“แกมาทำข่าวกีฬาแล้วแกจะสบายใจ เพราะข่าวกีฬาเสนอแต่ความจริง” เป็นคำพูดของบรรณาธิการอาวุโสท่านหนึ่งที่ปลุกใจผู้เขียนเมื่อครั้งย้ายโต๊ะข่าวจากรายงานพิเศษมาอยู่โต๊ะข่าวกีฬา แม้ไม่ถึงกับย้ายสายการทำงาน แต่เป็นการย้ายความคุ้นเคยที่ก่อนหน้านี้หมกหมุ่นอยู่กับการตามแหล่งข่าวเพื่อให้ได้ความคิดเห็นที่ “เอกซ์คลูซิฟ” ที่สุด แต่สุดท้ายความคิดเห็นที่คิดเองว่า “เอกซ์คลูซิฟ” นั้น ทำให้เราเป็นได้แค่เพียง “ม้าใช้” เพื่อให้ข้อมูลถูกเผยแพร่อย่างที่ “เขา” ต้องการ
ในเวลานั้นการย้ายมาสู่โต๊ะกีฬา สำหรับผู้เขียนไม่ใช่ของแปลกหน้าต่อกันเท่าไรนัก เพราะมีความสนใจเรื่องกีฬาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และโอกาสที่ได้รับถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่ต้องฉกฉวยเอาไว้ และพอได้ลงสนามจริงก็ได้เห็นว่าข่าวกีฬานั้นเสนอแต่ข้อมูลที่เป็นความจริง และไม่ได้เสนอแต่ความสำเร็จของแชมป์ด้านเดียว แต่ยังนำเสนอชัยชนะของผู้แพ้ ที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจกับผู้ที่ได้รับฟังข่าวสาร
บนเส้นทางอาชีพผู้สื่อข่าวกีฬา ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่คนแวดวงโทรทัศน์ ซีรีส์ หรือภาพยนตร์ รู้จักกันดี กับ “พี่บอย” อรรถพล ณ บางช้าง (ขออนุญาตเอ่ยนาม) ในเวลานั้นพี่บอยอยากให้ทางสถานีที่ท่านดูแลมีรายการข่าวกีฬาเช่นเดียวกับในต่างประเทศอย่าง Sport Center ที่นำเสนอข่าวกีฬาและรายงานพิเศษทางช่อง ESPN โจทย์ที่ได้รับเวลานั้นเรียกว่าท้าทายมาก เพราะเป็นการทำรายการข่าวกีฬา 2 ชั่วโมง!
ในฐานะนักข่าวที่ต้องเปลี่ยนมาเป็นโปรดิวเซอร์ในช่วงเวลาอันสั้น ผู้เขียนและทีมงานต้องทำงานกันอย่างหนักในการเตรียมข้อมูลเพื่อผลิตรายการให้ออกมาดีที่สุด ทั้งในส่วนของข่าวและรายงานพิเศษ ไม่นับรวมการคัดเลือกพิธีกร รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการเพื่อให้ผู้ชมได้รับอรรถรสของข่าวกีฬาครบทุกด้าน นับเป็นช่วงเวลาสามปีที่ทำให้ผู้เขียนได้รับประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากมหาวิทยาลัยใด ๆ บนโลกใบนี้เลยทีเดียว
จากที่เคยทำข่าวกีฬามาแล้วถึง 2 ชั่วโมง จนสามารถก้าวไปทำรายการข่าวดึกและผลิตรายการสตูดิโอพรีเมียร์ลีก ให้กับ beIN Sports วันเวลาเปลี่ยนผ่านไป แม้จะไม่ได้ทำรายการข่าวหรือเขียนข่าวกีฬาเหมือนในอดีต แต่รายการที่บริษัทต้นคิด มีเดีย ผลิตทุกวันนี้ก็ยังคงเกี่ยวข้องกับกีฬา และหลายครั้งที่เปิดดูข่าวทีวี ก็ทำให้แปลกใจที่ข่าวกีฬากลายเป็นข่าวที่มีพื้นที่น้อยมาก น้อยชนิดที่ผู้ประกาศข่าวกีฬาที่รู้จักกันหลายท่านถึงกับออกปากว่าทุกวันนี้ข่าวกีฬาแทบไม่มีพื้นที่แล้ว
น่าแปลกใจที่กองบรรณาธิการข่าวให้ความสนใจข่าวกีฬาน้อยลง ทั้งที่ในความเป็นจริงมีการแข่งขันกีฬาทั้งในเมืองไทยและบนโลกใบนี้ที่มีความน่าสนใจ หรือแม้กระทั่งความเคลื่อนไหวในแวดวงกีฬาอื่นนอกเหนือจากฟุตบอล ที่สามารถทำเนื้อหาเพื่อให้เกิดความสร้างสรรค์กับเนื้อหาข่าวได้
แต่ทุกวันนี้ เกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ที่เราได้เห็นผ่านการรับชมข่าว คือการอ่านข่าวแบบ “เล่าข่าว” ประกอบ “คลิป” ที่ถูกนำมาจากโซเชียลมีเดีย มีเพิ่มเติมนิดหน่อยด้วยการให้นักข่าวภาคสนามลงไปสัมภาษณ์หรือทำสกู๊ปเจาะข่าว (ซึ่งในบางครั้งผู้เขียนสงสัยว่าเราต้องการรู้ลึกกันขนาดนั้นเลยหรือ)
มีอยู่วันหนึ่งผู้เขียนเปิดทีวีผ่าน ๆ ในช่วงเวลาข่าวภาคค่ำ ต้องพบกับการ “เล่าข่าว” ที่มีหัวข้อข่าวประมาณ “ผู้สูงวัยตกจากเก้าอี้ เพราะรถดริปผ่านหน้าบ้าน” ผู้เขียนอดทนดูจนจบเกิดคำถามขึ้นในใจว่า กองบรรณาธิการนำเสนอข่าวนี้ เพราะวันดังกล่าวหาคลิปอื่นไม่ได้ หรือสตริงเกอร์ส่งข่าวมาให้เลือกน้อย หรือนโยบายของสถานีที่ต้องเสนอข่าวชาวบ้านมากขนาดนี้
ในสังคมที่ผู้คนชอบสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มจนติดปากว่า “หวานน้อย” แต่การเสพข้อมูลจากสื่อของพวกเรานั้นใส่สารปรุงแต่งทั้งจากน้ำเสียง เนื้อหา และอคติจากพิธีกรหรือผู้ประกาศเข้าไปจนกลายเป็นรสชาติ “หวานมาก” ในรายการข่าวที่ให้เวลากับข่าวชาวบ้านเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่ค่อยมีพื้นที่ของข่าวเศรษฐกิจ ข่าวกีฬา ก็ไม่ต่างกับการส่งน้ำตาลเข้าไปในระบบข้อมูลข่าวสาร
มีประโยคหนึ่งที่ผู้เขียนมักจะใช้เสมอเวลามีคนถามว่าสังคมในปัจจุบันดีไหม คำตอบที่เหมือนคำถามของผู้เขียนนั้นบอกกลับพวกเขาไปว่า “อยากรู้ว่าคนในสังคมนั้นเป็นอย่างไร ให้ดูเวลาที่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้หญิง เด็ก และคนชรา รวมไปถึงข่าวที่พวกเขาให้ความสนใจ”
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