Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ Family by Choice “ครอบครัว” หาใช่แค่สายเลือด สายใยทางใจพิเศษกว่า

Family by Choice “ครอบครัว” หาใช่แค่สายเลือด สายใยทางใจพิเศษกว่า

ภาพจาก viu

คุณรู้สึกอย่างไรกับซีรีส์หรือละครรีเมก? โดยเฉพาะการรีเมกแบบซื้อลิขสิทธิ์ซีรีส์ต่างชาติมาทำใหม่เป็นเวอร์ชันของประเทศตัวเอง แล้วยิ่งถ้าเป็นซีรีส์ที่ต้นฉบับทำเอาไว้ดีมาก ๆ แบบมาก ๆ มากจนกลัวว่าเวอร์ชันรีเมกจะทำไม่ถึง คุณจะมีอคติจนไม่กล้าที่จะเปิดดูหรือเปล่า

ส่วนตัว เชื่อว่าหลายคนน่าจะมีความรู้สึกคล้าย ๆ แบบที่กล่าวไปข้างต้นอยู่บ้างแหละเวลาที่เจอซีรีส์รีเมก ยิ่งถ้าของเก่าเพิ่งจบไปได้ไม่นานเท่าไร ของใหม่ก็เตรียมจ่อจะทำใหม่ ก็อาจจะรู้สึกกังวลว่าของใหม่จะทำดีทำถึงเท่าของเก่าที่ขึ้นหิ้งไปแล้วไหม สำหรับเราแล้วไม่ได้มีปัญหาอะไรที่จะดู แต่ยอมรับว่ามันก็อดที่จะเปรียบเทียบไม่ได้ มีตั้งธงในใจอยู่เหมือนกันว่ามันจะทำลายความประทับใจเดิมของเราไหม ถ้าของใหม่ดีไม่เท่าของเก่า ซึ่งแค่เริ่มเรื่องมาไม่ชวนให้ประทับใจเลย ก็คงไม่ไปต่ออีพีต่อไป

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ที่ต้องพูดเรื่องซีรีส์รีเมกขึ้นมา ก็เพราะว่าซีรีส์เรื่องใหม่ในสัปดาห์นี้เป็นซีรีส์รีเมกนี่แหละ จริง ๆ แล้วในคอลัมน์นี้ก็เอาซีรีส์รีเมกมาเล่าหลายเรื่องแล้วแหละ แล้วก็จะรู้สึกทำนองนี้ทุกครั้งเวลาที่จะเริ่มเปิดขึ้นมาดู แต่อาจเป็นเพราะซีรีส์เรื่องนี้เราไม่ได้ดูต้นฉบับมาก่อน รู้มาแค่ว่าต้นฉบับเขาทำเอาไว้ดี ไอ้ความรู้สึกกังวลที่ว่าเลยไม่ค่อยรุนแรงเท่าไร การเปิดใจลองดูก็ไม่ยากเท่าไรด้วย

Family by Choice เป็นงานรีเมกจากซีรีส์จีนเรื่องดังในปี 2020 เรื่อง “Go Ahead ถักทอรักที่ปลายฝัน” เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของหนุ่มสาว 3 คน พี่ใหญ่ พี่รอง และน้องเล็ก ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด แต่เติบโตข้ามผ่านวัยเยาว์มาด้วยกัน กินข้าวหม้อเดียวกันมานับ 10 ปี และพึ่งพากันและกันไม่ต่างจากพี่น้องที่คลานตามกันมา

