หากพูดถึง “วิชาประวัติศาสตร์” สมัยเด็ก ๆ หลายคนน่าจะเคยสงสัยว่าเราจะต้องมานั่งเรียนเรื่องเก่าที่ไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับตัวเราตรงไหนไปเพื่ออะไร ทำไมเราจะต้องรู้ด้วยว่าอารยธรรมแรก ๆ ของมนุษย์เริ่มต้นที่ตรงไหน ทำไมเราจะต้องมาให้ความสำคัญกับปีพ.ศ. หรือค.ศ. ต่าง ๆ ด้วยว่ามันเกิดอะไรขึ้นในปีนั้น ทำไมเราต้องรู้จักบุคคลนั้นบุคคลนี้ที่ชื่อเขียนยาก ๆ อ่านก็ยาก เพราะในหนังสือระบุว่าเป็นบุคคลสำคัญ หรือทำไมเราจะต้องมานั่งฟัง (หลับ) ครูเล่าเรื่องราวของสงครามต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มนุษยชาติด้วย ไม่เห็นจะจรรโลงใจตรงไหน ที่สำคัญคือสงครามไม่เกี่ยวอะไรกับตัวเราเสียหน่อย แล้วทำไมเรา “ต้องเรียน” และ “ต้องรู้” ด้วยล่ะ?
ความคิดของเด็ก ๆ ในเวลานั้นจะสงสัยก็ไม่แปลกหรอก ว่าตัวเองจะต้องมานั่งเรียนเรื่องเก่า ๆ ทำไม นอกเหนือจากต้องจำทุกอย่างให้ได้แล้วเอาไปสอบ พอเรียนจบมาก็ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพเลยสักนิด แต่เชื่อได้เลยว่าเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ น่าจะทำให้หลายคนเพิ่งเข้าใจว่าทำไมเราต้องเรียนและต้องรู้ประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องของ “สงครามและความขัดแย้ง” จากบทเรียนที่เด็กหลายคนนั่งฟังครูสอนไปพร้อมกับหลับไป มาวันนี้เรื่องที่เคยนั่งฟังเป็นนิทานกล่อมนอน กลายเป็นเรื่องที่คนไทยจำนวนมากให้ความสนใจและพยายามจะหาความรู้และข้อมูลต่าง ๆ มาประกอบการดูข่าว ทั้งที่เรื่องราวเหล่านี้เราเคยเรียนผ่านกันมาแล้วทั้งนั้น
“เพราะอดีตเป็นรากฐานของปัจจุบัน และปัจจุบันนำมาซึ่งอนาคต” นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เราจำเป็นต้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ทั้งประวัติศาสตร์ไทย ประวัติศาสตร์ตะวันออก และประวัติศาสตร์ตะวันตก แม้ว่าเราทุกคนจะมีชีวิตอยู่เพื่อปัจจุบันและอนาคตมากกว่ายึดติดกับอดีต แต่การเรียนรู้อดีตจะทำให้เราเข้าใจตัวเราเองมากขึ้น และการเรียนรู้อดีตจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงเรื่องที่อาจผิดพลาด “ซ้ำ” จากอดีตได้ เรามาดูกันว่าทำไมเราจึงต้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์
เข้าใจเกี่ยวกับโลกและความเป็นมาของตัวเองให้มากขึ้น
“โลก” ใบนี้ถือกำเนิดขึ้นเป็นเวลาหลายล้านปีมาแล้ว ผ่านช่วงเวลาต่าง ๆ มาไม่รู้ตั้งกี่ยุคต่อกี่ยุค หากจะแบ่งกว้าง ๆ ก็จะแบ่งเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยนั้นมนุษย์ยังไม่มีการสร้างที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และหาของป่า ก่อนจะเริ่มพัฒนามาสู่การตั้งถิ่นฐานในลักษณะของชุมชนเกษตรกรรม เริ่มอยู่เป็นกลุ่มก้อนที่ใหญ่ขึ้น ก่อนพัฒนาเข้าสู่สังคมเมือง และก้าวเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ ที่มนุษย์เริ่มสร้างอายรธรรม เริ่มสร้างระบบตัวหนังสือขึ้นมาเพื่อใช้ในการสื่อสารและบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ นอกจากนี้ โลกใบนี้ยังกว้างใหญ่ไพศาลมากนัก มีแหล่งอารยธรรมในสมัยโบราณก่อกำเนิดขึ้นกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก มนุษย์สร้างประวัติศาสตร์หลายชั่วอายุคน จนเข้าสู่ยุคปัจจุบัน
