
คอลัมน์ส่งท้ายปีในวันนี้ ขอจัดซีรีส์แนวพลังบวก ให้กำลังใจแบบจุก ๆ เพราะเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะกำลังตั้ง New Year’s Resolutions หรือความหวังว่าจะได้รีเซตชีวิตตัวเองในปีหน้า ด้วยการเก็บกวาดและกลั่นกรองเอาสิ่งแย่ ๆ ออกจากชีวิตก่อนเริ่มต้นใหม่ เหตุผลที่เลือกซีรีส์เรื่องนี้ก็เพราะชื่อเรื่องเลย แค่ชื่อเรื่องง่าย ๆ ก็โคตรปลุกใจแล้ว Like Flowers in Sand แต่ชื่อภาษาไทยสละสลวยกว่าว่า ดอกไม้สังเวียนทราย เปรียบได้กับชีวิตของผู้คนที่เป็นดั่งดอกไม้ที่ต้องดิ้นรนเติบโตงอกงามบนผืนทรายให้ได้ ถ้าสนใจอยากหาอะไรดูช่วงหยุดปีใหม่ ไปตามดูเรื่องนี้ได้ที่ Netflix

Like Flowers in Sand เรื่องราวของชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่ในอดีตเขาได้ชื่อว่าเป็น “เจ้าหนูนักมวยปล้ำอัจฉริยะ” ไม่มีเด็กคนไหนกล้าต่อกรกับเขา เขายังคงเล่นกีฬามวยปล้ำซีรึม (ศิลปะการต่อสู้แบบดั้งเดิมของเกาหลี ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม) เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าคนทั่ว ๆ ไปในเมืองนี้จะจดจำอดีตของเขาที่เคยเป็นเจ้าหนูอัจฉริยะได้ และปัจจุบันเขาก็ยังฟิตปั๋ง ทรงดีลีลาได้ในการขึ้นปล้ำบนสังเวียนทราย แต่เขากลับไม่เคยคว้าแชมป์ได้เลยสักครั้งเดียว เขาแบกความรู้สึกแย่ ๆ และผลงานแย่ ๆ ของเขาไว้ในใจคนเดียว ซึ่งเขารู้ศักยภาพตัวเองดี แต่ที่ยังอดทนอยู่ ก็เพราะความคาดหวังจากคนอื่น ๆ ที่ยังเห็นเขาเป็นเจ้าหนูนักมวยปล้ำอัจฉริยะนั่นเอง
ความอดทนที่ใกล้ถึงขีดสุด ก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำที่เต็มแก้วจนมันกำลังจะล้นทะลักออกมา ในคืนวันงานเลี้ยงรุ่น คนที่ดื่มเหล้าไม่ได้แบบเขา บังเอิญดื่มมันเข้าไปแก้วเล็ก ๆ ด้วยความเมา เขาเผลอทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่มันถูกฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก หนึ่งในนั้น คือการโทรไปโวยวายกับโค้ชว่าถ้าขึ้นปล้ำครั้งหน้าแล้วเขายังไม่ได้แชมป์ เขาจะเลิกเล่นมวยปล้ำตลอดไป ไม่มีประโยชน์ที่เขาจะฝืนตัวเองพยายามทำเรื่องที่ทำเท่าไรก็ไม่ได้ดีอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ในคืนวันเดียวกันนั้นเอง มีหลายเรื่องเกิดขึ้นมากมายกับตัวเขา ทั้งการเดินโวยวายพูดชื่อเพื่อนเก่าและรักแรกของเขาที่ไม่มางานเลี้ยงรุ่นตลอดทางกลับบ้าน และการไปพบเขากับชายอีกคน ที่กลายเป็นศพจมอ่างเก็บน้ำในวันรุ่งขึ้น