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ซึ่งจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้ง 3 ต้องมาผูกพันกันแบบครอบครัว เริ่มขึ้นเมื่อพวกเขายังเด็ก น้องเล็กอาศัยอยู่กับพ่อ 2 คนเพราะแม่ด่วนจากไป ต่อมาครอบครัวของพี่ใหญ่ย้ายมาอยู่ตึกเดียวกันเพื่อหนีจากฝันร้ายที่เกิดขึ้นกับครอบครัว ไม่นานแม่ของพี่ใหญ่ก็หนีไป ทิ้งลูกชายไว้ให้อยู่กับพ่อที่เป็นตำรวจสายสืบ และหลังจากนั้นพ่อของน้องเล็กก็ไปรับพี่รองมาอยู่ด้วยกัน หลังจากที่ทราบเรื่องว่าแม่ของพี่รอง ซึ่งเป็นคู่นัดบอดของพ่อเอาลูกชายไปฝากไว้กับน้องสาวที่ไม่มีความพร้อมจะเลี้ยงเด็ก นับตั้งแต่นั้นมา เด็กทั้ง 3 คนจึงถูกเลี้ยงมาด้วยกันในครอบครัวที่เคยเป็นเพียงคนแปลกหน้า โดยมีผู้ปกครองทั้ง 2 คือพ่อของน้องเล็กและพ่อของพี่ใหญ่ช่วยกันดูแลเด็กทั้ง 3 คนจนเติบโตมาเป็นอย่างดี

ในส่วนของรายละเอียดแนะนำให้ลองไปดูกันเอง แต่พูดได้เลยว่ามันเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสมากสำหรับเด็กตัวเล็ก ๆ เรื่องของพี่ใหญ่พี่รองเนี่ยโหดร้ายไม่แพ้กันเลย พี่ใหญ่ ผู้ที่ต้องอยู่กับความรู้สึกหวาดระแวงกลัวว่าแม่จะไม่รัก และไม่กล้าที่จะมีความสุข ไม่กล้าที่จะยิ้ม ไม่กล้าที่จะกินของอร่อย เพราะแม่เอาแต่ค่อนแคะว่าเขาไม่ควรจะมีความสุขทั้งที่เป็นต้นเหตุของฝันร้ายในวันนั้น คนเป็นแม่คอยเพิ่มบาดแผลให้ลูกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตอกย้ำว่าเขาคือคนผิด ดังนั้น เขาจะมีความสุขไม่ได้ ไม่นานนักแม่ก็หนีหายจากไปโดยไม่หันกลับมาสนใจไยดีลูกชายคนนี้เลย

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ส่วนพี่รอง เด็กน้อยน่ารักที่มีรอยยิ้มสดใส โลกทั้งใบกลับต้องมืดมนลงเมื่อเขาโดนแม่ทอดทิ้ง เอาเขาไปฝากไว้กับน้าที่ไม่เคยเลี้ยงเด็ก พร้อมกับบอกว่าถ้าตั้งตัวได้เมื่อไรจะกลับมารับ และซื้อแฮมเบอร์เกอร์ของโปรดมาไถ่โทษ แต่เวลาผ่านไป 10 ปี เขาก็ยังไม่มีโอกาสที่จะได้กินแฮมเบอร์เกอร์ที่แม่สัญญาไว้เลยสักครั้ง เขาไม่รู้ว่าแม่ไปไหน เคยตามหาเขาบ้างหรือเปล่า แม้ว่าตัวเขาเองจะรอคอยการกลับมาของแม่อยู่ตลอดเวลา อยู่ในบ้านกับพ่อที่ไม่ใช่สายเลือดด้วยซ้ำ แต่มันก็ไร้ประโยชน์เกินไป เขาจึงไม่อยากให้ใครรู้

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ดังนั้น ซีรีส์เรื่องนี้จึงต้องการจะสื่อถึงประเด็นความรักและความผูกพันลึกซึ้งของครอบครัวที่เริ่มจากการเป็นคนแปลกหน้า แต่ละคนมีบาดแผล เว้า ๆ แหว่ง ๆ ไม่สมบูรณ์ เป็นครอบครัวที่ไม่จำเป็นต้องมีสายเลือดเดียวกัน แต่มีสายใยรักทางใจ เป็นความรักที่ทำให้เราลืมคำว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ” ไปเลย เพราะดูเหมือนว่าความผูกพันของพวกเขามันเข้มข้นกว่าเลือดเสียอีก เพราะทุกคนต่างก็เยียวยาจิตใจกันได้เป็นอย่างดี ผ่านเรื่องราวทั้งสุขและทุกข์กันมานับไม่ถ้วน ซึ่งต่อจากนี้ก็ต้องมารอดูกันว่าจะมีดราม่าอะไรมาทดสอบความเหนียวแน่นของสายใยความผูกพันของทั้ง 5 คนนี้