การเรียนประวัติศาสตร์ จะทำให้เราได้รู้จักรากเหง้าของตัวเองและความเป็นมาเกี่ยวกับโลกได้มากขึ้น ซึ่งถ้าหากเราศึกษาจริง ๆ จัง ๆ จะพบว่ามันมีเรื่องราวที่น่าสนใจและสามารถติดตามเรื่องราวเหล่านั้นได้อย่างเพลิดเพลินมากกว่าน่าเบื่อ เพราะตั้งแต่ที่มนุษย์ยุคแรกถือกำเนิดขึ้น เราผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มาจนถึงยุคเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน ประวัติศาสตร์จะช่วยให้เราได้เรียนรู้ว่าระบบ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และเทคโนโลยีต่าง ๆ จากอดีตว่าถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร ดำเนินมาอย่างไร และเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจนมาถึงยุคปัจจุบัน การเรียนประวัติศาสตร์อันยาวนานของโลกจะทำให้เราเห็นภาพและรายละเอียดที่ชัดเจนว่าเรายืนอยู่ในจุดนี้เช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร
เพื่อไม่ให้กงล้อแห่งประวัติศาสตร์หมุนกลับมาทับที่จุดเดิม
“ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย” เป็นคำพูดที่เราน่าจะได้ยินกันมานมนาน ทว่าในความเป็นจริง ประวัติศาสตร์ไม่มีทางที่จะซ้ำรอยหรือเกิดขึ้นซ้ำกันได้เหมือนกันขนาดนั้น ด้วยไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะเกิดขึ้นในบริบทเดิมได้อีก ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เพราะบริบทหรือเงื่อนไขของสังคมและยุคสมัยที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์นั้น ๆ มันไม่เหมือนกัน นี่จึงเป็นประโยชน์ของการศึกษาประวัติศาสตร์ ก็เพื่อให้มนุษย์ได้เรียนรู้และเข้าใจว่าความผิดพลาดในอดีตคืออะไร และนำมาเตรียมความพร้อมที่จะรับมือและป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องของสงครามและความขัดแย้ง เราแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่การเรียนรู้จะทำให้เราหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในอดีตไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต
“Those who cannot remember the past are condemned to repeat it. – ผู้ใดที่ไม่จดจำอดีต ย่อมถูกประณามจากการทำพลาดซ้ำซาก” เป็นคำพูดของ George Santayana นักปรัชญาชาวสเปน เป็นหนึ่งในข้อความที่มีการอ้างถึงและถอดความมากที่สุดในแวดวงวิชาการ ข้อความนี้อธิบายได้อย่างสมบูรณ์แบบว่าทำไมทุกคนจึงควรศึกษาประวัติศาสตร์ เพราะอดีตเต็มไปด้วยสัญญาณเตือน ถ้าเราไม่ไตร่ตรองถึงสิ่งที่กำลังจะทำโดยพิจารณาจากอดีต และเรียนรู้ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ก็เสี่ยงที่จะต้องพบกับจุดจบเดิม ๆ ซ้ำรอยอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ดังนั้น เราจะคิดมองแต่อนาคตไม่ได้ ต้องเหลียวหลังกลับไปศึกษาและเรียนรู้สิ่งที่เคยผิดพลาดในอดีตด้วย เพื่อไม่ทำพลาดอีกในอนาคต
ถกเถียงกับอดีตโดยไม่รู้จบ เพราะไม่สามารถรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น
