หนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่ของไทยเป็นหนี้ที่ไม่มีคุณภาพ ไม่สร้างรายได้ (non-productive loan) โดย 69 เปอร์เซ็นต์ ของบัญชีหนี้ครัวเรือนทั้งหมดเป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ใช้แล้วหมดไป จากสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต และหนี้ส่วนใหญ่อยู่กับกลุ่มผู้กู้ที่มีปัญหาความสามารถในการชำระหนี้
โดยกลุ่มวัยเริ่มทำงานมีสัดส่วนการใช้สินเชื่อที่อาจไม่สร้างรายได้สูงที่สุด และ 1 ใน 4 เป็นผู้กู้ที่มีหนี้เสีย และเกษตรกรและกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเป็นสองกลุ่มผู้กู้ที่มีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (debt service ratio : DSR) สูงที่สุด มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะชำระหนี้ไม่ได้ หรือชำระได้เพียงดอกเบี้ยหรือเงินต้นบางส่วน ทำให้ตกอยู่ในวังวนของการเป็นหนี้ที่ไม่อาจหลุดพ้นได้
ทั้งนี้การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่จะทำให้ลดลงได้ต้องมาจากนโยบายการเงินการคลังของภาครัฐ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของกลุ่มที่ชอบก่อหนี้ รวมไปถึงการปรับวิธีคิดของยุคสมัยที่ว่าของมันต้องมี เพื่อทำให้การก่อหนี้ไม่มีคุณภาพนั้นลดลง โดยมีวิธีง่าย ๆ ดังนี้
1. ลดการใช้บัตรเครดิต
หนี้ครัวเรือนที่ทำให้คนไทยติดหนี้กันมากที่สุดคือ “หนี้บัตรเครดิต” คนที่มีบัตรเครดิตหลายใบ และนั่นหมายความว่าก็มีหนี้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และคนส่วนมากก็จะจ่ายหนี้บัตรเครดิตเพียงแค่ขั้นต่ำเท่านั้น ซึ่งนั่นจึงเป็นเหตุให้ระยะเวลาในการผ่อนชำระหนี้นั้นยืดออกไปเป็นปี ๆ และส่งผลให้ยอดหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงได้ช้าตามไปด้วย
ดังนั้น หากมีหนี้บัตรเครดิตควรแบ่งชำระหนี้ให้ได้มากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของหนี้ที่มีอยู่ เริ่มจากการปิดหนี้ก้อนแรกก่อน ตัวอย่างเช่น ตั้งเป้าหมายไว้ว่าชำระหนี้ก้อนแรก ขั้นต่ำอยู่ที่ 1,500 บาท แต่ชำระจริงให้กำหนดชำระที่ 2,000-2,500 บาท และเมื่อปิดหนี้ก้อนแรกไปได้แล้ว ให้นำเงินที่ต้องชำระก้อนแรกไปรวมกับเงินที่ต้องชำระหนี้ก้อนที่สอง ทำแบบนี้จนกว่าจะปิดหนี้ครบหมดทุกใบ วิธีนี้ก็จะทำให้เราสามารถปิดหนี้ได้เร็วขึ้นกว่าเวลาที่กำหนดไว้
2. จำกัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
สถิติอ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าสัดส่วนของครัวเรือนไม่ใช้ Internet กับครัวเรือนที่สามารถเข้าถึง Internet ได้ มีอัตราการก่อหนี้เพิ่มขึ้น 27 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมากเลยทีเดียว สาเหตุที่ทำให้ครัวเรือนที่เข้าถึง Internet ก่อหนี้มากกว่าก็คือ การเข้าถึงโซเชียลมีเดีย และการเข้าถึงร้านค้าออนไลน์ ฯลฯ ได้ง่าย ทำให้ชีวิตมีความสะดวกสบาย กระตุ้นให้เกิดความอยากได้ อยากมี เหมือนกลุ่มเพื่อน ๆ และสร้างพฤติกรรมการใช้เงินแบบไม่ยั้งคิดขึ้นมานั้นเอง หรือที่เราเรียกว่าพฤติกรรม “โอนไว”
ดังนั้น การควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และคิดหน้าคิดหลังก่อนที่จะสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากพยายามลดคำว่า “ของมันต้องมี” ให้กลายเป็น “เงินเราต้องเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน” จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปได้
3. หารายได้เสริมเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงิน
ในยุคที่เงินเฟ้อ ส่งผลต่อมูลค่าเงินที่มีอยู่ การทำงานเพียงอย่างเดียวอาจะไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ ดังนั้น การหารายได้เสริมจากความสามารถส่วนตัว ซึ่งอาจจะเป็นการนำเอางานอดิเรกมาสร้างรายได้ หรือความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ มาสร้างรายได้เสริม ซึ่งในปัจจุบันมีให้เลือกอยู่หลายทาง โดยรายได้เสริมจะทำให้คุณสามารถชำระหนี้ได้เร็วขึ้น และ มีเงินบางส่วนเหลือเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
ขอให้ลืมคำว่า “ใช้เก่ง ก็หาเก่ง” ไปเสียเพราะเอาเข้าจริงแล้วการหลุดพ้นหนี้ครัวเรือนได้ คือการใช้เงินต่อสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น เมื่อทำเป็นนิสัย แม้ว่าจะพ้นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำไปแล้ว แต่นิสัยดังกล่าวจะทำให้คุณรอดได้ในทุกสถานการณ์
4. ลดค่าใช้จ่ายในบ้าน
ค่าใช้จ่ายในบ้านเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ต้องจ่ายทุกเดือนทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ และของใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้น หากต้องการลดค่าใช้จ่ายในบ้านการประหยัดน้ำ-ไฟ ใช้เท่าที่จำเป็นจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณหนึ่ง ขณะเดียวกันการซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันเท่าที่ต้องใช้ ควรจะซื้อของที่อยู่ในมาตรฐานที่ไปกันได้กับราคา และไม่ตุนของเอาไว้เยอะจนเกินไป จะทำให้ค่าใช้จ่ายในบ้านลดลง
5. รู้จักแบ่งเงินไว้เพื่อการออม
การออมเงินและการลงทุนถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จะมองข้ามไม่ได้เลย เนื่องจากการออมเงินไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินนั้นย่อมส่งผลดีกับตัวเราเองอย่างแน่นอน เมื่อต้องการที่จะใช้เงินด่วนในอนาคต ซึ่งถ้าเรามีเงินสำรองฉุกเฉินเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปกู้หนี้ยืมสินใคร
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา





