เราไม่ได้โชคร้ายค่ะ โลกนี้ไม่มีใครที่ชีวิตราบเรียบ ทุกบ้านก็มีความทุกข์แตกต่างกันไป เราต่างพิเศษในแบบของตัวเองค่ะ

จริง ๆ ยัยน้องจัดว่าเป็นเด็กฉลาดคนหนึ่งเลยนะ แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดี แล้วก็ใจแกร่งมากด้วยที่ปกป้องพี่ชายทั้ง 2 คนด้วย 2 มือเล็ก ๆ ของนาง พร้อมทั้งเรียกความมั่นใจกลับคืนมาให้กับพี่ ๆ ด้วยการบอกว่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตมันไม่ใช่ความโชคร้าย ทว่าคือความพิเศษเฉพาะตัวของแต่ละคน การที่นางพูดแบบนี้นางก็ไม่ได้อวดเก่งอวดดีมาจากไหน เพราะตัวนางเองก็มีบาดแผลไม่ต่างจากพี่ชายทั้ง 2 คน แต่ด้วยความที่มองโลกในแง่ดี และมูฟออนจากเรื่องราวเก่า ๆ ได้แล้ว นางเลยสามารถพูดถึงเรื่องที่เป็นแผลในใจออกมาได้ด้วยรอยยิ้ม

ภาพจาก FB: JTBC Drama

จะว่าไป ซีนนี้แอบโกรธอาจุมม่าที่ทักทายด้วยคำพูดที่ไม่เข้าหูเหมือนกันนะ คือแบบเห็นเด็ก ๆ มาตั้งแต่ตัวน้อย ๆ ก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเรื่องแม่เนี่ยมันเป็นปมด้อยที่เด็กอยากจะลืม แต่ก็ยังจะพูดถึงมันขึ้นมาอีก จะมาอ้างว่าถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงมันก็ออกจะหวังดีประสงค์ร้ายไปนิด เหมือนแบบว่าไม่ได้มองสถานการณ์เลยว่าเด็กมันหน้าเจื่อนซะขนาดนั้น แต่ก็นะ เพราะเหตุการณ์นี้แหละถึงทำให้พี่ ๆ ได้รู้ว่ายัยน้องแคร์ความรู้สึกของพี่ ๆ มาก ถึงขนาดพูดทะลุกลางปล้องออกมา พี่ ๆ จะได้ไม่ต้องทนฟังคำพูดแสลงหูแบบนั้นนาน ๆ มันเป็นเหมือนซีนที่เผยให้เห็นความกล้าหาญและอ่อนโยนของยัยน้อง ว่าภายใต้ความแสบ ความแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่า นางก็เอาใจใส่ความรู้สึกของคนอื่นเสมอ

น่าสงสารเด็ก 3 คนนี้เหมือนกันนะที่ต้องเติบโตมาในชุมชนที่มีผู้ใหญ่เอาใจใส่จนเกินพอดี คือมีแต่ผู้ใหญ่ที่ชอบพูดไม่คิดเต็มไปหมด แต่ละคำที่พูดออกมา ไม่ได้พิจารณาเลยว่ามันจะกัดกินใจคนฟังมากแค่ไหน จริงอยู่ที่พวกเด็ก ๆ ควรจะยอมรับความจริงให้ได้และก้าวไปข้างหน้า ทิ้งความเจ็บปวดเอาไว้ แต่ในความเป็นจริงพวกเขาก็เป็นแค่เด็กมัธยมเท่านั้นเอง แถมเรื่องราวในวันนั้นที่ “แม่” ฝากรอยแผลเอาไว้ มันก็ช่างแสนสาหัสสำหรับเด็กน้อยคนหนึ่ง และไม่ใช่ว่าจะลืมกันได้ง่าย ๆ ด้วย

