของเขาคือใคร หรือสามีของเธอเป็นใคร คนทั้งคู่แทบจะไม่เคยได้ร่วมโต๊ะกินข้าวหรือพูดคุยกันเลยด้วยซ้ำ การอยู่ด้วยกันเป็นเพียงภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นให้ดูดี สวยงาม ไม่ต่างอะไรจากสินค้าในตู้โชว์ ขนาดออกงานคู่กันยังไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขาเป็นคู่สามีภรรยา จนกระทั่งเกดเหตุการณ์ “เมื่อโทรศัพท์ดัง” กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตของเขาและเธอเปลี่ยนไป

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นครั้งแรก มาพร้อมเรื่องราวที่เธอถูกลักพาตัวและถูกขู่ทำร้าย เขาที่รับโทรศัพท์ดันเดินเกมแสดงความไม่แยแสว่าเธอจะอยู่หรือตาย (เพราะไม่เชื่อ) หนำซ้ำยังหลุดคำพูดที่ไร้หัวใจสวนกลับคนร้ายไป หารู้ไม่ว่าเธอฟังอยู่อย่างเจ็บปวดหัวใจ และมันได้กลายเป็นความแค้นขึ้นมา เพราะในคืนนั้นเธอเองก็เกือบตายจริง ๆ ตามคำพูดพล่อย ๆ ที่เขาพูดใส่คนร้าย ความแค้นของเธอ นำมาซึ่งการดังของโทรศัพท์อีกหลายครั้งต่อมา แต่มันไม่ใช่สายจากคนร้ายอีกต่อไป เพราะเธอดันไปชิงโทรศัพท์แปลงเสียงเครื่องนั้นมาจากคนร้ายได้ เธอจึงสวมรอยคนร้ายสร้างเรื่องขู่ฆ่าตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อหวังให้เขาต้องหวาดกลัวซะบ้างว่าคนร้ายอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด และคาดหวังถึงการหย่า
จากหญิงสาวที่ถูกลักพาตัวและถูกขู่ฆ่าในวันนั้น พร้อมกับได้ยินคำพูดเลวร้ายจากปากสามี พลิกมาเป็นคนที่ถือไพ่เหนือกว่าในคุมเกม (รัก) ปั่นหัวเขา ผัวก็ทำซึนส่วนเมียก็ปั่นจัด ถึงอย่างนั้นโทรศัพท์แต่ละสายที่เธอโทรหาเขา มันก็ค่อย ๆ กะเทาะให้เห็นถึงตัวตนและความรู้สึกที่แท้จริงของทั้งคู่ทีละนิด ว่าจริง ๆ แล้วทั้งคู่รักและแคร์กันมากขนาดไหน ในขณะเดียวกัน ปริศนาคนร้ายตัวจริงก็ค่อย ๆ ถูกปล่อยออกมาพร้อมกับความลับในอดีตของพวกเขาทั้ง 2 คนว่ามีความเป็นมายังไง ทำไมถึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเกมแค้นของบุคคลที่ 3 จนเล่นเกมตามล่าชีวิตของเขาและเธอแบบนี้ แต่เหนืออื่นใด ถึงจะอยากรู้ปมคนร้ายแค่ไหน ก็คงไม่เท่ากับการรอฉากเบาหวานขึ้นตาของผัวเมียคู่นี้หรอก 555
นายบอกว่าฉันเป็นจุดอ่อนของนายงั้นเหรอ จุดอ่อนน่ะ… มันคือบาดแผลที่บอบช้ำไปจนถึงข้างใน ถ้าใครมาแตะก็จะสะดุ้ง สั่นเทาทั้งตัวและปกป้องมันอย่างถึงที่สุด นั่นต่างหากคือจุดอ่อน
เมื่อไอ้ต้าวโบ้คนคลั่งรัก เที่ยวไปบอกใครต่อใครว่าเมียผมนี่แหละคือจุดอ่อนในชีวิตของผม แต่ในขณะเดียวกัน ฝั่งเมียไม่เห็นจะรู้สึกสักนิดเลยว่าตัวเองเป็นจุดอ่อนผัว 555 เอ็นดูความเล่นแง่ของผัวเมียคู่นี้จริง ๆ สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าจุดอ่อนของเรา 2 คนไม่เหมือนกันซะงั้น ก็นะ จากพฤติกรรมต่าง ๆ ที่พระเอกแสดงออก ทั้งเย็นชา ปากร้าย ขีดเส้นแบ่ง ไม่แสดงความรู้สึก ไม่เคยมีอารมณ์ร่วมใด ๆ ตลอด 3 ปีของการแต่งงาน ทุกวันมีแต่คำพูดคำจาที่หักหาญน้ำใจสารพัด ยิ่งพอรู้ว่าเมียเถียงกลับไม่ได้ยิ่งสนุกใหญ่ ฉะนั้น จะให้นางเอกจินตนาการว่าตัวเองเป็นจุดอ่อนของผู้ชายตรงหน้ามันก็ดูห่างไกลความเป็นจริงไปเยอะ เพราะงั้นมันก็เลยไม่แปลกหรอกที่นางเอกจะโมโหและน้อยใจพระเอกสุดขีด