ส่วนใหญ่แล้ว การศึกษาประวัติศาสตร์จะเกิดขึ้นหลังจากที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้ว โดยอาจจะดำเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันหรือจบไปแล้วก็ได้ หลายเหตุการณ์ หลายเรื่องราวที่จบไปนั้น กาลเวลาล่วงเลยมานานนับร้อยนับพันปี ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ก็ไม่มีทางรู้ได้อย่างแน่ชัดว่ามันเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ ในช่วงเวลานั้น แต่อาศัยอ้างอิงจากหลักฐานที่มีอยู่เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม ต่อให้เป็นหลักฐานปฐมภูมิ ก็ไม่มีอะไรมายืนยันได้ 100 เปอร์เซ็นต์อยู่ดี ว่าผู้ให้ข้อมูลนั้นบันทึกเฉพาะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่ได้บิดเบือน มีข้อคิดเห็น อคติ หรือความรู้สึกส่วนตัวปะปนมาด้วย ฉะนั้น เราสามารถถกเถียงถึงเรื่องราวในอดีตได้อย่างไม่รู้จบ หากมีหลักฐานใหม่มาหักล้าง
หนทางในการศึกษาประวัติศาสตร์จะไม่มีวันตาย ตราบใดที่แก่นของประวัติศาสตร์ยังอยู่ที่การตั้งคำถามต่ออดีตแล้ว แสวงหาคำตอบของข้อสงสัย ซึ่งคำถามที่ถูกสงสัยต่างกันก็จะได้คำตอบที่แตกต่างกัน เมื่อได้คำตอบของอย่างหนึ่ง ก็นำเราไปสู่ข้อสงสัยใหม่เรื่อย ๆ ทำให้เราต้องสรรหาคำอธิบายเพื่อถกเถียงหรือโต้แย้งเรื่องเล่าที่เคยรู้เคยเชื่อกันมาได้อย่างไม่สิ้นสุด เพราะไม่ว่าอย่างไรเราก็คงไม่มีทางเปิดเผยความจริงหรือจับต้องสิ่งที่เคยเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องทั้งหมดจากการศึกษาประวัติศาสตร์อยู่ในห้วงเวลาปัจจุบัน แต่ประวัติศาสตร์คือการตีความความหมายของอดีตบนพื้นฐานของหลักฐานชั้นต้นที่เชื่อถือได้ หากมีหลักฐานใหม่ ประวัติศาสตร์ก็อาจเปลี่ยนได้
ให้รู้ว่าประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงได้หากมีหลักฐานชิ้นใหม่มาหักล้าง เราต้องอัปเดต
เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปอยู่แล้วว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และเหตุการณ์ในอดีต อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบหาความจริงหรือข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วนั้น เราเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีต หากเราไม่ได้อยู่ร่วมสมัยหรือมีประสบการณ์ร่วม ต่อให้มีหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานชั้นรองกองตรงหน้าแค่ไหน ก็ทำได้เพียงตีความให้ใกล้เคียงกับความจริงที่สุดเท่านั้น การศึกษาอดีตในเวลาปัจจุบัน จึงเป็นการหยิบยกอดีตกลับมาพูดในบริบทปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน ความจริงที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วก็ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว ดังที่ตำราหลายเล่มขัดแย้งกัน ความจริงหรือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์จึงเป็นสิ่งที่โต้แย้งได้
การศึกษาประวัติศาสตร์จึงจำเป็นต้องมีการอัปเดตอยู่เสมอ เพราะถ้าหากมีหลักฐานชิ้นใหม่มาหักล้างกับความเชื่อเก่า ประวัติศาสตร์ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ได้ ตรงนี้ทำให้เห็นว่าการเรียนประวัติศาสตร์ให้รู้อดีต มันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเก่าเก็บที่ถูกแช่แข็งไว้ในอดีตเท่านั้น แต่มันสามารถเปลี่ยนแปลง ถูกรื้อ พยายามสร้าง ตีความ และนำไปต่อยอดเพื่อให้อยู่ร่วมสมัยกับโลกปัจจุบันได้ ตราบใดที่เราไม่หยุดตั้งคำถามถึงเหตุการณ์จากหลักฐานที่แสดงให้เห็น ประวัติศาสตร์ก็ไม่ใช่แค่ทำให้เราได้รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและจบไปแล้วเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นให้เราตระหนักถึงปัจจุบันและตั้งคำถามกับอนาคตได้ เราศึกษาอดีตก็เพื่อปัจจุบันและอนาคต






