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ซีนนี้ ถ้าจะชื่นชมพี่ใหญ่ที่ก้าวเท้าเข้ามาขวางหน้าพี่รองที่หน้าเสียเมื่อโดนถามเรื่องแม่ (ทั้งที่ตัวเองก็สายตาหวั่นไหวชัดเจน) ก็ต้องชื่นชมความมองโลกในแง่ดีของยัยน้องที่พยายามจะปกป้องและให้กำลังใจพี่ ๆ ด้วย ว่าเรื่องราวในอดีตมันไม่ใช่ความโชคร้าย แต่เป็นความพิเศษ เพราะไม่ว่าใครก็ตามบนโลกใบนี้ ใช่ว่าจะมีชีวิตที่ราบเรียบเสมอไป ทุก ๆ บ้าน ทุก ๆ คนต่างก็มีความทุกข์ความสุขปะปนกันไป ดังนั้น เรื่องความทุกข์ ความเจ็บปวด มันเป็นความพิเศษในแบบฉบับของแต่ละคน ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ใช่เรื่องที่จะต้องจมปลักอยู่กับมันไปตลอดชีวิต

คนเราน่ะ…มักจะหมกมุ่นกับสิ่งที่ตัวเองขาดที่สุด

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ต้องถามว่าในครอครัวที่มีกันอยู่ 5 คนนี้ มีใครบ้างที่ไม่ขาดอะไรเลย บอกเลยว่า ไม่มี! เนื้อเรื่องในอีพีแรกเล่ารายละเอียดไว้ครบหมดแล้วว่าแต่ละคนเว้า ๆ แหว่ง ๆ กันอย่างไร บาดแผลค่อนข้างจะสาหัสกันทั้งนั้น มีก็แต่ยัยน้องนี่แหละที่รับมือได้ดีสุด เพราะนางมีพ่ออยู่เคียงข้าง เอาใจใส่ และคอยอธิบายความจริงให้ลูกฟังอยู่เสมอว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ยอมให้ลูกเข้าใจอะไรผิด ๆ โดยไม่จำเป็น จริง ๆ มันน่าจะเริ่มมาจากความกังวลว่าจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดีพอเพราะเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว แม่ของลูกไม่อยู่แล้วหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจนะ แต่พ่อเลี้ยงยัยน้องให้เติบโตมาเป็นอย่างดี นางน่ารักสดใส และมุ่งมั่นกับการที่อยากมีพี่ชายมาก ๆ นางคงรู้ว่าพ่อเหนื่อยและตัวเองก็เหงาบ้างเป็นบางเวลา

เพราะฉะนั้น ถ้านางจะโตขึ้นมาแล้วหมกมุ่นมาก ๆ กับการที่อยากมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบตามแบบฉบับของมัน ไม่ใช่การมีพ่อ มีแม่ มีลูก เพราะนางรู้ความมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าแม่จากไปแล้ว แต่เป็นครอบครัวแบบที่ใครเห็นก็ต้องยอมรับว่าพวกเขา 5 คนเป็นครอบครัวมากกว่า เชื่อว่าลึก ๆ นางรู้ดีอยู่แล้วว่าการเป็นครอบครัวตามกฎหมายมันไม่ได้สำคัญอะไรเลย เมื่อเทียบกับความผูกพันทางใจของกันและกันที่ต่างเชื่อว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน เพียงแต่มันเป็นนามธรรม มันจับต้องไม่ได้เหมือนกับเอกสารทางกฎหมาย นี่ก็เป็นสิ่งที่นางขาดไปจริง ๆ