แต่ค่ะแต่… เพราะพระเอก ฮีเป็นทรงโบ้ไง ขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างหมาของแทร่ สรุปก็คือฮีแค่ปากไม่ตรงกับใจ ปากพูดอย่างแต่ใจรู้สึกอีกอย่าง นั่นคือความจริงที่คนดูหน้าจออย่างเรา ๆ รู้ก็คือ จุดอ่อนในความหมายพระเอก ที่ฮีบอกว่าเมียเป็นจุดอ่อนของฮี มันก็ตามที่นางเอกนิยามเลยนั่นแหละ เผลอ ๆ อาจจะรู้สึก “เจ็บปวด” มากกว่าที่นางเอกอธิบายถึงจุดอ่อนในความหมายของตัวเธอเองด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นแล้ว หล่อนคือจุดอ่อนของท่านโฆษกอย่างไม่ต้องสงสัยเลยค่ะ ยัยน้องนางเอก!

การที่คนเราไม่ตรงไปตรงมากับหัวใจและความรู้สึกของตัวเอง ปากอย่างใจอย่างแบบนี้ จริง ๆ มันไม่ได้มีผลดีต่อใครเลย มีแต่จะสร้างความเข้าใจผิดให้กับอีกฝ่ายซะเปล่า ๆ ด้วย แล้วก็บั่นทอนความสัมพันธ์กันไปเรื่อย ๆ แต่แน่นอนแหละว่าเบื้องลึกเบื้องหลัง คนเราย่อมมีเหตุผลส่วนตัวของตัวเอง แล้วถ้าอิงตามบริบทของซีรีส์เรื่องนี้ มันก็พอจะเข้าใจได้อยู่ว่าทำไมพระเอกต้องซ่อนนางเอกไว้ข้างหลังตลอด ทำไมไม่ยอมเปิดเผยว่าแท้จริงแล้วนางเป็นใคร นี่ขนาดยังไม่เปิดตัวให้โลกรู้ นางเอกก็โดนจ้องเล่นงานขนาดนี้แล้ว ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเล่นบทร้ายกับอีกฝ่ายขนาดนั้นก็ได้นี่นา ที่สุดแล้วมันดีกว่าจริงเหรอ ที่รักกันแต่ไม่จริงใจต่อกันมากพอที่จะเปิดเผยความในใจต่อกัน
รวมถึงทุกสิ่งที่เธอได้ยินตอนนั้นด้วย ลืมมันไปซะ ลืมให้หมด อย่าเก็บมาใส่ใจ
ในที่สุดก็ปลดล็อกได้ชั้นนึงละนะพ่อคุณเอ๊ย! เหมือนฮีจะหนักใจมาตลอดว่าในคืนที่เมียโดนลักพาตัว เธอน่าจะได้ยินคำพูดเลวร้ายที่ชวนให้เจ็บช้ำระกำใจจากปากของเขา ยิ่งพอยืนยันได้แล้วว่าคืนนั้นเธอโดนทำร้ายจริง ๆ ก็แปลว่าตอนที่คนร้ายโทรขู่เขาว่าจะทำร้ายเธอ เธอก็นั่งอยู่ด้วยและได้ยินทุกอย่าง ถึงจะใจเจ็บมาตลอดแต่ก็ยังฟอร์มเก่งตามประสาคนปากแข็ง ทั้งเก๊ก ทั้งซึน ทั้งบ่ายเบี่ยง ก็เลยไม่ยอมพูดกับเธอตรง ๆ สักทีว่าที่จริงแล้วโคตรจะเป็นห่วง แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ที่จะพูดจาทำร้ายจิตใจแบบนั้นออกไป แต่ชาวบ้านสองที่เป็นคนดูอย่างเรา ๆ ก็สามารถเข้าใจได้จากพฤติกรรมของฮีอยู่ดีแหละ ว่าจริง ๆ แล้วท่านโฆษกทั้งรักทั้งห่วงเมียมากขนาดไหน แต่ก็ยังอดทนปากแข็งอยู่ดี