ความเป็นนักกีฬาที่เคยต้องซ้อมทุกวัน แต่พอหมดไฟประกาศเลิกเล่น ก็เลยกลายเป็นคนว่างไม่มีอะไรจะทำ เตร็ดไปเตร่มา และในวันหนึ่งที่เขาแวะไปสนามซ้อมเพื่อไปเก็บข้าวของกลับบ้าน เขาก็ได้พบกับเพื่อนเก่าและรักแรกของเขาที่เข้ามาเป็นผู้จัดการทั่วไปคนใหม่ในทีม เธอปิดบังคนอื่น ๆ ว่าเธอเคยโตที่นี่ (รวมถึงเรื่องที่ว่าตอนนี้เธอเป็นใคร ทำอะไรอยู่) แต่เธอจำใจต้องบอกเขาในที่สุดว่าเป็นเธอเอง เพราะเขาจำเธอได้และตามตอแยเธอไม่เลิก บวกกับการไม่อยากให้เขาเลิกเล่นมวยปล้ำ จึงเสนอหัวหน้าโค้ชให้เขาได้ขึ้นเป็นโค้ชแทนโค้ชคนเดิมที่ลาออกแล้วหายตัวไป ชีวิตของเขาจึงพลิกผันอีกครั้งหลังจากได้กลับมาพบกับรักแรกของตัวเอง ซึ่งเธอก็คอยเป็นกำลังให้เขาอยู่ห่าง ๆ เรื่อยมา
เขาเคยได้ชื่อว่าเป็นดาวรุ่ง เป็นจุดสนใจ แต่น่าเศร้า จนถึงตอนนี้เขายังไม่เคยได้แชมป์
เปิดเรื่องมาด้วยความหนักหน่วงใจที่พระเอกฉันต้องทนแบกไว้มาตลอดเลยไหมล่ะ มันเป็นข้อความเปิดตัวนักกีฬาที่ฟังแล้วจุกอยู่นะ เหมือนมีดคม ๆ ที่กรีดลงไปบนหัวใจเจ้าของเรื่อง “เคย” เป็นดาวรุ่ง “เคย” เป็นจุดสนใจ แต่ยันตอนนี้ “ยังไม่เคยได้แชมป์” ก็เข้าใจแหละว่าเป็นนักกีฬาจะต้องแข็งแกร่งทั้งกายและใจ คำพูดแค่นี้ต้องรับให้ได้สิ แต่ก็นะ นักกีฬาก็เป็นคนอะ มีจิตใจ มีความรู้สึก มีความเจ็บปวดได้แบบที่คนทั่วไปจะรู้สึกเหมือนกัน แล้วกับ “คำพูดแค่นี้” เนี่ย สูญเสียกันมาเท่าไรแล้ว แค่นี้ของคนพูดเท่ากับแค่นี้ของคนฟังหรือเปล่า แล้วคำพูดแบบบั่นทอนกำลังใจเนี่ยเหมือนกันหมดเลยด้วยนะ ที่คนพูดไม่เคยจำหรอก แต่คนฟังจำได้ไม่ลืม

พระเอกของเราก็คือคนหนึ่งที่คงได้ฟังคำพูดบั่นทอนแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน เขาเองก็พยายามอย่างมากที่จะเป็นแชมป์ให้ได้สักครั้ง ฝึกซ้อมอย่างหนักไม่เคยขาด พยายามอย่างมากที่จะพิสูจน์ตัวเองว่ายังมีน้ำยาเหมือนสมัยเด็ก และพยายามอย่างมากที่จะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังกับโปรไฟล์ “เจ้าหนูนักมวยปล้ำอัจฉริยะ” แต่ดูเหมือนว่านับวันมันยิ่งเป็นอดีตที่เขาไขว่คว้าไม่ถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาในวันนี้ห่างไกลจากคำว่าอัจฉริยะมากขึ้นทุกที เพื่อนที่เคยแพ้เขามาตลอดสมัยเด็ก ๆ ปัจจุบันก็เลิกเล่นแล้วเหมือนกัน แต่เขาเป็นตำนานเพราะคว้าแชมป์ได้ เด็กรุ่นใหม่ ๆ ที่เข้ามาตั้งแต่ยังเล่นไม่เป็น เขาเองก็ช่วยแนะนำเทคนิคนั่นนี่ให้ ทุกวันนี้แซงหน้าเขาไปหมดแล้ว

