ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ปี 1967 รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ถูกถามว่า “ในฐานะเจ้าของสื่อ ถ้าวันหนึ่งคนมีอำนาจอยู่ในมือ คุณจะชอบไหม” คำตอบของ เมอร์ด็อกในเวลานั้น คือ “ถ้าให้ตอบตามจริงคงต้องบอกว่า ใช่ ชอบมาก” นั่นคือคำพูดของเจ้าพ่อสื่อเมื่อครั้งที่ยังมีอายุเพียง 36 ปี
ถ้าให้เล่าเรื่องแบบ Fast Forward ของรูเพิร์ต เมอร์ด็อก คงต้องเริ่มที่การรับช่วงกิจการหนังสือพิมพ์ต่อจากพ่อ โดยกิจการดังกล่าวอยู่ในสถานะย่ำแย่ เมื่อเมอร์ด็อกในวัยหนุ่มได้เข้ามาบริหาร เขาจัดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการนำเสนอข่าวใหม่ด้วยพาดหัวที่หวือหวา เสนอเรื่องราวประเภท Human Interest จนทำให้กิจการที่กำลังร่อแร่ เริ่มมีกำไร จากนั้นการต่อยอดของเมอร์ด็อกก็เริ่มต้นขึ้น
ด้วยความกล้าได้กล้าเสีย และปรับเปลี่ยนรูปแบบของสื่อในเครือตนเองให้ทันสมัยเสมอ ส่งผลให้เมอร์ด็อก สามารถขยายกิจการสื่อจากออสเตรเลีย กลายเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ภายใต้ชื่อบริษัท News Corperation และ Fox Corperation
การเดินทางของ รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ถูกยกให้เป็น “เจ้าพ่อสื่อ” ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดและอยู่ในตำแหน่งนี้อย่างยาวนาน แม้ในปัจจุบันที่เจ้าตัวจะประกาศวางมือจากการบริหาร News Corp และ Fox โดยส่งไม้ต่อให้ลูกชายคนโต “ลาชลาน” มานั่งเก้าอี้บริหารต่อ แต่แม้การลงจากตำแหน่งของเมอร์ด็อกก็ยังเป็นข่าว และทำให้สื่อและนักการเมืองหลายคนในฟากตะวันตกถอนหายใจโล่งอก
ย้อนกลับไปที่บทสัมภาษณ์ที่ผู้เขียนโปรยเอาไว้ในข้างต้น เมื่อเมอร์ด็อกในวัยหนุ่มยอมรับว่าเขารู้สึกดีมากกับการเป็นผู้ทรงอิทธิพลอันเนื่องมากจากการเป็นเจ้าของสื่อ ซึ่งที่ผ่านมาเมอร์ด็อก ได้ใช้อิทธิพลจากสื่อของตนเองนั้นในการกดดันกับผู้นำประเทศและนักการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับฝ่ายขวา (อนุรักษนิยม) ที่เขาให้ความสนับสนุน
อำนาจและอิทธิพลทำให้เมอร์ด็อกเข้าไปแทรกแซงในกองบรรณาธิการข่าว และทำให้การนำเสนอข่าวของสื่อในมือเมอร์ด็อกเต็มไปด้วยการชวนเชื่อและการนำเสนอข้อมูลที่ชี้นำประชาชนไปผิดทาง อันทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อบุคคล หรือกลุ่มบุคคลในสังคม อันนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น
การลงจากตำแหน่งผู้บริหารของเมอร์ด็อก ในวัย 92 ปี และส่งต่อให้กับลูกชายคนโตบริหาร อาจจะไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นมากนักสำหรับ News Corp และ Fox เพราะตราบใดที่เมอร์ด็อกยังมีชีวิตอยู่ เงาของเขายังคงทาบทับบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ทั้งสองแห่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เรื่องราวของเมอร์ด็อก ทำให้ผู้เขียนนึกถึงวงสนทนาหนึ่งที่มีโอกาสเข้าไปในฐานะผู้สังเกตการณ์ หัวข้อการสนทนา พูดถึงมหาเศรษฐีที่กลายเป็นผู้นำ พร้อมกับคำพูดว่า “ทำเพื่อประเทศชาติ” นักเขียนท่านหนึ่งในวงสนทนาหัวเราะขึ้นมาก่อนจะพูดว่า
“เชื่อจริง ๆ หรือกับคำว่าทำเพื่อประเทศชาติ… คนเราเมื่อร่ำรวยมีเงินทองแล้ว สิ่งที่ต้องการต่อมาคืออำนาจและอิทธิพล การเป็นนักการเมืองตอบโจทย์ดังกล่าวได้ เหนืออื่นใดอำนาจและอิทธิพลที่ได้มาครอบครองนั้น ช่วยต่อยอดให้เขาได้ยืนอยู่ในจุดที่น้อยคนจะมีโอกาสได้เข้าถึง ถ้าอยากทำเพื่อประเทศชาติจริง ๆ ไม่ต้องเดินเข้าหาอำนาจบารมีหรอก เสียภาษีตามกฎหมายกำหนดก็ช่วยประเทศชาติได้” สิ้นคำพูดดังกล่าวพลันเสียงหัวเราะฮาครืนก็ตามมา
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