ถึงอย่างนั้น ก็ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ เพราะในที่สุดเขาก็ยอมที่จะลดความซึนของตัวเองลง แล้วเลือกที่จะขอร้องให้เธอลืมสิ่งที่ได้ยินในคืนนั้นให้หมด ทั้งที่ยังแอ๊บว่าปากร้าย ปากหนัก ไม่พูดว่ารัก ไม่บอกว่าห่วง และไม่เอ่ยขอโทษอีกต่างหาก และแม้ว่าทุกอย่างมันจะถูกเคลียร์ใจแบบง่าย ๆ สั้น ๆ ไม่กี่คำพูด แต่ก็ช่วยไขล็อกความรู้สึกผิดหวังและเสียใจในใจคนฟังได้หมดเหมือนกัน เพราะในคืนนั้น เธอแค่ไม่เข้าใจว่าเขาจะจงเกลียดจงชังอะไรเธอนักหนา ถึงกล้าพูดคำพูดเลวร้ายนั่นออกมา ทำไมถึงใจร้ายกับเธอได้ขนาดนั้น ทว่าการกระทำที่อบอุ่นแต่ก็เย็นชา ท่าทีที่เป็นเดือดเป็นร้อน และคำพูดสบาย ๆ ไม่กี่คำที่ขอให้เธอลืม เธอก็พร้อมที่จะปล่อยให้ทุกอย่างมันผ่านไป

แต่นี่ว่าจริง ๆ แล้วเป็นเพราะเขาสัมผัสได้ถึงพลังของการสูญเสีย เขาน่ะเกือบจะต้องเสียคนที่เขารักไปทั้งที่ยังไม่เคยแสดงออกให้เธอรู้ หรือพูดให้เธอฟังสักครั้งด้วยซ้ำว่าจริง ๆ แล้วเขารู้สึกอย่างไร แล้วต้องอดทนเก็บซ่อนความรู้สึกเหล่านั้นเอาไว้ข้างในแบบนั้นทำไมมาตั้งนานนม เขาอาจจะให้อภัยตัวเองไม่ได้เลยก็ได้ที่พูดท้าทายคนร้ายออกไปแบบนั้นทั้งที่เมียถูกมีดจ่อคอหอยอยู่ เกิดว่าคืนนั้นเธอไม่รอด ก็น่าจะเป็นเพราะตัวเขาเองนั่นแหละที่ฆ่าเธอด้วยคำพูดของเขา และเธอก็อาจจะต้องจากไปทั้งที่รู้สึกแย่มาก ๆ กับสิ่งที่ได้ยินจากปากของสามีตัวเองก่อนตายก็ได้เหมือนกัน
เธอคิดจะใช้ชีวิตเป็นเด็กดีเชื่อฟังพ่อแม่ไปถึงไหน ไม่เบื่อบ้างเหรอที่ต้องใช้ชีวิตตามที่คนอื่นสั่ง นี่คือโอกาสที่เธอจะได้ลองทำโดยใช้ชื่อของตัวเอง จะขี้ขลาดแล้วทิ้งโอกาส หรือล้มเลิกเพราะใส่ใจแต่คนอื่น ก็เรื่องของเธอ
เนี่ย! แค่จะพูดให้กำลังใจเธอ เชียร์ให้เธอได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ก็ยังพูดดี ๆ กับเธอไม่เป็น ต้องมีแซะมีเหน็บแนมเล็ก ๆ แถมมาอีก มันเป็นคอนเซปต์ของคนที่ทำงานโฆษกหรือไงกันนะ 555 ความหมายระหว่างบรรทัดของข้อความทั้งหมดแปลออกมาแล้วเป็นบวกสุด ๆ แต่ระหว่างทางก็จิกกัดสุดเหมือนกัน ถ้าเป็นนางเอกคนอื่นคงได้มีมองค้อนใส่ ไม่ก็มีวางมวยกันไปแล้ว พระเอกปากแบบนี้อะ ดีหน่อยที่เรื่องนี้นางเอกต้องอยู่ในความเงียบ ได้ยินได้ฟังอะไรก็โต้ตอบไม่ค่อยได้ เลยใช้ความเงียบพิจารณาความหมายของข้อความกันไป

