CR-V ยุคนี้ ยังกิน (น้ำมัน) จุ อยู่ไหม

หากนึกถึงรถยนต์อเนกประสงค์หรือ SUV แน่นอนว่าในบ้านเราคนส่วนใหญ่คงจะต้องนึกถึง “ฮอนด้า CR-V” มาเป็นเบอร์ต้น ๆ ซึ่งสิ่งที่ยังคงยืนยันว่ารถกลุ่ม C-SUV (Compact Crossover SUV) จากค่ายฮอนด้ายังคงยืนหนึ่ง คือตัวเลขยอดขายของ CR-V เจเนอเรอชันล่าสุด ที่ยังครองตลาดรถกลุ่มนี้ในบ้านเราเกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

เมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ทดลองขับ Honda CR-V 1.5 Turbo ES (รุ่น 5 ที่นั่ง) ที่ได้รับความอนุเคราะห์จาก บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อถ่ายทำในรายการ World of Speed ทาง PPTV ซึ่งผมและทีมงานต้นคิดโปรดักชันรับผิดชอบอยู่ ผมเองมีโอกาสได้ขับ CR-V 1.5 Turbo อยู่เกือบ 1 สัปดาห์

พูดถึง Honda CR-V ผมยังจำได้สมัยเปิดตัวทำตลาดในบ้านเราโฉมแรก (Gen 1) เมื่อปี 1996 ตอนนั้นถือว่าสร้างความฮือฮาให้กับตลาดรถยนต์ครอบครัวบ้านเราเป็นอย่างมากครับ เพราะก่อนที่ CR-V จะเข้ามา รถครอบครัวในยุคผมเด็ก ๆ แต่ละบ้านก็จะไปทางสเตชันแวกอนของ “ไทยรุ่ง” กันเป็นส่วนใหญ่ จนมาถึง CR-V นี่แหละครับ รถที่พื้นฐานเป็นรถเก๋ง แต่ยกสูงเล็กน้อย

ปัจจุบันเข้าสู่ Gen 6 แล้ว ซึ่งโฉมนี้มีทั้งที่เป็นเครื่องยนต์ 2.0 ไฮบริด และ 1.5 เทอร์โบ ซึ่งคันที่ผมได้มาขับเป็นตัว 1.5 ลิตร เทอร์โบ 190 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ 5 ที่นั่ง ราคา 1.599 ล้านบาท สิ่งที่ผมชอบอย่างแรก คือ รูปโฉม ที่ออกแบบมาในทรงเหลี่ยม ทำให้ดูดุดันมากกว่า 2-3 รุ่นก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะส่วนของกระจังหน้าที่ทำให้รถดูเข้มแข็ง และเรียบหรูในเวลาเดียวกัน

ส่วนภายในเหมือนเป็นธรรมเนียมของรถญี่ปุ่นแทบจะทุกยี่ห้อครับ ที่จะออกแบบแผงคอนโซลด้านหน้าให้ล้อไปกับรถรุ่นอื่น ๆ ในเจนเดียวกัน นั่นทำให้แทบจะเหมือนกับซีวิคและแอคคอร์ดเลย ส่วนฟีลลิ่งการขับขี่ แน่นอนว่ายังคงนุ่มนวลในแบบฉบับของ CR-V แต่ในเจนนี้ รู้สึกว่ามีการเซตให้ช่วงล่างแข็งขึ้นมาจากรุ่นก่อน ๆ ซึ่งส่วนตัวผมชอบแบบนี้มากกว่า

ก่อนหน้านี้ผมเคยขับแอคคอร์ด (โฉมก่อนล่าสุด) ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่นำเครื่องยนต์ VTEC เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ มาใช้ รู้สึกว่าความปรู๊ดปร๊าดคล่องตัว อัตราเร่งใน CR-V ซึ่งเป็นเครื่องตัวเดียวกันสู้แอคคอร์ดไม่ได้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องปกติครับ กับรถที่ยกสูงและมีน้ำหนักมากกว่า แต่หากเทียบกับ C-SUV ค่ายญี่ปุ่นด้วยกันที่เครื่องยนต์ใหญ่กว่านี้ ผมว่า CR-V ทำได้ดีกว่า

แต่อย่างที่เคยบอกไปครับ ว่ารถแต่ละรุ่นเขาจะมีคุณลักษณะเฉพาะ ที่ก่อนนำออกมาขาย จะมีการทดสอบมาแล้วให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งาน ฉะนั้น หากคุณขับ CR-V แบบใช้งานปกติ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไปมุดซ้ายมุดขวา ผมว่ามันก็ตอบโจทย์การใช้งานได้ดี โดยเฉพาะความสบายในห้องโดยสาร ทั้งคนขับและคนนั่ง ทั้งเบาะหน้าและเบาะหลัง

ส่วนอัตราการซดน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ในยุคก่อน CR-V ขึ้นชื่อเรื่องการกินน้ำมัน ถึงขนาดที่บางรุ่นผู้ใช้บอกว่าขับในเมืองซดไปถึง 5-6 กิโลเมตรต่อลิตรเลยทีเดียว มาในยุคนี้ ตัวเลขที่ผมขับแบบปกติ ทั้งในเมืองรถติด ๆ และวิ่งทางไกล และเติมแก๊สโซฮอล์ E20 ตัวเลขที่หน้าปัดบอกว่าทำได้เฉลี่ย 12 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่รับได้

สุดท้ายหากจะพูดถึงความแรงและอัตราเร่ง CR-V เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ อาจจะเท่ารถไฮบริดที่เน้นความแรง หรือรถ EV ระดับ 200 แรงม้า แต่ก็ถือว่าตอบสนองเท้าที่เหยียบคันเร่งลงไปได้ดีพอสมควร เป็นรถไซซ์ใหญ่ที่ยังคงนั่งสบาย ขับแล้วคล่องตัว รวมถึงลบภาพ CR-V ที่กิน (น้ำมัน) จุ ลงได้เรียบร้อยแล้ว