อย่างไรก็ดี การเอาชนะอดีตของตัวเองไม่ได้สักทีไม่ใช่ความทุกข์ใจเดียวที่เขาแบกอยู่ เพราะเขาเองก็รู้ว่าหลาย ๆ คนที่ยังยกยอเขาด้วยเกียรติประวัติสมัยเด็ก ๆ เรื่องที่เป็นเจ้าหนูอัจฉริยะนั้น ลับหลังพูดถึงเขายังไงบ้าง เวลาที่ไม่ได้อยู่ต่อหน้า ทุกคนก็วิจารณ์ฟอร์มการปล้ำของเขาว่าสู้คนอื่นไม่ได้ตรงไหน ที่สำคัญ ยังมีประเด็นที่ครอบครัวของเขาล้วนอยู่ในแวดวงของมวยปล้ำซีรึม พ่อของเขาเป็นตำนานรุ่นน้ำหนักเยอะที่สุด พี่ชายคนโตก็เป็นแชมป์รุ่นที่น้ำหนักรองลงมา พี่ชายคนกลางคือแชมป์รุ่นถัดลงมาอีก ส่วนเขาที่เป็นลูกชายคนเล็ก ก็พยายามจะคว้าแชมป์รุ่นที่เล็กที่สุดนี้มาให้ได้เหมือนกัน บนความคาดหวังของพ่อที่เฝ้าดูเขามาตลอด แล้วเขาก็ทำให้พ่อและพี่ชายผิดหวังตลอดเหมือนกัน

ด้วยความที่เรื่องเพิ่งมาได้แค่ 4 ตอน ก็เลยยังไม่ค่อยเปรยออกมาว่าทำไมพระเอกถึงได้รู้สึกหมดไฟถึงขนาดยอมหันหลังให้ผืนทรายที่เขาคลุกคลีกับมันมาได้ตั้งนาน และเป็นผืนทรายที่เขามีแววจะรุ่งมาตั้งแต่สมัยเด็กด้วย เท่าที่ดูเขาเต็มที่กับการเป็นนักกีฬานะ และสู้สุดใจทุกครั้งเวลาขึ้นปล้ำ (ซึ่งเอ็นดูจางดงยุนมาก ที่ต้องเพิ่มน้ำหนักถึง 14 กิโลกรัมเพื่อให้ได้หุ่นแบบนักกีฬามวยปล้ำ แถมยังต้องฝึกมวยปล้ำอย่างหนัก และฝึกพูดภาษาถิ่น) แต่มันก็เหมือนไปไม่สุดสักที ถ้าจะบอกว่าเขาขาดแรงบันดาลใจเรื่องที่เพื่อนเก่าที่สนิทมากและรักแรกของเขาจากไป นี่ว่าปมมันออกจะเบาเกินไปหน่อย มีส่วนแหละ แต่ไม่น่าจะใช่ปมหลักที่ทำให้เขาพังได้ขนาดนี้
ผมคิดเรื่องนี้มานานแล้ว “ทำสิ่งที่ผมทำได้แย่ต่อไป มันจะมีประโยชน์อะไร” ผมแบกความรู้สึกหนักอึ้งนี้มาตลอด
พระเอกน่ะรู้ตัวดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ และรู้ดีว่าตัวเองกำลังฝืน จากสิ่งที่เขารัก สิ่งที่เขาเคยทำได้ดีแล้วได้รับคำชมเชย ถูกพูดอวยความสามารถ เขาเลยเริ่มหันมาจริงจังกับมัน แต่พอมันเริ่มเป็นสิ่งที่เขาทำมันออกมาแย่ มันจะกลายเป็นสิ่งที่เขาเกลียดได้ในที่สุด เพราะเขาเริ่มจะถูกบั่นทอนกำลังใจด้วยการแพ้มันอยู่นั่น คนอื่นเริ่มถามหาถึงอดีตของเขาว่าเด็กอัจฉริยะคนนั้นไปไหน เขาคงไม่อยากไปถึงจุด ๆ นั้น เลยเลือกที่จะหันหลังให้กับผืนทรายที่เขาคลุกคลีกับมันมาตั้งแต่เด็กซะตั้งแต่ตอนนี้ ในเมื่อเขาพยายามตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ก็แล้ว มันก็เอื้อมไปไม่ถึงซะที ทุกอย่างมันยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ อายุก็ยิ่งมากขึ้น พละกำลังเริ่มถดถอย งั้นมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะถ้าเขาจะยังดันทุรังทำมันต่อไป