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้มีแค่ยัยน้องเล็กนี่คนเดียวหรอกที่หมกมุ่นในสิ่งที่ตัวเองขาด คนอื่น ๆ ก็เหมือนกันนั่นแหละแค่ทำเป็นเก็บทรง โดยเฉพาะพี่ชายต่างสายเลือดทั้ง 2 คนของยัยน้อง เพราะต้องพยายามวางตัวให้เป็นพี่ชายที่พึ่งพาได้ให้กับน้องสาว จึงต้องข่มสิ่งที่ตัวเองปรารถนาเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุด ทำตัวเป็นคนเข้มแข็ง คอยแอ๊บว่าชีวิตของตัวเองมีความสุขดี ไม่ได้รู้สึกขาดอะไร ไม่แสดงออกมาว่าโหยหา เก็บซ่อนความรู้สึกไม่ให้ใครรู้ว่าปากแผลยังปิดไม่สนิท ทั้งที่มันฝืนความรู้สึกของตัวเองซะขนาดนั้น พี่ใหญ่จึงต้องคอยคีปความสุขุม ภายนอกดูเย็นชาแต่จิตใจอบอุ่น ส่วนพี่รองก็ต้องคีปความสดใส ความสนุกสนานหรรษา เพื่อปิดบังซากปรักหักพังข้างในใจ

การจะเป็นครอบครัวกันได้ แค่กระดาษแผ่นเดียวไม่สำคัญหรอก เพราะงั้น เรื่องรับบุตรบุญธรรมคงไม่สำคัญขนาดนั้นแล้วล่ะ

เอาดี ๆ ซีนนี้เป็นอะไรที่แอบตลกอยู่นะ ยืนยันกับคนในบ้านมาตลอดว่าต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลเดียวกันเท่านั้นนะถึงจะเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างสมบูรณ์จริง ๆ แต่พอได้ทะเลาะกับยัยชะนีรุ่นพี่แค่ครั้งเดียว กลายเป็นคนตื่นธรรมขึ้นมาเฉยเลย 555 ทั้งที่ผ่านมา พี่ใหญ่กับพ่อ ๆ ช่วยกันพูดจนปากเปียกปากแฉะ พูดจนปากฉีกไปถึงรูหูแล้วด้วยมั้ง ว่าการเป็นครอบครัวของพวกเขาทั้ง 5 คน ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องมีเอกสารการรับบุตรบุญธรรม แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลเดียวกัน แต่ ณ เวลานั้น ยัยน้องก็ยังคงไม่ยอมแพ้ ยังคงพยายามเกลี้ยกล่อมทุกคนในบ้านด้วยเหตุผลส่วนตัวที่นางมองว่ามันสำคัญมาก ๆ ต่อการใช้ชีวิตในโรงเรียนของนาง

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ถามว่าเข้าใจเหตุผลของนางไหม เข้าใจนะ แต่โดยส่วนตัวแล้ว ถ้าแค่เหตุผลที่ว่ารำคาญบรรดาสาว ๆ ที่เทียวส่งจดหมายสารภาพรักให้พี่ชายทั้ง 2 คนแขวะเอาว่ากันท่าหรือหวงก้างพี่ชายทั้งที่ใช้กันคนละนามสกุล ไม่ใช่พี่น้องกันแท้ ๆ มันออกจะดูเด็กน้อยไปหน่อยจริง ๆ แต่เหตุผลที่รู้สึกว่าสมควรที่จะโกรธและรู้สึกไม่ดีจริง ๆ คือการที่ถูกพวกสาว ๆ หัวร้อนพวกนั้นเรียกว่าเป็นน้องสาวตัวปลอมมากกว่า ถึงงั้นก็นะ สุดท้ายทั้ง 2 เหตุผลมันก็มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงมาหากันอยู่ดี ถึงได้เข้าใจว่าทำไมนางถึงอยากจะให้ทุกคนเปลี่ยนไปใช้นามสกุลเดียวกันนัก