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ สิ่งที่นางเอกทำอยู่น่ะมันไม่ใช่การเป็นเด็กดีเชื่อฟังพ่อแม่หรอก วิเคราะห์จากความแสบที่ปั่นหัวผัวหมุนติ้ว ๆ ได้เบอร์นั้นหลังจากที่ฉกเอาโทรศัพท์แปลงเสียงได้ของคนร้ายมาใช้ หล่อนน่ะร้ายไม่ใช่เล่น 555 แต่ที่เธอต้องอดทนใช้ชีวิตตามที่คนอื่นสั่ง อยู่ใต้เงาของใครบางคน ไม่มีโอกาสแม้กระทั่งจะใช้นามสกุลจริง ๆ ของตัวเอง ก็เพราะว่าเธอมี “จุดอ่อน” ที่พยายามปกป้องมาโดยตลอด เธอแค่กลัวว่าเมื่อไรที่เธอลุกขึ้นมาแข็งข้อ แล้วทำทุกอย่างเพื่อตัวเองแบบที่เธอต้องการ จุดอ่อนที่เธอพยายามปกป้องมาโดยตลอดก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย ทว่าการเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องคนอื่นเสมอของนางเอก ก็ขัดใจพระเอกอยู่ดี เขาจึงค่อย ๆ ยื่นมือเข้ามาช่วยพยุงเธออีกที

จะว่าไป ความสัมพันธ์ที่ชวนอึดอัดของ 2 คนนี้เนี่ย จริง ๆ มันก็น่าสงสารนะ ยิ่งพอดูมาถึง ep.4 (บวกกับไปไล่หาอ่าน spoil) ไม่คิดเลยว่าเรื่องจะมาแนวนี้ได้ ทีแรกก็ยังงง ๆ อยู่ว่าจะผูกเรื่องให้มันไปต่อยังไง แต่พอค่อย ๆ เฉลยปมบางอย่างออกมาแล้วแบบเอางี้จริงดิ ชีวิตที่ผ่านมาของ 2 คนนี้มีอะไรที่เป็นความจริงบ้างไหม ทำไมพวกเขาจะต้องตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของผู้ใหญ่ตั้งแต่เด็กด้วย พอโตมาก็ต้องมาถูกตามล่าจากความผิดพลาดที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนก่ออีก ก็ได้แต่หวังว่าพวกผู้ใหญ่ตัวต้นเรื่องทั้งหลายจะไม่ลอยนวลในตอนจบล่ะนะ ทุกคนควรได้รับผลจากการกระทำของตัวเอง โดยเฉพาะพวกบรรดาพ่อ ๆ แม่ ๆ ทั้งหลาย ที่สูบผลประโยชน์จากพวกลูก ๆ กันจนเต็บคราบ
จากซีรีส์ที่มีเรื่องย่อกล่าวถึงจุดเริ่มต้นเพียงแค่สายเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว ไม่คิดไม่ฝันเหมือนกันนะจะพาซีรีส์ When the Phone Rings มาได้ไกลขนาดนี้ เพราะเวลานี้ ซีรีส์เรื่องนี้ขึ้นแท่นซีรีส์เกาหลีที่สร้างกระแสบนโลกออนไลน์ได้แรงที่สุด แถมยังมาแรงแซงทางโค้งขึ้นเป็นอันดับ 2 ของโลกบน Netflix ไปแล้วเรียบร้อย (ไม่รู้ว่าไปถึงอันดับ 1 ได้หรือยัง หรือว่าตกลงมาแล้วไหม ไม่ได้อัปเดตต่อ) ถึงงั้นก็เถอะ ไม่ได้แปลกใจเลย ด้วยการผูกโยงเรื่องน่าสนใจมาก โดยเฉพาะการนำเอาความโรมานซ์มาผสมโรงกับทริลเลอร์ และยังมีคาแรกเตอร์ของพระเอกที่สุดแสนจะทรงโบ้ หน้าตึงแต่ออกอาการคลั่งรักตั้งแต่ยังไม่แสดงออกว่ารักด้วยซ้ำ กร้าวใจเหล่าชะนีนักแล📱





