ขอบอกความประทับใจส่วนตัวเกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้สักหน่อย ว่าที่ตัดสินใจเก็บเรื่องนี้ไว้ทำคอลัมน์ส่งท้ายปีเนี่ย เป็นเรื่องที่จงใจ ตอนที่เห็นชื่อเรื่องแล้วก็ได้อ่านเรื่องย่อ ก็รู้อยู่แล้วว่ามันต้องมาแนวนี้ คอนเซปต์มันเหมาะที่จะเอาไว้กระตุ้นแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังท้อและเริ่มถอยหลังแล้วแบบพระเอกได้ลองลุกขึ้นมาสู้กับมันอีกสักครั้ง เลื่อนเวลาที่จะหันหนีสิ่งที่กำลังทำอยู่ออกไปอีกสัก 5 นาทีก็ได้ ไม่แน่ว่ามันอาจมีปาฏิหาริย์ในช่วง 5 นาทีนี้ เราจะได้ไม่เสียใจที่รีบหันหลังให้มัน ซึ่งไอเดียที่ว่าให้รออีกสัก 5 นาทีค่อยยอมแพ้นี่ก็ได้มาจากซีรีส์เหมือนกัน เรื่อง Castaway DIVA ใครยังไม่ได้ดูเรื่องนี้ หยุดปีใหม่รีบจัดด่วน คอนเซปต์ให้กำลังใจดีเหมือนกัน

ส่วนเรื่อง Like Flowers in Sand แค่ชื่อเรื่องกับเรื่องย่อที่อธิบายถึงพล็อตหลักของเรื่องมาคร่าว ๆ ก็ให้คอนเซปต์มันที่สนใจดี จากที่เราเรียนกันมาในวิชาวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็ก ๆ เราจะรู้ว่าดินทรายเป็นดินประเภทที่ไม่เหมาะแก่การปลูกพืชสักเท่าไร ด้วยอนุภาคที่มีขนาดใหญ่กว่าดินประเภทอื่น มันมีความหยาบ สามารถระบายน้ำและอากาศได้ดีมาก แต่มันไม่อุ้มน้ำ อีกทั้งยังมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เพราะความสามารถในการจับยึดธาตุอาหารพืชมีน้อย จากการที่น้ำสามารถไหลผ่านดินทรายไปง่าย ๆ ก็มีส่วนชะล้างธาตุอาหารในทรายไปหมดเหมือนกัน

เพราะทรายเป็นดินประเภทที่แห้งแล้งง่าย ปลูกอะไรก็ไม่ค่อยขึ้น แต่ซีรีส์เรื่องนี้กลับพยายามจะสื่อสารถึงดอกไม้ที่พยายามจะงอกงามให้ได้บนผืนทราย แน่นอนว่ามันคงไม่ใช่เรื่องง่าย ดอกไม้ดอกนั้นอาจจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษที่ทนต่อการแห้งแล้งได้ เริ่มแรกมันอาจทนไม่ได้หรอก แต่อาศัยการปรับตัว หรือเวลาปลูกอาจจะต้องพยายามบำรุงรักษามันเป็นอย่างดี หมั่นรดน้ำ เติมปุ๋ย หรืออะไรก็ตาม ถ้าทำได้สม่ำเสมอดอกไม้ก็อาจจะบานได้ในสักวัน ในซีรีส์เรื่องนี้กำลังเปรียบเทียบชีวิตของหนุ่มสาวทั้ง 6 ตัวละครที่ต่างก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เติบโตได้ยาก หรือกับตัวพระเอกเอง เขาเป็นเมล็ดดอกไม้บนผืนทรายที่ยังไม่เบ่งบาน และดอกไม้นี้กำลังจะยอมแพ้ที่จะบาน
ถ้าผมพิสูจน์อะไรไม่ได้ล่ะ ถึงจะพยายามแล้ว ผมควรทำไง…ผมขอโทษนะพ่อ ผมเป็นคนเดียวที่ไม่ชนะ ผมเป็นคนเดียวที่กลายมาเป็นไอ้ขี้แพ้น่าสมเพช
ซีรีส์ในคอลัมน์นี้ 3-4 เรื่องหลัง ๆ มีคอนเซปต์คล้าย ๆ กันคือตัวละครเอกมีจุดเปลี่ยนในชีวิตด้วยการตัดสินใจที่จะยอมแพ้กับทุกสิ่งอย่างที่เคยต่อสู้มานาน Welcome to Samdalri นางเอกที่ชีวิตพัง จากสูงสุดคืนสู่สามัญ เลยต้องหนีกลับไปพักใจที่บ้านที่ต่างจังหวัดแบบคนล้มเหลว ทั้งที่ตัวเองเคยอยากหนีออกไปจากที่นี่นักหนา Death’s Game พระเอกที่สู้ชีวิตแต่ชีวิตสู้กลับ พยายามสมัครงานนานถึง 7 ปีแต่ก็ไม่ได้งานประจำทำสักที สุดท้ายเลยขอยอมแพ้ปลิดชีวิตตัวเอง Maestra: Strings of Truth นางเอกในช่วงวัยรุ่นที่ประสบปัญหาครั้งใหญ่จนพาลเกลียดดนตรีและคิดฆ่าตัวตาย หลังจากมีคนช่วยชีวิตไว้ก็ใช้ชีวิตเสเพลอยู่พักใหญ่ ถึงคิดได้และกลับมาสู้ต่ออีกครั้ง