แต่สุดท้าย คนที่ดันทุรังเรื่องรับบุตรบุญธรรมกับเปลี่ยนนามสกุล กลับเป็นคนยอมถอยวาระนี้เอง ด้วยเหตุที่โดนยัยชะนีรุ่นพี่เปิดศึกหึงหวงผู้ชายใส่ แล้วมาหาอ้างว่านางไม่มีสิทธิ์โกรธแทนพี่ชายนะในเมื่อนางไม่ใช่น้องสาวแท้ ๆ ของเขาซะหน่อย นามสกุลก็ไม่เหมือนกัน เป็นญาติโกโหติกากันตามกฎหมายไหมก็ไม่ใช่ แล้วคิดว่าเด็กแสบทรวงอย่างยัยน้องจะยอมโดนถล่มอยู่ผ่ายเดียวเหรอ คิดมักง่ายเกินไปแล้ว งานนี้ยัยน้องเลยเถียงกลับไฟแล่บ ว่าเป็นครอบครัวกันตามกฎหมายมันจะไปสำคัญตรงไหน ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นสายเลือดเดียวกันเท่านั้นถึงจะเป็นครอบครัวด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ต่างคนต่างผูกพันกัน และรู้สึกด้วยใจว่าอีกฝ่ายคือครอบครัวต่างหาก

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ถ้าจะมองว่าคนที่ต่างสายเลือดกัน ต่างนามสกุลกัน ถึงอยู่บ้านเดียวกันก็ไม่ใช่ครอบครัวเดียวกัน การตัดสินใครด้วยทัศนคติแบบนั้น มันก็ทำให้เหล่าคนที่อยู่ในสถานะชวนกระอักกระอ่วนใต้ชายคาเดียวกันเจ็บปวดจริง ๆ แบบที่ยัยน้องบอกแหละนะ ท้ายที่สุด ยัยชะนีรุ่นพี่ก็เถียงเอาชนะไม่ได้ เลยต้องใช้วิธีสกปรกเล่นงานยัยน้องแทน และถึงอย่างนั้น ตัวยัยน้องเองก็ได้ดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาจริง ๆ สักที ว่าไม่เห็นจะต้องไปสนใจใครที่ตัดสินว่าเราไม่ใช่ครอบครัวเดียวกัน เพียงเพราะต่างสายเลือด ต่างนามสกุล หรือไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันเครือญาติกันตามกฎหมาย แต่มันอยู่ที่ “ใจ” ต่างหาก ว่ารู้สึกต่อกันและกันอย่างไร ถ้าใจบอกว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน เราก็คือครอบครัว

ต้องบอกว่า Family by Choice เป็นซีรีส์อีกเรื่องที่สำหรับเราแล้วอาจจะไม่ได้คาดหวังความว้าวอะไรมากตอนที่เปิดขึ้นมาดู ด้วยความที่ตั้งธงเอาไว้ว่ามันเป็นซีรีส์รีเมก ที่สำคัญแว่วมาว่าเวอร์ชันต้นฉบับทำเอาไว้ดีมากเสียด้วย แต่ก็ต้องบอกอีกเช่นกันว่าบรรยากาศของเวอร์ชันเกาหลีกับเวอร์ชันจีนนั้นแตกต่างกันชัดเจนมาก บางคนคุ้นเคยกับบรรยากาศของซีรีส์จีน บางคนคุ้นเคยกับซีรีส์เกาหลีมากกว่า ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะคุ้นเคยกับบรรยากาศแบบไหนมากกว่ากัน แต่เชื่อว่าทั้ง 2 เวอร์ชันจะต้องถ่ายทอดความเป็นครอบครัวต่างสายเลือดของหนุ่มสาวทั้ง 3 คนออกมาได้อบอุ่นฮีลใจไม่แพ้กันแน่นอน เพื่อให้เห็นว่าบางที น้ำอาจจะข้นกว่าเลือดก็ได้ 👨‍👨‍👧‍👦