Home Inspiration My Dear มีเดีย “สโลว์ไลฟ์” ในสังคมที่ชอบประดิษฐ์คำพูด

“สโลว์ไลฟ์” ในสังคมที่ชอบประดิษฐ์คำพูด

ถ้าคุณมีความฝันจะหนีจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ต่างจังหวัด และหวังว่าจะวางมือจากงานนั่งโต๊ะ ไปทำไร่ ทำสวน หรือทำร้านกาแฟ พร้อมกับใช้ชีวิตตามคำของยุคสมัยอย่าง “สโลว์ไลฟ์” ตื่นเช้ามาดื่มกาแฟอุ่น ๆ มองท้องทุ่งนา อากาศสบาย ๆ สายลมเอื่อย ๆ ไม่ต้องพบกับการจราจรที่แออัด เหมือนที่คุณเห็นจากภาพในโซเชียลมีเดียหรือ Pinterest… โอเคค่ะคุณสามารถทำตามใจฝัน ไปตามความต้องการนี้ได้เลย

แต่หลังจากดื่มกาแฟอุ่นปล่อยใจฝันไปกับสายลมและแสงแดดยามเช้า คุณต้องกลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงในการทำสวน ทำไร่ ขับรถกระบะเข้าสวนไปดูเครื่องปั๊มน้ำ ไปดูการใส่ปุ๋ย ไปดูว่าผลผลิตมีแมลงรบกวนหรือไม่ และคุณต้องอยู่ตรงนั้นท่ามกลางแดดเปรี้ยงของเมืองไทยที่มีอุณหภูมิกลางแจ้งไม่ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส อันเป็นเพียงบททดสอบเบื้องต้น! เพราะหลังจากผลผลิตออก คุณต้องเจอกับระบบการขายผลผลิตที่อาจจะทำให้คุณอยากปล่อยจอยไปเลยก็ได้ (ฮา)

และถ้าคุณบอกว่าฉันสู้งานตากแดดไม่ไหวฉันจะเปิดร้านกาแฟ ยินดีด้วยค่ะ เพราะคุณต้องตื่นเช้าเพื่อเปิดร้าน และมีเวลาขายไม่เกินสี่โมงเย็น หากอยากจะขายดี ต้องรู้จักผูกมิตรกับคนในท้องถิ่นเพื่อให้ได้ลูกค้าประจำ แต่ถ้าคุณบอกว่าตัวเองเป็นพวก Introvert ไม่ชอบเข้าสังคม แนะนำว่าอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ ไปก่อนดีกว่า (ฮา) เพราะสังคมต่างจังหวัด ถ้าคุณไม่เข้าหาคนท้องถิ่น คุณอยู่ลำบากแน่นอน

ที่กล้าหยิบยกเอาเรื่องชีวิตสโลว์ไลฟ์ขึ้นมาคุยกับคุณผู้อ่าน เพราะผู้เขียนรู้สึกว่าคนยุคนี้จะมองโลกจากจินตนาการในโซเชียลมากกว่าจะมองจากความเป็นจริง ดังเช่นในหนังสือ “บันทึกในกลักไม้ขีด” ของอุมแบร์โต เอโค เขียนไว้ในบทที่มีชื่อว่า “ไปที่เดียวกัน” เขียนถึงประเด็นการท่องเที่ยวเอาไว้ว่า “การท่องเที่ยว ไม่ว่าจะทำอย่างผิวเผินเพียงใด…ประสบการณ์จากการเดินทางเปลี่ยนชีวิตเราได้ ตอนกลับเราเป็นคนละคนกับตอนไป แต่ปัจจุบันคนเดินทางไม่ได้ถูก “ที่อื่น” รบกวนจิตใจเลยแม้แต่น้อย กลับมาแล้วก็คิดถึงเรื่องการเดินทางครั้งต่อไป ไม่พูดถึงการเห็นแจ้งที่ทำให้พวกเขาเปลี่ยนไป”

“ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะสถานที่ท่องเที่ยวในปัจจุบันพยายามเปลี่ยนตัวเองให้มีลักษณะคล้ายกับที่เห็นบนโลกโซเชียล เมื่อนักท่องเที่ยวได้มาเห็นได้ ถ่ายรูป เพียงแค่นั้นพวกเขาก็พอใจแล้วว่าได้มาในที่ ๆ เคยเห็นจากในโซเชียล และปัจจุบันการท่องเที่ยวก็เป็นเช่นนั้น ทำให้ทุก ๆ สถานที่เหมือนกันไปหมด และไม่มีการท่องเที่ยวเพื่อสำรวจโลกจริงอีก แต่ไปเพื่อพบเห็นสิ่งที่เรารู้จักอยู่แล้ว ซึ่งดูอยู่บ้านหน้าจอโทรศัพท์ก็ได้”

ผู้คนยุคนี้เป็นดั่งที่ อุมแบร์โต เขียนเอาไว้ค่ะ เราจึงมักมีคำประดิษฐ์ที่นิยมใช้ตามช่วงเวลาเกิดขึ้นมากมาย อย่างเมื่อสิบปีที่แล้วนิยมคำว่า “ฮิปสเตอร์” มาตอนนี้มีคำว่า “สโลว์ไลฟ์” ทั้งที่เราแทบไม่รู้กันเลยว่าความหมายที่แท้จริงของคำดังกล่าวนั้นหมายถึงสิ่งใดกันแน่ และในมุมมองของทางเรา “ชีวิตช้า ๆ ไม่มีอยู่จริง ชีวิตจริงมีจังหวะเป็นของตนเอง อยู่ที่ว่าเราจะตามหาจังหวะนั้นเจอหรือไม่” และคำว่า “สโลว์ไลฟ์” เป็นเพียงคำของคนชอบประดิษฐ์คำพูด เพราะถ้าปฏิบัติจริงเราทำชีวิตให้ช้าลงได้แค่ชั่วขณะเท่านั้น จากนั้นก็ต้องกลับเข้าสู่นาฬิกาชีวิตของตนเองตามความเคยชิน

แต่ถ้าคุณผู้อ่านที่เห็นต่างยังคงยืนยันที่จะเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของตนเอง ก็อยากให้สำรวจว่ามีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดแค่ไหน พร้อมสำรวจตัวเลขเงินฝากที่มีอยู่ในธนาคารด้วย เพราะชีวิตสโลว์ไลฟ์ยังต้องการปัจจัยสี่ และความสามารถในการเอาตัวรอด เมื่อดูแล้ว และคิดว่าพร้อมก็ลุยเลย

แต่ถ้าดูแล้วหนี้ยังท่วม ลูกยังเรียน บ้านยังผ่อน เมียยังติดสั่งของออนไลน์ แนะนำว่าก้มหน้าก้มตาทำงานไปค่ะ เดี๋ยวหายฟุ้งซ่านเอง

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