ส่วนพระเอกเรื่อง Like Flowers in Sand นี้ ปมก็ดูจะไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าพระเอก-นางเอก 3 เรื่องข้างต้นเลย (แม้มันจะแอบงงกับปมรองที่เป็นประเด็นอาชญากรรมนิดหน่อยก็ตาม) ยิ่งเขาพยายามที่จะเล่นมวยปล้ำต่อมากเท่าไร เขาก็ยิ่งออกห่างจากการจะได้เป็นแชมป์ขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งเขาใส่ความพยายามลงไปมากเท่าไร เวลาผิดหวังมันก็ยิ่งท้อ เพราะเขาคาดหวังไว้สูง ถึงจะพยายามแล้ว แต่เขากลับพิสูจน์อะไรในตัวเองไม่ได้เลย และทุกอย่างประจักษ์ชัดว่าคนอื่น ๆ ในทีมก็ไม่ได้อยากให้เขาไปต่อในสภาพที่แพ้ตลอด เพราะไม่มีใครห้ามเขาเลยสักคน คนที่ซ้อมด้วยกันมานานน่าจะรู้ดีที่สุดแล้วว่าศักยภาพของเขามาได้แค่นี้แหละ ไปต่อไม่ได้

ตอนนี้ มันไม่ใช่แค่ความกดดันต่าง ๆ นานาที่เขาแบกมาตลอดเท่านั้นที่ทำร้ายเขา แต่มันยังมีความรู้สึกสมเพชตัวเองด้วยที่กัดกินใจของเขาจนผุกร่อน จนเขาต้องเอ่ยคำขอโทษกับพ่อที่พยายามจะกระตุ้นให้เขาลุกขึ้นมาสู้ต่อ พ่อที่พยายามจะช่วยประเมินทักษะของเขาเพื่อบอกว่าเขาควรเลิกหรือไม่ควรเลิก แต่ปัญหาคือในตอนนี้ใจของเขามันเปราะบางเกินกว่าที่จะรองรับแรงกระแทกหนัก ๆ ใจของเขามันรับอะไรไม่ไหวแล้ว พละกำลังของเขาถึงได้ถดถอยลงตามไปด้วย จนถึงขั้นที่สู้พ่อที่อายุเยอะแล้วไม่ได้เลย แม้แต่จะป้องกันตัวเองโดนทุ่มยังทำไม่ได้ เวลานี้เขาจึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นไอ้ขี้แพ้น่าสมเพชโดยสมบูรณ์ การจะลุกขึ้นมายืนใหม่ได้ เขาคงต้องซ่อมใจตัวเองก่อนเท่านั้น

คิดไม่ผิดจริง ๆ ที่เก็บซีรีส์เรื่องนี้ไว้ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2566 ที่กำลังจะผ่านไปในอีกไม่กี่ชั่วโมงนับจากนี้ เพราะคอนเซปต์ของเรื่องมันช่างเหมาะกับการเอาไว้รีเซตชีวิตก่อนเริ่มปีใหม่จริง ๆ ถ้าอะไรที่ผ่านมามันหนักหนามากนัก มันเจ็บปวดเกินไป เวลานี้มันคือวันหยุดแหละ ไม่ต้องพยายามฟอร์มจัดทำเป็นเก่งมากนักก็ได้ อยากยอมแพ้อะไรก็ทำเลย อยากโยนอะไรทิ้งไว้ก็ทำเลย ไม่มีใครรู้ใครเห็น อย่าแบกมันไว้จนข้ามปี อย่ากลัวที่จะกลับไปเริ่มต้นจากศูนย์ ถึงมันจะทำให้โปรไฟล์ด่างพร้อยไปบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก คนเหมือน ๆ กันไม่ต้องสมบูรณ์แบบขนาดนั้น ขอแค่ใจยังทนไหวก็ชนะเกมชีวิตนี่แล้วล่ะ ขอให้ปี 2567 เป็นปีที่ดี และเป็นปีที่ไม่ใจร้ายเกินไปเลยเนอะ ✌






























